พิพิธภัณฑ์ชาวเขา Online @ www.hilltribe.org
 

 

 


 

-

วันเพ็ญขึ้น 1 ค่ำ เดือนยี่ งานฉลองปีใหม่ชาวกะเหรี่ยงโปว์
เรื่อง/ภาพ อภิรัฐ คำวัง   

ท่ามกลางสายลมอันหนาวเย็นที่พัดมาตามฤดูกาล ณ หมู่บ้านไร่ป้า หมู่บ้านเล็กๆ ในอ้อมกอดของขุนเขาใกล้ชายแดนไทย - พม่า จังหวัดกาญจนบุรี เสียงเป่าแตรเขาควายดังขึ้นในเช้าของวันเพ็ญขึ้น 1 ค่ำ เดือนยี่  ตามปฏิทินจันทรคติ เพื่อเริ่มต้นเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของชาวกะเหรี่ยงโปว์ ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม 2551 ตามปฏิทินสากล  

อากาศดีตอนเช้า สายลมช่วยหอบเอาบรรดาพี่น้องชาวกะเหรี่ยงจากหลายหมู่บ้านหลายร้อยคนมารวมตัวกันที่บ้านไร่ป้า หมู่บ้านเจ้าภาพประจำปี และเป็นครั้งแรกของการรวมกลุ่มจัดงานทางวัฒนธรรมที่ตำบลห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี



ห้วยเขย่ง (ห้วยที่มีปลาแขยง) เป็นที่ตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่ เดิมบ้านไร่ป้าตั้งอยู่ที่บริเวณผาหิน  เพราะชื่อ "ไร่ป้า" แปลว่า ผาหิน ปัจจุบันบริเวณดังกล่าวได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อนวชิราลงกรณ์  บ้านไร่ป้าหลังปี พ.ศ. 2523 จึงกลายเป็นเพียงชื่อเรียกและอดีตที่อยู่ในความทรงจำของชาวบ้าน   เป็นเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ชุมชนให้แก่ลูกหลานสืบไป


การรวมกลุ่มฉลองวันขึ้นปีใหม่ในวันเพ็ญของเดือนยี่จัดขึ้นที่วัดประจำชุมชน ศูนย์รวมจิตใจของชาวกะเหรี่ยงพุทธ พระเป็นผู้นำการส่งเสริมและฟื้นฟูการใช้ภาษาและวัฒนธรรมกะเหรี่ยงเพื่อให้ชาวบ้านร่วมกันรักษาสืบทอดมรดกวัฒนธรรมของตนเอง

 

 


ฤกษ์ดีปีใหม่ ชาวบ้านรวมใจทำบุญขึ้นลานกินข้าวใหม่และประกอบพิธีกรรมรับขวัญแม่โพสพ  หลังจากทุกครัวเรือนขนข้าวเปลือกขึ้นยุ้งเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจะนำข้าวใหม่แบ่งใส่ถุงเล็กๆ จากบ้าน มาทำบุญสู่ลานพิธี สถานที่จัดพิธีกรรมล้อมด้วยไม้ไผ่สาน ตรงจุดหลักมีเครื่องไม้เครื่องมือในการทำไร่ข้าวและการผลิตข้าว อาทิ จอบ  เสียม  มีดพร้า ครกกระเดื่องตำข้าว ข้าวเปลือก  รอบๆ ปักดอกไม้เน้นสีแดงด้วยดอกหงอนไก่  มีต้นกล้วยต้นอ้อยประดับประดาแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของธัญญาหาร และที่สำคัญซึ่งจะขาดเสียมิได้ นั่นคือ เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่สวยงามถวายแม่โพสพ


ในพิธีกรรม ผู้นำชุมชนล้อมวงกันแล้วหยิบเครื่องมือต่างๆ ขึ้นมาเคาะที่ครกกระเดื่องเป็นจังหวะๆ พร้อมๆ กับประสานเสียงพรรณนา ถึงบุญคุณของแม่โพสพที่ช่วยทำให้ปลูกข้าวได้ผลดีและเกิดความอุดมสมบูรณ์ จารีตประเพณีดั้งเดิมคงความงดงามตามคติที่ชาวกะเหรี่ยงและอีกหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์ยึดถือ  


เมื่อเสียงกลองดังขึ้นประสานกับเสียงแตรเขาควาย ซึ่งเป่าโดยศิลปินพื้นบ้านอาวุโส ส่งสัญญาณให้คณะกลุ่มหนุ่มสาวและกลุ่มแม่บ้านพากันร่ายรำในชุดรำตง คำว่า "ตง" แปลว่า  ตุงหรือธง รำตงวันขึ้นปีใหม่เพื่อให้งานรื่นเริงเกิดความเป็นสิริมงคล เดิมทีมีการรำตงในพิธีกรรมการถวายตุงหรือธงให้กับทางวัด ส่วนธงของชาวกะเหรี่ยง ในตัวธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าประกอบด้วยสัญลักษณ์ 3 อย่าง คือ พระอาทิตย์ส่องแสง กลองมโหระทึก และแตรเขาควาย (1 คู่)


ความสามารถทางการแสดงของผู้สูงอายุถือเป็นต้นตำรับถ่ายทอดศิลปะการแสดงพื้นบ้านให้กับคนรุ่นใหม่ของชุมชน ยืนอยู่ใกล้เวทีได้ยินเสียงผู้ฝึกสอนตะโกนบอกจังหวะเด็กๆ เป็นช่วงๆ และเสริมกำลังใจไปด้วย ส่วนหนึ่งมาจากการขัดเกลาในชุมชน คิดว่าถ้าฝึกหัดกันไปเรื่อยๆ ค่อยเป็นค่อยไป โดยวาดหวังและปรารถนาไว้ว่าสักวันหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่กำลังฝึกหัดในวันนี้จะสามารถแสดงได้ตามแบบฉบับ  

 
 
หนุ่มสาวหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เริงร่าเบิกบานสอดรับกับชุดกะเหรี่ยงที่แต่ละคนสวมใส่อันมีสีที่สวยงามสะดุดตา บนใบหน้าปะแป้งตะนาคาแต่งแต้มแก้มหนุ่มสาวเป็นลวดลายต่างๆ สร้างบรรยากาศงานรื่นเริงคึกคักสนุกสนาน แม้ว่าวันปกติจะเห็นวัยรุ่นใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ก็ตาม หากวันสำคัญทางวัฒนธรรม ทุกคนจึงพร้อมใจแต่งกายด้วยชุดกะเหรี่ยง แสดงความเป็นตัวตนด้วยความภูมิใจในประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์



มีงานวัดมีมโหรสพย่อมมีของขายเป็นสิ่งคู่กัน ที่ทางเข้าหน้าวัดลานกว้าง เต็มไปด้วยบรรดาพ่อค้าแม่ขาย ส่วนใหญ่เดินทางจากตัวเมือง  มาตั้งแผงลอยขายของกินของใช้ราคาถูก เดินดูของกินตั้งแต่เช้าถึงค่ำ  เห็นจะมีลูกชิ้นทอดกับก๋วยเตี๋ยวที่ขายดี นอกจากนี้ ยังมีชาวบ้านเก็บเอาผลหมากดิบกับใบพลูใส่ตะกร้ามาขาย ใครที่ไม่ซื้อเป็นมัดๆ เป็นกำๆ  ก็เลือกซื้อหมากทรงเครื่องเป็นคำๆ คำละเพียง 2 บาท เคี้ยวกันจนปากแดง แล้วก็พลอยทำให้พื้นแดงไปด้วย หากเดินท่ามกลางผู้คนแล้วต้องคอยหลบน้ำหมากกันให้ดี


"อ๊องหมี่" แปลว่า กินข้าว เสียงตะโกนดังลั่นมาจากหน้าโรงทานของวัด ทุกคนที่มาร่วมงานต้องท้องอิ่มทุกมื้อตลอดช่วงการฉลองพิเศษกับมื้อเที่ยงวัน กลุ่มแม่บ้านทำอาหารพื้นบ้านและแกงหม้อใหญ่ มื้อนี้ต้องกินแกงขนุน (เซ่อ แนว่ ซา)  ปีใหม่เอาเคล็ดด้วยขนุน เพื่อให้มีสิ่งหนุนนำ ชีวิตตามคติโบราณ และน้ำพริกหนุ่ม (เฉ่อ เหง๊ ซา) รสเผ็ดสุดๆ จิ้มด้วยมะกอกดอง (ไพ๋ ซา ไช๋) รสลูกโตๆ เปรี้ยวเผ็ดตัดรสชาติกันบนลิ้น
แถมยังมีผักลวกหายากอย่างผักกูด (ก่าย คู๊ ดุ) ยอดอ่อนๆ ใบงอๆ ผักกูดคล้ายกับใบเฟิร์นขึ้นตามแหล่งน้ำลำห้วย มีผักกูดที่ไหน แน่นอนว่าที่นั่นธรรมชาติสมบูรณ์



แดดบ่ายๆ กำลังร้อนแรง หากหนุ่มสาวแรงดีกลับสนุก ได้ออกแรงแข่งกีฬาสามัคคี มีทั้งกีฬาสากลอย่างฟุตบอล แต่ปรับเปลี่ยนกติกานิดหน่อยเพื่อให้เอื้อกับนักกีฬาจำเป็น หนุ่มๆ หลายคนไม่ได้ใส่รองเท้าผ้าใบลงสนาม เรียกว่าเตะกันอย่างถึงเท้าจริงๆ ส่วนกีฬาพื้นบ้านก็เรียกคนดูได้มิใช่น้อย ปิดตาตีปี๊บเรียกเสียงหัวเราะได้ดี กองเชียร์หลายกลุ่มต่างส่งเสียงดังลั่นบอกทางให้ผู้เล่นฝ่ายตนจนผู้เล่นแต่ละคนสับสนเดินชนกันเอง  


เพราะความร้อนของแสงอาทิตย์ จึงมองหาที่หลบมุม เลยเดินขึ้นไปบนศาลาไม้หลังใหญ่ จุดพักสำหรับพี่น้องต่างตำบลที่มาร่วมงาน  เด็กๆ จับกลุ่มพูดคุยหยอกล้อกันบ้าง หนุ่มสาวฝึกซ้อมการแสดงบ้าง  พอดีได้พบกับหนุ่มที่มาจากบ้านโบอ่อง (แปลว่า บ้านพระธาตุ) กำลังร้องเพลงกับดีดกีตาร์กะเหรี่ยง (นา เด่) คู่ใจให้สบายอารมณ์  ทำนองเพลงแสนเศร้าเพราะเนื้อหาบรรยายเรื่องสาวสวยคู่รักหันไปสนใจหนุ่มที่มีฐานะร่ำรวย หนุ่มที่ยากจนจึงจนมุมไร้ทางออก รับชะตากรรมที่ตนเองเกิดมาต้อยต่ำ หนุ่มโบอ่อง บอกว่าอยู่บนเวทีต้องร้องเพลงที่เน้นสาระทางวัฒนธรรม แต่เพลงที่นั่งร้องในเวลาว่างเป็นเพลงรักๆ ใคร่ๆพูดแล้วก็พากันหัวเราะ  


ยามเย็น ลมเย็นๆ หอบเอาความหนาวมาอีกระลอกเมื่อจวนพลบค่ำ หนาวก็จริง แต่เย็นนี้พลาดไม่ได้ ผู้จัดงานเหมาคณะละครพม่าด้วยค่าจ้างเป็นหมื่น ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างตั้งตารอดู หลังจากคณะละครจุดธูปเซ่นไหว้เจ้าที่และบูชาครูแล้วเสร็จ แสงสีสร้างชีวิตชีวาด้วยฉากกุหลาบแดงกับม่านสีชมพู ผู้คนทยอยมาเต็มหน้าเวทีเมื่อเสียงฆ้องวงและกลองเริ่มโหมโรง  ทำนองเพลงจังหวะพม่า ละคร (ละกุน) คล้ายกับลิเกของไทย  ลิเกนั้นวงดนตรีบรรเลงเพลงอยู่บนเวทีด้านข้าง แต่ละครพม่าจัดวงดนตรีไว้ด้านล่างหน้าเวที ผู้ชมจึงได้ชมทั้งการแสดงดนตรีและการรำของนักแสดง และได้รับรู้กันชัดๆ ในตอนที่นักแสดงขอเปลี่ยนเพลงหรือเปลี่ยนทำนองก็จะตะโกนจากบนเวทีลงมา ทั้งนักดนตรีและผู้ชมก็รู้พร้อมกันว่ามีการเปลี่ยนเพลง อย่างนี้ต้องยกนิ้วด้วยความน่าทึ่งให้กับไหวพริบในการเปลี่ยนจังหวะเพลงของนักดนตรีพื้นบ้าน


กล่าวกันว่าจะบรรเลงเพลงและร้องรำจากพลบค่ำถึงรุ่งเช้าหากผู้ชมไม่เลิกรา นักแสดงก็ไม่ยอมหยุดร้อง นักดนตรีก็ไม่หยุดเล่นเช่นกัน ละครพม่าใช้ภาษากะเหรี่ยง จะฟังเข้าใจหรือไม่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากลีลาท่าทางกับท่วงทำนองสื่อบอกอารมณ์และความรู้สึกว่าเป็นอย่างไร เสียงร่ำร้องของหญิงวัยกลางคนถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตในแง่มุมต่างๆ ฟังไว้เป็นอุทาหรณ์เตือนสติ มีการหยิบยกเรื่องราวจากพุทธชาดกมาแปลงสารเป็นละครสอนใจ คั่นสลับด้วยตลกสามหนุ่มปากกล้า



เรียกเสียงหัวเราะสร้างความเฮฮาให้กับทุกวัย ชอบทำโสร่งหลุดบนเวทีเป็นระยะๆ ทะลึ่งนิดๆ  หากแม่ยกกลับกระเป๋าฉีกให้กับเด็กหญิงอายุเพียงไม่กี่ขวบจากผลงานความสามารถมากลีลาบนเวที ความน่ารักคงอยู่ที่การรำเปลี่ยนท่าตามผู้ใหญ่ไม่ค่อยจะทัน ผู้ชมจึงอดส่งยิ้มให้ไม่ได้ หวังว่าละครพม่าในอนาคตก็น่าจะมีผู้สืบทอดศิลปะการละครพื้นบ้านต่อไปเช่นกัน  


มโหรีพื้นบ้านกล่อมบรรยากาศวันขึ้นปีใหม่ในคืนวันเพ็ญได้อย่างยอดเยี่ยม ท่วงทำนองเพลงพม่าคงดังกังวานอยู่ในความทรงจำฟังเพลินๆไปเรื่อยๆ จนหลับใหลในยามใดก็ไม่รู้ตัว พอตื่นขึ้นมายามรุ่งสางของวันใหม่ ปี่ฆ้องกลองฉิ่งยังไม่สิ้นเสียง ดังที่กล่าวกันว่าจะบรรเลงจากค่ำถึงเช้าจึงเป็นจริง การแสดงทางวัฒนธรรมของคนกลุ่มเล็กๆ จะดำรงสืบไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานในกาลอนาคต หากเจ้าของวัฒนธรรมมีความภูมิใจต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง

-