|
วัฒนธรรมลาหู่สัญจร
วัฒนธรรมของพี่น้องชนเผ่า นับวันจะเลือนหายไปจากชุมชนชนเผ่า ดั้งเดิม ด้วยเหตุหลายปัจจัย การต้านรับและการตอบโต้ต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมเมืองใหญ่ของแต่ละชุมชนก็แตกต่างกันออกไป ชุมชนที่มีระบบการต้านรับดี วัฒนธรรมหรือการเปลี่ยนแปลงของสังคมใหญ่ก็มิอาจทำให้การเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือทำให้วิถีและวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ได้รับการปฏิบัติและสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษสูญสิ้นหรือสลายไปได้ หากแต่ชุมชนที่ไม่ได้มีภูมิในเรื่องเหล่านี้ เมื่อสิ่งใหม่ๆหรือวัฒนธรรมใหม่ๆเข้าไปแทรกแซงในชุมชนดั้งเดิม ทำให้ชุมชนเหล่านี้ต้านรับไม่ทัน หรือไม่มีกระบวนการในการตอบโต้ ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ทำให้รสชาติและความเป็นตัวตน ตลอดจนความเป็นเสน่ห์ของชนเผ่า ก็จะทยอยเลือนหายไปในที่สุด
|
 รถติดหล่ม เอ้า ช่วยกันเข็นหน่อยเร็ว 1 2 3 อื๊อออออ
|
 กว่าจะพ้นตรงนี้ได้เล่นเอาพี่ซุงเราเป็นงี้เลย !!
|
กิจกรรมวัฒนธรรมลาหู่สัญจรของโครงการพิพิธภัณฑ์ชนเผ่าออนไลน์ มูลนิธิกระจกเงาในครั้งนี้ จะพาทุกท่านไปพบกับ ชุมชนลาหู่ ในเขตตำบลห้วยชมภู อำเภอเมือง เชียงราย ถึงแม้นว่าชุมชนเหล่านี้จะอยู่ในเขตทุลักกันดาร และห่างไกลจากตัวเมือง แต่ยังคงดำรงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีแบบดั้งเดิมไว้อย่างเข้มแข็ง จะมีก็แต่บางหมู่บ้าน หรือบางชุมชนที่มีระบบความเชื่อแบบใหม่เข้าไปอยู่บ้าง แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังคงเลือกที่จะดำรงและปฏิบัติสิ่งที่ได้รับการสืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ บรรยากาศการเดินทาง จะเป็นยังไงบ้าง ทีมงานไปเจอะเจออะไรมา จะนำมาเล่าสู่กันฟังในช่วงต่อจากนี้
วันที่ 20 เดือนกรกฎาคม 2552 คือกำหนดการวันแรกที่ทีมงาน hill tribe 5 คน พร้อมด้วยอาสาสมัครจาก ออสเตรเรีย 2 คน จะต้องเดินทางไปยังหมู่บ้าน ลาหู่ ที่ชื่อ ติแส ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ไกลที่สุดสำหรับ ทริบนี้ของทีมงาน ช่วงบ่ายของวันนี้แดดยังคงส่องแสงลงมาอย่างแรงกล้า แทบจะเผาหนังเลยก็ว่าได้ ทีมงานต่างขนอุปกรณ์ต่างๆขึ้นบนรถ เพื่อจะเดินทางไปยังหมู่บ้านเป้าหมายของวันนี้ ระยะทางค่อนข้างที่จะไกลและ อาจได้เจอถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ แต่ขออย่างเดียว ฝนอย่าเพิ่งตกลงมาตอนนี้เล้ยยย สาธุ !! และแล้วเมื่อทำอย่างพร้อม รถก็ได้หมุนล้อเคลื่อนตัวออกจาก หุบเขากระจกเงา มุ่งหน้าออกยังยังเส้นทางเข้าเมือง แยกขาวเข้าที่ทรายมูล ข้ามแม่น้ำกกที่สะพาน เข้าเขตตำบลดอยฮาง อำเภอเมือง เชียงราย ข้างทางมีชุมชนชนเผ่า ทั้งอ่าข่าและลาหู่เรียงรายรอบตัว มีพี่น้องอ่าข่า ประมาณ 4-5 คนที่กลับมาไปทำงานป่าไม้ กำลังเดินทางเท้าอยู่เบื้องหน้า เมื่อเห็นว่ารถของเรามา ก็หลบข้างทาง ทีมเราแวะทักทายกล่าวสวัสดี และถามเรื่องปัญหาสถานะบุคคลในหมู่บ้าน หลังจากคุยเสร็จก็ขอตัวเดินทางต่อ เพราะทางข้างหน้ายังคงอีกไกล จากที่เมื่อกี้แดดแรง แทบจะเผาไหม้ผิวหนังอันบอบบังของผู้เขียน ตอนนี้ได้ถูกบดบังด้วยก้อนเมฆสีดำก้อนโต ทำท่าว่าจะเทฝนลงมาอย่างหนัก และแล้วก็อย่างที่คิด ฝนก็ได้ตกลงมาจริงๆ เวลาเกือบ 6 โมงเย็นคณะของเรายังเดินทางไม่ถึงหมู่บ้าน ทางที่ฝนตกลงมาทำให้ถนนที่เป็นดินเหนียว เริ่มเละ ร่องลึกของถนนทำให้รถติด ไม่สามารถเคลื่อนตัวได้ ทีมบางคนรวมทั้งผู้เขียนเองได้ลงไป เพื่อดูสถานการณ์ ล้อรถ ลอยขึ้น ทั้ง 4 ล้อ ทำให้เดินหน้าหรือถอยหลังก็ไม่ได้ ต้องใช้แม่แรงโยกรถขึ้นแล้วเอา เศษไม้ เศษหิน เข้าหนุนล้อ แล้วถอยออกมา เฮ้ยยย กว่าจะพ้นตรงนี้ได้ทำให้ทีมงานเละไปตามๆกันทั้งใบหน้าและส่วนต่างๆของเรือนร่าง เวลาผ่านมาประมาณ เกือบ 1 ชั่วโมง รถจึงออกจากการติดหล่มได้ เมื่อรถได้เคลื่อนไปจอดกลางลานหมู่บ้านด้วยสถาพเปรอะเปื้อนดินโคลน พร้อมทีมงานเมื่อเดินลงจากรถก็เปื้อนไม่แพ้กัน ชาวบ้านมารุมดูทีมงาน เพราะแต่ละคน ใบหน้าหรือ เสื้อผ้า เต็มไปด้วยขี้ดิน เมื่อไปถึงเราก็ได้ที่พัก พร้อมเข้าไปทำความรู้จักและ อาบน้ำอาบท่า ทำธุระส่วนตัว ทำอาหาร ทานข้าวเรียบร้อย เวลาประมาณ 2 ทุ่มกว่า ๆ ทุกอย่างพร้อม กิจกรรมในลานหมู่บ้านใกล้จะเริ่ม ชาวบ้านเริ่มทยอยมา เด็กๆ ประมาณ 10 กว่าคน ได้มานั่งรอตรงหน้าบ้านที่ทีมเราไปพัก ผู้เขียนได้ถามว่า ทำไม ไม่ไปดูสารคดีชนเผ่า ที่ลานหมู่บ้านล่ะ เด็กๆลาหู่ตอบพร้อมกันว่า เดี๋ยวดู เสาร์ ๕ ก่อน เพราะคืนนี้ตอนจบ อ๋อ !! มารอดู เสาร์ ๕ นี่เอง เครื่องปั่นไฟดังขึ้น (หมู่บ้านหรือชุมชนที่ทีมเรามาทำกิจกรรมในครั้งนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้ มีแต่ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซล่าเซลล์ ) กิจกรรมฉายสารคดีและเรื่องราวของพี่น้องชนเผ่าได้เริ่มขึ้น ณ ลานกลางหมู่บ้าน ขณะเดียวกันในบ้านหลังหนึ่ง ทีวี 21 นิ้ว ติด จานดาวเทียม ใช้แผงโซล่าเซลล์ เต็มไปด้วยเด็กๆ เกือบ 20 คน เมื่อผู้เขียนอยู่ร่วมกิจกรรมในลานหมู่บ้าน สักพัก ก็ได้ทำเนียนเดินทางเข้าบ้านหลังนั้นไป ฮ่าๆๆ ทีมเสาร์ ๕ กำลังจะบุก เมือง จาก้าร์ ติ๊กก ๆๆๆๆ ไฟโซล่าเซลล์หมด เด็กๆ ถอนหายใจ โอ่ววว !! แต่ดีนะ บ้านนี้มีแบต 2 ก้อน เลยเปลี่ยนมาดูได้ สักพักมี วิทยุจากทีมที่อยู่ทำกิจกรรมข้างนอกเข้ามา ว่าฝนจะตก เก็บของด้วย ก็เลยเดินออกไปเก็บของ กิจกรรมในคืนนี้ คงอวสานลงพร้อมกับ ละครเรื่อง เสาร์ ๕ นะครับเจ้านายยยยย
|
 ขุด ขุด ถม ถม ไม่งั้นลงมาไม่ได้ ขนาดลงนะเนี่ย ถ้าขึ้นน่ะไม่ต้องพูดถึง
|
 มา ติดโซ่ก่อน กันไว้เผื่อขึ้นไม่ได้ แล้วผูกกันเป็นเปล่าเนี่ยยย
|
วันที่ 21 ก.ค 52 วันนี้ยังคงอยู่บ้าน ติแส และช่วงบ่ายจะเดินทางไปบ้าน จะหา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านติแส นัก โปแกรมวันนี้ของทีมงาน คือ ไปดู สวนของพ่อเฒ่าติแส โดยพ่อเฒ่าติแส จะพาพวกเราไป
พ่อเฒ่าติแส ถึงจะอายุมากแล้ว แต่พ่อแกยังแข็งแรงมาก อารมณ์ก็ดี แอบตลกนิดๆ แถมยังเป็นคนที่ชอบปลูกทุกอย่าง ในสวนของแก เนื้อที่หลายร้อยไร่มีการปลูกพืชไว้หลายอย่าง ทั้ง ยางพารา สวนสัก ปามล์น้ำมัน หวาย ข้าว และผลไม้อื่นๆอีกมาก มาย นอกจากนี้แกยังมีการขุดบ่อและเลี้ยงปลาไว้หลายบ่อด้วย เนื่องจากพ่อแกเป็นคนชอบปลูกทุกอย่าง จนชาวบ้านที่นี่ต่างนับถือพ่อแกมาก ได้สอบถามพ่อวัยกลางคน คนหนึ่งของหมู่บ้าน ติแส เกี่ยวกับ พ่อเฒ่าติแส พ่อคนนี้เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนตอนเด็ก ก็ไม่เข้าใจ พ่อเฒ่าติแส เหมือนกันว่า ว่า ปลูกไม้สัก ทำไม ปลูกยางพาราทำไม จะเอาไปขายที่ไหน แต่เมื่อมาถึงวันนี้ ถึงได้รู้ว่า สิ่งที่พ่อเฒ่าติแสทำไปเมื่อหลายสิบปีก่อน มาถึงวันนี้ หากตีเป็นมูลค่าทางการเงินแล้ว เยอะมาก วันนี้ทีมงานเราก็ได้อิ่มเอิบกับการชมสวนของพ่อเฒ่าติแส เอาล่ะ ต้องเดินทางต่อไปอีกหมู่บ้าน จะหา แล้วล่ะ
|
 เมื่อรถติดเด็กๆในหมู่บ้านมาช่วยเป็นกำลังใจ สังเกตุหลังรถจะมีชาย 3 คนกำลังขย่มรถกันใหญ่
|
 แล้วคนนี้ล่ะ ใคร อ๋อ อาสาที่ไปด้วยกันนั่นแหละ แต่เขาไม่กล้านั่ง บอกเดินดีกว่า ปลอดภัยไว้ก่อน
|
บ่ายของวันที่ 21 ก.ค. 52 ณ หมู่บ้านจะหา ชุมชนลาหู่ อีกหนึ่งหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านติแสนัก แต่ทางขึ้นหมู่บ้านจะโหดหน่อย ทางชัน และเละ ขณะรถของเราขับเคลื่อนสี่ล้อแล้วคิดว่าจะขึ้นไปได้สบายนะ ยังต้องติดโซ่อีก เพราะไม่งั้นขึ้นไม่ได้ ทีมงานต้องมานั่งข้างหลังและขย่มไปตามจังหวะแรงเหยียบของคันเร่ง กว่าจะขึ้นได้ เฮ้ย เหนื่อยตามๆกัน เพราะต้องขย่มรถ และรวบของด้วย เกรงว่าของจะไหลตกลงมา หมู่บ้านนี้ตอนแรกเราเข้าไป ดูชาวบ้านเกรงๆเรานิดๆ เหมือนยังไม่รู้ว่าพวกเรามาจากที่ไหน แล้วมาทำอะไรที่นี่ แต่เมื่อเราพาอาสาสมัครต่างชาติไปเล่นเกมส์กับเด็กแล้ว เด็กๆก็เริ่มที่จะเข้ามาหา ผู้ใหญ่ก็เริ่มเข้ามาคุยบ้าง กิจกรรมในหมู่บ้านนี้ก็ผ่านไปด้วยดี ได้รับความสนใจจากชาวบ้าน เยอะ
|
 บรรยากาศในหมู่บ้านจะหา หลังฝนตก
|
 เอ้า เด็กๆใครอยากได้ ตุ๊กตามา เร็ววว พี่ๆขนมาเพียบบบบ
|
วันที่ 22 ก.ค. 52 วันนี้เป้าหมายของทีมเราคือ จะต้องเดินทางไปหมู่บ้าน แสนต่อ ซึ่งเป็นหมู่บ้านลาหู่เหมือนกัน จะต้องขับขึ้นดอยไปอีกนิด แต่ก่อนที่จะขึ้นหมู่บ้าน เราได้แวะที่หมู่บ้านหาดยาว ได้สำรวจเรื่องสัญชาติที่นี่ และบอกกับชาวบ้านว่า พรุ่งนี้เราจะลงมาทำกิจกรรมที่นี่ ทางขึ้นหมู่บ้านแสนต่อ ค่อนข้างรก ข้างทางมีหญ้าและต้นไผ่ย้อยลงมาเกี่ยวรถ แต่ก็ยังถือว่าดี เพราะว่าวันนี้ฝนไม่ตก จึงทำให้ไปถึงหมู่บ้านแสนต่อได้อย่างสบาย ชุมชนแสนต่อเป็นชุมชนชนเผ่าดั้งเดิม 95% มีชาวบ้านประมาณ 3-4 ครอบครัว นับถือ คริสต์ แต่เรื่องการทำกิจกรรมในหมู่บ้าน ชุมชนนี้ก็ไม่ได้มีปัญหา สามารถที่จะทำร่วมกันได้ ทั้งที่นับถือ ศาสนาดั้งเดิม และนับถือศาสนาคริสต์ก็ตาม กิจกรรมกลางคืนก็ได้รับความสนใจจากชาวบ้านอย่างล้นหลาม
วันที่ 23 ก.ค 52 วันนี้เช้าทีมเราก็ได้ล่ำลาชาวบ้าน และเดินทางขึ้นไปเที่ยวยังหมู่บ้าน ผาลั้ง ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะแค่แวะขึ้นไปแอ่ว แค่นั้นแหละ แต่เมื่อถึงบ้านผาลั้งแล้ว ทำให้ต้องเดินทางต่อไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง คือหมู่บ้าน ปางขอน เพราะว่าต้องไปกินข้าวเที่ยงที่นั่น ระยะทางถึงแม้ไม่ได้ไกลมาก แต่ด้วยถนนที่ไม่ได้ลาดยาง ทางขึ้นดอย คดเคี้ยว ทำให้การเดินทางเหมือนจะนานมาก แต่เมื่อไม่นานเราก็ถึงหมู่บ้าน ปางขอน ก็แวะกินข้าวเที่ยงที่นี่ ก่อนจะเดินทางไปยังหมู่บ้าน หาดยาว คืนนี้เราก็ได้มาค้างที่หมู่บ้านหาดยาว แห่งนี้
 |
หลังจากหมู่บ้าน หาดยาว ทีมเราก็ได้ ไปยังหมู่บ้าน จะนู หมู่บ้านแก่งหลวงนอก และแก่งหลวงใน ซึ่งแต่ละหมู่บ้าน แต่ละชุมชนที่ทีมเราเข้าไปทำกิจกรรม ล้วนให้การต้อนรับดี เสมือนพี่น้อง เครือญาติ ที่มาจากต่างถิ่น ถึงแม้นว่า เราจะไปอยู่ในหมู่บ้านแค่ 1 วัน แต่พวกเราก็รู้สึกดีใจ ที่ชาวบ้าน ต่างให้การต้อนรับที่ดี และกิจกรรมที่พวกเราเข้าไปทำในหมู่บ้าน คงจะเป็นแรงบันดาลให้เกิดการตระหนักและดำรงรักษาสิ่งๆ สิ่งงดงามของวัฒนธรรมชนเผ่าไว้ คู่ลูกคู่หลานสืบต่อไป |
คนหน้ามัน |