การร่ายชื่อบรรพบุรุษอาข่า (อ่าข่าจึ)
     อาข่าคือชนเผ่าที่อยู่ด้วยการสืบสาน ความรู้และภูมิปัญญาต่างๆ ถูกถ่ายทอดโดยผ่านการพูดคุย เล่าเรียน และเป็นกุศโลบายของอาข่าที่มักมีความจำเป็นเลิศ สามารถจดจำสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หรือจิตใจได้อย่างแม่นยำ ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติกันมาอย่างช้านาน โดยไม่มีผิดเพี้ยนหรือหักเหไป หากแต่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของวัฒนธรรมบางอย่าง เพื่อให้สอดคล้องกับสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กิจกรรมบันทึกการร่ายชื่อบรรพบุรุษของอาข่านี้ เกิดขึ้น หลังจากทางทีมงานพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ hilltribe.org ได้เข้าไปประชุมชาวบ้านเพื่อหารือ เรื่องวัฒนธรรม ชาวบ้านและผู้เฒ่าผู้แก่เสนอเรื่อง ชื่อชนเผ่า ที่นับวันจะเริ่มไปทางลบ การตั้งชื่อที่ผิดเพี้ยนบ้าง ไม่ใช้ชื่ออาข่าบ้าง จึงสร้างความตระหนักใจให้กับกลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่และกรรมการในหมู่บ้าน หมอผีของหมู่บ้านหนึ่งพูดขึ้นว่า ปัจจุบันนะอาข่าเราเริ่มดูไม่ออกแล้ว ว่าใครเป็นใคร ตระกลูอะไร ไปไหนมาไหนเห็นพูดแต่ภาษาไทย เป็นอาข่าด้วยกันก็พูดและสื่อสารกันด้วยภาษาไทย (พูดอาข่าซิครับ) และเด็กที่เกิดมาช่วงหลังๆพ่อแม่เริ่มตั้งชื่อเป็นไทยหมด บางคนยังดีนะ ที่มีชื่ออาข่าด้วย
    การตั้งชื่อเป็นไทยบ่งบอกถึงการยอมรับในสังคมวงกว้างของอาข่าเรา หรือเพื่อให้คนอื่นยอมรับเรา หากแต่ไม่อยากให้หลงลืมอัตลักษณ์ของตนเอง และแกแถมท้ายด้วยเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับชื่อของอาข่าเรื่องหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า “ เมื่อก่อนมีอยู่สองพี่น้องที่เป็นอาข่า ชายและหญิง ตอนเด็กทั้งสองอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันเล่นด้วนกัน เป็นพี่น้องที่รักกันมาก แต่พอโตอีกหน่อย ถูกส่งไปเรียนในเมือง (อยู่คนละที่) จนทั้งสองคนเริ่มโตเป็นหนุ่ม สาว และได้รู้จักกันโดยบัญเอิญ แต่เพราะทั้งสองได้ทำการเปลี่ยนชื่อ จึงไม่อาจล่วงรู้ว่าชื่ออาข่าแท้จริงคือชื่อไร จนทั้งสองสนิทสนมและเริ่มรักกัน นับวันความรักที่ทั้งสองคนมีให้ก็เริ่มทวีมากขึ้น จนฝ่ายชายชวนฝ่ายฝ่ายหญิงว่าไปเที่ยวที่บ้านเขาเพื่อไปทำความรู้จักกับพ่อและแม่ของเขา ฝ่ายหญิงก็บอกว่า อยากให้ไปบ้านเขาเหมือนกัน เมื่อทั้งสองตกลงกันว่าจะไปบ้านของฝ่ายชายก่อน แล้วค่อยไปบ้านของฝ่ายหญิง
แต่เมื่อฝ่ายชายพาหญิงสาวไป ระหว่างทางหญิงสาวก็สังเกตุว่าเส้นทางที่ไปคล้ายคลึงกับทางไปหมู่บ้านของเขาเหลือเกิน แต่หาได้บอกอะไรกับ ชายผู้นั้นไมครั้นไปถึงบ้านของฝ่ายชาย ฝ่ายหญิงต้องตะลึงเมื่อฝ่ายชายแนะนำพ่อและแม่ของเขาให้ ซึ่งก็เป็นพ่อและแม่ของฝ่ายหญิงด้วย เมื่อรู้ว่าทั้งสองมีพ่อและแม่คนเดียวกัน ทำให้ทั้งสองถึงกับตำลึง และทำไรไม่ถูก พูดไม่ออก แท้ที่จริงทั้งสองคนเป็นพี่น้องกัน ความดีใจที่ได้รู้ว่าเป็นพี่น้องกัน บวกกับความเสียใจที่ต้องมาเสียรักไป เริ่มตีกันอยู่ในสมองของทั้งสอง จากนั้นมาทั้งสองคนก็รักกันดั่งพี่และน้องเรื่อยมา ..... นี่แหละครับ เหตุของการไม่รู้ว่าตัวเองมีต้นกำเนิดและรากเหง้าที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ?
     การร่ายชื่อบรรพบุรุษของอาข่า จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง โดยโครงการ พิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ ร่วมกับชาวบ้าน บ้านอาผ่า และบ้านปูเขาะ (ชนเผ่าอาข่า) หมู่ 11 ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เกิดขึ้นเพื่อเก็บเรื่องราวการร่ายชื่อของแต่ละตระกลูไว้ และสืบไปยังชั่วลูกชั่วหลาน พูดถึงการร่ายชื่อบรรพบุรุษของอาข่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้เรื่องพยางค์หรือการใช้คำต่างๆ ซึ่ง พยางค์หลังชื่อบิดาจะกลายเป็นพยางค์หน้าของชื่อบุตร ดังนี้เรื่อยลงมาตามแบบแผนการตั้งชื่อของอาข่า ซึ่งยังทำกันอยู่จนทุกวันนี้ ตำนานระบุว่ามนุษย์คนแรกของอาข่าชื่อ ซุ้มมิโอ ฉะนั้นเวลาที่คนอาข่าร่ายรายชื่อบรรพบุรุษของตน จะมีชื่อต้นตระกูลของเขารวมอยู่ด้วยเสมอ การร่ายรายชื่อบรรพบุรุษจนครบองค์ ซึ่งมีอยู่กว่า 60 ชื่อนี้(บางตระกูลไม่ถึง,บางตระกูลเกิน) มิได้ทำการพร่ำเพรื่อ จะทำก็ต่อเมื่อมีพิธีใหญ่ เช่น พิธีงานศพ หรือในยามที่เกิดกลียุค ถึงต้องภาวนาขอความช่วยเหลือจากบรรพบุรุษเท่านั้น ตามธรรมดาอาข่าจะไม่ร่ายครบองค์ จะร่ายชั้นไปเท่าที่จำเป็น เช่น เมื่ออาข่าตระกูลเดียวกันสองคน อยากจะรู้ว่า เป็นญาติใกล้ชิดหรือห่างแค่ไหน และที่สำคัญเมื่อหนุ่มสาวจะแต่งงานหรืออยู่กินกันนั้น พ่อแม่ทั้งสองฝ่าย จะต้องไล่ชื่อบรรพบุรุษขึ้นไปเพื่อให้แน่ใจว่า มิได้ร่วมบรรพบุรุษอย่างน้อย 7 ชั่วโคตร..ถึงจะแต่งงานกันได้ ตัวอย่างการร่าชื่อบรรพบุรุษของอาข่า คือ “ ซุ้มมิโอ โอเถ่เล เถ่เลจุม จุมหม่อแย้ หม่อแย้จา จาถี่สี่ ถี่สี่ลี้ ลี้ผุแบ ผุแบอู อูโหน่วหย่า โหน่วหย่าช้อ ช้อหม่อโอ้ว หม่อโอ้วโจ่ว โจ่วถ่องผ่อง” จากนี้ก็ต่อชื่อของแต่ละตระกูล
     กิจกรรมบันทึกการร่ายชื่อบรรพบุรุษอาข่าที่เราเข้าไปทำในชุมชน โดยใช้กล้องวีดีโอในการบันทึก หลังจากเราทำการบันทึกเราจะเอาผลกลับไปให้กับชุมชน โดยการทำเป็นรูปแบบ VCD ล่าสุดได้รับรายงานจากผู้นำหมู่บ้านที่เราเข้าไปทำกิจกรรมดังกล่าวว่า ชาวบ้านรู้สึกดี และภูมิใจที่มีการบันทึกการร่ายชื่อบรรพบุรุษของเขาเพื่อเก็บเอาไว้ให้ลูกหลานได้ดูได้ชม กิจกรรมที่เราทำเราหวังเพียงจูนความสนใจของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเดินทางอยู่ในเส้นของสังคมเมือง โดยหารู้ต้นตระกูลของตนเองว่า ก่อนทีจะมารุ่นเรา รุ่นก่อนๆมีใครบ้าง และให้เกิดความภาคภูมิใจในการเป็นตัวของตัวเอง...