ทัศนศึกษางานผ้าปักผ้าทอ

           ลวดลายผ้าแต่ละลวดลายที่เกิดจากนิ้วมือสัมผัสเข็มและเส้นด้ายนั้น มิใช่เป็นเพียงแค่ลวดลายที่มีชื่อเรียกต่างๆ เท่านั้น หากแต่รวบรวมไว้ซึ่งคุณค่าทางจิตใจและศักดิ์ศรีของความเป็นชนเผ่าแต่ละชาติพันธุ์ ที่แสดงความหมายของสิ่งที่บรรพบุรุษได้ถ่ายทอดผ่านงานศิลปหัตถกรรม
           ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของลวดลายผ้าชนเผ่า โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ ( hilltribe.org ) จึงมีโครงการนำเด็กอาข่าในละแวกบ้านห้วยแม่ซ้าย ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย จำนวน 19 คน จากบ้านลีผ่า บ้านอาจ่า บ้านจะแล และบ้านปูเขาะ ไปทัศนศึกษางานผ้าปักอาข่าที่ ศูนย์คาทอลิกพระวิสุทธิวงศ์ ต.โป่งงาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยตั้งวัตถุประสงค์หลักในการไปทัศนศึกษาครั้งนี้คือ เพื่อให้เด็กอาข่าได้เรียนรู้งานปักผ้าอาข่าจากกลุ่มเด็กอาข่าในพื้นที่อื่นๆ , เพื่อให้เด็กได้ศึกษาการทำงานปักผ้าที่เป็นระบบ และนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการร่วมสืบสานงานปักผ้าลวดลายอาข่า

          ยามสายของวันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 รถยนต์ 2 คันก็นำเด็กและทีมงาน hilltribe.org เคลื่อนขบวนออกจากมูลนิธิกระจกเงา มุ่งหน้าสู่แม่สาย ก่อนถึงตัวอำเภอแม่สายประมาณ 20 กิโลเมตร ตรงสี่แยกบ้านโป่ง คนขับพาเราเลี้ยวซ้ายเข้าศูนย์คาทอลิกพระวิสุทธิวงศ์
           ศูนย์ฯ แห่งนี้เป็นที่พักของเด็กชนเผ่าอาข่า ทั้งเด็กเล็กและเด็กโต เด็กเล็กพักอาศัยที่นี่ และเรียนหนังสือระดับประถมศึกษาในโรงเรียนของรัฐ หลังเลิกเรียนมีงานปักผ้าลวดลายอาข่าให้พวกเขาได้ลงมือปักด้วยฝีมือและคิดสร้างสรรค์ลวดลายของพวกเขาเอง มีรายได้เล็กน้อยจากงานฝีมือชิ้นนี้ ส่วนเด็กโตที่ไม่ได้เรียนหนังสือในระบบ พวกเขาเรียนสายอาชีพในศูนย์ฯ ทั้งการปักผ้า การเย็บผ้า การคิดออกแบบผลิตภัณฑ์ที่วางขายในร้านค้าของศูนย์ฯ
          ทันทีที่เด็กๆ ก้าวท้าวเข้าไปในอาคาร สิ่งแรกที่พวกเขาได้สัมผัสคือลวดลายผ้าปักของอาข่าที่วางโชว์ไว้บนโต๊ะด้านหน้าก่อนเข้าสู่ร้านค้าของศูนย์ฯ ครูน้อย หรือสุวราภรณ์ ยินดีงาม ได้ตั้งคำถามกับเด็กๆ ว่า ลวดลายผ้าที่พวกเขาเห็นนั้นเป็นลวดลายของอาข่าหรือไม่ และมีชื่อหรือความหมายอย่างไร เด็กอาข่าที่เราพาไปทัศนศึกษา 19 คน ทุกคนตอบได้ว่าชิ้นไหนเป็นลวดลายผ้าของอาข่า เพราะพวกเขาปักลวดลายผ้าเป็น แต่ไม่มีใครสามารถตอบได้เลยว่า ลวดลายแต่ละลายนั้นมีความหมายอันบ่งบอกถึงความเป็นอาข่าอย่างไร

          การมาทัศนศึกษาครั้งนี้ทำให้เด็กๆ ได้รับการกระตุ้นถึงคุณค่าของความเป็นชนเผ่าอาข่าผ่านงานผ้าปักอาข่า จากการเห็นเด็กๆ รุ่นเดียวกับพวกเขา นั่งเล่น นั่งพูดคุยกันใต้ร่มไม้ แต่ในมือของเด็กทุกคนมีผ้าอยู่ในมือ อีกทั้งการได้รับความรู้ต่างๆ ที่ผ่านการบอกเล่าของครูน้อย ครูจากพื้นราบที่ทำงานกับอาข่ามาร่วม 30 ปี จนสามารถสื่อสารภาษาอาข่าได้ชัดเจนและเพราะพริ้ง

          “ งานผ้าปักชนเผ่าไม่ใช่การทำตามตลาด แต่เรากระตุ้นให้เด็กไม่ลืมของเก่า ไม่ลืมความดีของบรรพบุรุษ ให้พวกเขารู้คุณค่า ภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นชนเผ่าของตนเอง เด็กภูมิใจที่ปักผ้าได้ มีรายได้เป็นของตัวเอง แต่เขาปักผ้าได้แล้ว ต้องรู้ความหมายหรือที่มาของลวดลายนั้นๆ ด้วย ลายผ้าบ่งบอกถึงศักดิ์ศรีของชนเผ่า เด็กๆ สามารถอธิบายลวดลายผ้าได้ คนซื้อก็ภูมิใจที่ได้รับความรู้ และเห็นคุณค่าของงานชิ้นนั้นมากขึ้น”
          นอกจากนี้ครูน้อยยังบอกอีกว่า เด็กพื้นราบในหมู่บ้านใกล้ๆ ศูนย์ฯ ได้มาเรียนรู้งานปักผ้าของอาข่าและนำงานมาส่งที่ศูนย์ฯ สร้างรายได้ให้ตนเอง แต่เด็กเหล่านี้ไม่ได้มีแหล่งเรียนรู้เรื่องราวความเป็นมาของชนเผ่าอาข่า เหมือนเด็กอาข่าที่มีบรรพบุรุษที่จะถ่ายทอดสิ่งที่ดีงามของชนเผ่าให้พวกเขาสืบทอด

          หลังจากพาเด็กๆ เดินชมร้านค้าของศูนย์ ซึ่งเป็นสินค้าจากฝีมือการปักผ้าของเด็กเล็ก และฝีจักรเย็บผ้าของเด็กโต รวมถึงผลิตภัณฑ์จากกลุ่มแม่บ้าน ทั้งกระเป๋า ย่าม เสื้อ หมอน เป็นต้น และเดินชมงานเย็บผ้าอีกอาคารหนึ่งแล้ว ขบวนเด็กและผู้ใหญ่จากมูลนิธิกระจกเงาก็เคลื่อนออกจากแม่สาย ฉันได้รับรู้ความรู้สึกจาก เยาวลักษณ์ เฌอมือ เด็กจากบ้านอาจ่า คนที่เอาใจใส่ความรู้ที่ครูน้อยถ่ายทอดให้อย่างเอาจริงเอาจังว่า “ เกิดมาหนูไม่เคยได้ยินใครพูดแบบนี้มาก่อนเลย ” ในขณะที่ หมีออ อายี เด็กจากบ้านจะแลเสริมขึ้นมาว่า “ หนูปักผ้าเป็นแต่ไม่เคยรู้ความหมายเลย และไม่เคยถามแม่ด้วย กลับไปคงต้องถามให้รู้มากกว่านี้”

          ฉันเลยบอกความรู้สึกของครูน้อยให้เด็กๆ รับรู้ว่า ครูน้อยดีใจมากที่เห็นเด็กๆ วัยนี้มาดูงานปักผ้าของชนเผ่า เพราะเด็กๆ ยังอยู่ในหมู่บ้านและยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาที่ตั้งในเขตเมือง เด็กวัยนี้เป็นวัยที่สามารถจะกระตุ้นให้พวกเขาเห็นคุณค่างานของชนเผ่าได้ และฉันก็บอก แอนนา อามอ เด็กบ้านอาจ่าว่า ครูน้อยได้ยินที่แอนนาพูดเป็นภาษาอาข่าว่า “ ไม่นึกว่าคนพื้นราบจะสนใจงานของชนเผ่า ทั้งๆ ที่บางครั้งเด็กชนเผ่าเอง ยังไม่สนใจงานของตัวเองเลย ” หลังจากแอนนาฟังจบ เธอไม่ได้เอ่ยอะไรสักคำ แต่ฉันหวังว่าเธอจะหันมาสนใจสิ่งดีๆ ของอาข่ามากขึ้นกว่าเดิม
          ภาคบ่ายคนขับเบนหัวรถจากแม่สายสู่เมืองเก่าเชียงแสน เพื่อพาเด็กและพวกเราไปดูงานผ้าทอที่ พิพิธภัณฑ์ผ้าทอล้านนาเชียงแสน วัดพระธาตุผาเงา ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่วัดและชาวบ้านร่วมกันสร้างและดูแล อาคารพิพิธภัณฑ์เป็นเรือนไม้สองชั้นใต้ถุนโล่ง ชั้นบนจัดแสดงผ้าทอลวดลายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น ไทลื้อ ไทยวน เป็นต้น , กี่ทอผ้าในสมัยโบราณ , ผ้าปักพระเวสสันดร , “ ตุง ” , เครื่องใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา , ห้องสาธิตการอยู่ไฟหลังคลอด ,  ครัวไฟที่ใช้ประกอบอาหารของชาวล้านนา ฯลฯ นอกจากนี้พื้นที่ใต้ถุนอาคารพิพิธภัณฑ์มีกลุ่มแม่บ้านนั่งทอผ้าเสมือนโรงทอผ้าขนาดย่อม และมีอาคารแสดงผลงานของกลุ่มทอผ้าที่อยู่ติดกันอีกหลังหนึ่ง
          การทัศนศึกษาในภาคบ่าย เด็กๆ ไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะพวกเขายังเด็ก และไม่ใคร่จะมีความรู้เรื่องชาติพันธุ์อื่นๆ มากนัก แต่อย่างน้อย พวกเขาก็ได้รับรู้ว่า ทุกชนชาติมีศิลปหัตถกรรมเป็นของตนเอง เด็กๆ ได้เห็นว่า คนล้านนาเองยังเก็บรักษาคุณค่าผ้าทอของบรรพบุรุษให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของลูกหลานและคนภายนอกที่สนใจมาศึกษาเรียนรู้ ซึ่งฉันหวังว่า สิ่งนี้คงจะกระตุ้นความรู้สึกรักและหวงแหนในงานผ้าปักอาข่าอันมีคุณค่าของพวกเขาเช่นกัน
           เวลาเพียง 2 ชั่วโมงที่ศูนย์คาทอลิกพระวิสุทธิวงศ์ และกว่า 1 ชั่วโมงที่พิพิธภัณฑ์ผ้าทอล้านนาเชียงแสน คงไม่ทำให้การทัศนศึกษาครั้งนี้บรรลุวัตถุประสงค์ทุกข้อที่ตั้งไว้ แต่อย่างน้อย สายตาของพวกเขาที่จ้องครูน้อยด้วยความสนใจในความรู้ใหม่ๆ การได้เห็นชนชาติพันธุ์อื่นๆ ดูแลรักษาสิ่งที่มีค่าของบรรพบุรุษให้ลูกหลานได้สืบสาน ฉันก็หวังลึกๆ ว่า คงทำให้พวกเขาหันกลับมาให้ความสำคัญกับงานผ้าปักของชนเผ่ามากขึ้น