ส่องเลนซ์มอง พม่า - จีน

วัฒนธรรมศึกษา
:ตอน ส่องเลนซ์มอง พม่า - จีน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์และประเทศบนฐานคิดที่ต่างกัน?

          เสียงไก่ขันดังขึ้น เป็นสัญญาเตือนของวันใหม่ แสงรุ่งอรุณทอเข้ามาแทนที่ความมืดมิด หมู่มวลทั้งผองเริ่มขยับเคลื่อนที่ เพื่อต้อนรับพระอาทิตย์ที่เปล่งประกายแสงอุ่นๆส่องมายังพื้นโลก และวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๙ ก็มาเยือนตามวัฎจักรของธรรมชาติ คณะที่จะไปศึกษาวัฒนธรรมประเทศจีนออกเดินทางจากมูลนิธิกระจกเงาเวลาประมาณ ๐๕.๓๐ น. โดยมีคุณจะติ จะก่า เป็นพนักงานขับรถ ระหว่างทางได้แวะรับทีมงาน hiiltribe ตรงบริเวณสามแยกร้านข้าวมันไก่บ้านน้ำลัด มุ่งหน้าเดินทางต่อไปที่บริษัทสี่เลนซ์ทัวร์ สี่แยกแม่กรณ์ พอไปถึงก็เอาสัมภาระลง กินข้าวผัด/ กาแฟ จากนั่นก็เช็คชื่อคณะที่จะเดินทางไปด้วยกันในครั้งนี้
          โดยมีเฮียชูศักดิ์เจ้าของสี่เลนซ์ทัวร์ตัวจริงมอบป้ายชื่อแขวนกระเป๋า ซึ่งเป็นรูปชนเผ่าต่างๆในประเทศไทย สำหรับรายชื่อคณะที่จะไปทัศนะศึกษาครั้งนี้ มีดังต่อไปนี้ ๑) พี่แป้น ๒) พี่จื๊ด ๓) พี่โจ้ ๔) พี่โอ๊ค ๕) อาเจ่อ ๖) อะบ่อเต ๗) พ่อหลวงอาผ่า ๘) นรชาย ๙) พี่ภานุพงศ์ ๑๐) แฟนพี่ภานุพงศ์ ๑๑) พี่แลนด์ ๑๒) อาตี ๑๓) อาซา ๑๔) ยะแส ๑๕) จะมู ๑๖) จะคะแต ๑๗) ต้นซุง ๑๘) อาย่า ๑๙) อาทิตย์ ๒๐) หนุ่ม ๒๑) อายิ ในส่วนของบริษัทสี่เลนซ์ทัวร์ ที่จะเป็นคนนำคณะประกอบด้วยเฮียชูศักดิ์ อาหลิน และผู้ชายอาเฮีย ได้ขึ้นรถบัสจำนวน ๓๒ ที่นั่ง หมายเลขรถ ๓๐ – ๐๓๑๒ เชียงราย ออกเดินทางจากเชียงราย เวลาประมาณ ๐๖.๓๐ น. ถึงแม่สายเวลา ๐๘.๐๐ น.

          เมื่อไปถึงแม่สาย อาหลินล่ามแปลภาษาจีน ก็ได้นำพาสปอรต์ตรงไปที่ ตม. (สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง) ใช้เวลาในการเดินเรื่องประมาณ ๓๐ นาที แล้วข้ามสะพานด่านถาวรแม่สายสู่จังหวัดท่าขี้เหล็ก ดินแดนพม่า เมื่อเหยียบดินแดนพม่าก็ต้องเปลี่ยนเลนถนน เพราะตอนอยู่เมืองไทยใช้เลนซ้าย แต่พม่าใช้เลนขวา เดินทางต่อไปได้ไม่ถึง ๕ นาที ก็จะเห็นอนุสาวรีย์สันติภาพไทย พม่า จีน อยู่ตรงกันข้ามกับอนุสาวรีย์พระเข้าบุเรงนอง ที่หันหน้ามองมาทางเมืองไทย ( หันดูอะไรเอ่ย)

          ในประเทศพม่า โดยเฉพาะในจังหวัดท่าขี้เหล็กเต็มไปด้วยถนนหนทางที่ขรุขระ มีบ้านเรือนเต็มสองข้าทาง มีพระบิณฑบาตในยามเช้า (พระที่นี่บิณเอาเงินนะจ๊ะ) มีการใช้เงินไทยและสินค้าจากไทยส่วนใหญ่ และจีนแดงบางส่วน มีชนเผ่าหลากหลาย อาทิเช่น ไทลื้อ อ่าข่า ลาหู่ ส่วนที่เป็นพม่าจริงๆมีคนน้อยมาก ในจังหวัดท่าขี้เหล็กนี้มีกองกำลังของฝ่ายต่างๆ เป็นกองกำลังที่ตรงกับรัฐบาลทหารพม่า มีการส่งเครื่องบรรณาการในแต่ละปี เพื่อแสดงถึงจงรักภักดีต่อรัฐบาลกลาง การบริหารงานในจังหวัดนี้ โดยทั่วไปตำแหน่งสำคัญๆ ที่เป็นหัวหน้าและอำนาจยังเป็นของคนชนเผ่า ซึ่งอำนาจนี้ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลทหารพม่าอีกที ให้ปกครองชนเผ่าตนเอง

          สำหรับรัฐบาลทหารพม่านั้นมีการเก็บภาษีจากประชาชนและสินค้านำเข้า เพื่อนำเม็ดเงินมาพัฒนาสถานที่สำคัญทางศาสนา (พุทธ) อาหลินได้กล่าวและชี้ให้เห็นระหว่างทางว่ารัฐบาลทหารพม่ามีเงินมาก แต่ไม่คิดบำรุงประชาชน แต่จะบำรุงศาสนสถาน ซึ่งอาจตรงกับความเป็นจริง เพราะวัดชาวพุทธทุกวัดเด่นและใหญ่โตมาก ในส่วนรัฐบาลพม่าในปัจจุบันผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดก็เป็นพลเอกอาวุโสตันส่วย มีนายกชื่อพลโท โซ วิน (แทนพลเอก ขิ่น ยุ้นต์)

          สองข้างทางในการสัญจรมีชนเผ่าต่างอาศัยเรียงรายอยู่ โดยมากแล้วอาศัยอยู่กับธรรมชาติและการเกษตรพื้นฐาน ที่เน้นการผลิตเพื่อการเลี้ยงชีพ อาจมีการเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย แต่เป็นจำนวนที่ไม่มากเท่าไรเวลา ๑๓.๔๖ น. ถึงเมืองเชียงตุง คณะได้แวะไปกินข้าวเที่ยงที่ “ ร้านโลกตา อาหารจีน ” อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อหนึ่งที่อร่อยมาก (เพราะหิวจัด) หมุนโต๊ะกลมแถบไม่ทัน อาหารในร้านนี้เน้นไขมัน อาหารทุกชนิดมีมัน และเนื้อสัตว์ที่ติดไขมันเยอะๆ

          หลังกินข้าวเที่ยงเสร็จก็เดินแวะชมตลาดและเมืองเชียงตุงในบริเวณนี้ประมาณ ๒๐ นาที เดินทางไปชมพระชี้นิ้ว ที่ยืนสง่างามอยู่บนยอดภูเขา อาเฮียชูศักดิ์ได้เสริมว่า ประวัติพระชี้นิ้วนี้ กาลครั้งหนึ่งเมืองเชียงตุงเคยอดอยากและแล้งแค้น พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาชี้ว่าให้อยู่ในบริเวณนี้ แล้วจะพบความอุดมสมบูรณ์ ชาวเมืองเชียงตุงจึงอยู่ในสถานที่นี้ตั้งแต่นั้นมา สองข้างทางของเชียงตุงบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ความเจริญและการต่อสู้ของคนเชียงตุงอย่างดี มีวังเจ้าขุนมูลนาย มีตึกบ้านร้างแบบยุโรป เพราะพม่าเคยถูกอังกฤษยึดครอง ซึ่งซากและบ้านเก่าๆโทรมๆ ยังปรากฏให้นึกถึงความหลังของคนในแถวนี้ สำหรับเชียงตุงประชากรโดยมากแล้วเป็นคนไทยลื้อ และรองลงมาก็เป็นอ่าข่า

          ไม่น่าเชื่อในสถานการณ์โลกที่ร้อนไปด้วยสงคราม ความคิดเห็นแตกต่างกัน มีความขัดแย้งในอุดมการณ์การปกครอง มีความขัดแย้งจนเกิดเป็นสงครามย่อมๆ ทั่วโลก แต่ที่เชียงตุงไม่ใช่แน่นอน คณะเดินทางไปครั้งนี้ค่อนข้างแปลกใจไม่น้อย ที่เห็นคนเชียงตุงมีความแตกต่างในเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา แต่คนเชียงตุงไม่แตกแยก โดยเฉพาะศาสนา กำแพงวัดและโบสถ์ยังใช้ร่วมกัน คณะเดินทางได้ไปดูพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรม ( Cultural Museum) ได้มีการจัดแสดงชนเผ่าต่างๆ เช่น อ่าข่า ลาหู่ ไทลื้อ ประหล่อง พม่า มีไม่ต่ำกว่า ๑๕ เผ่า แต่ผมสังเกตเห็นความผิดปกติคือไม่มีเผ่าเผ่าปกาเกอะญอ หรือกระเหรี่ยง และไทยใหญ่ ผมจึงได้ยิงคำถามว่า เผ่ากระเหรี่ยงแล้วไทยใหญ่หายไปไหน? คนเฝ้าพิพิธภัณฑ์ฯ ตอบหน้าเซ็งๆว่า ของชนเผ่าที่ว่านั้นหายาก จากการแลกเปลี่ยนและข้อมูลที่ได้มานั้น สาเหตุที่ไม่มีของเผ่ากระเหรี่ยงและไทยใหญ่ เพราะเป็นสองกลุ่มนี้ม่ยอมจำนนต่อรัฐบาลทหารพม่า และสะสมกองกำลังเพื่อไว้ต่อรองกับทหารพม่า

          สำหรับกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่นั้นอยู่ภายในบังเหียนคุมเข็มของพันเอกเจ้ายอดศึก มีบริเวณพื้นที่ตั้งแต่แม่สาย ลงไปถึงเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ยุทธศาสตร์สำคัญๆอยู่บนยอดดอย เช่น ดอยก๋องคำ ที่อยู่ตรงกันข้ามกับบ้านพญาไพร อำเภอแม่ฟ้าหลวง ในส่วนของกระเหรี่ยงนั้นอยู่ตรงกันข้ามจังหวัดตาก พื้นที่ยาวลุ่มแม่น้ำสาละวิน อยู่ภายใต้การคุมดูแลของนายพลโบเมี๊ยะ

          และแล้วเป้าหมายการเดินทางของวันนี้ก็มาถึงจนได้นั่นก็คือเมืองลา เขตปกครองพิเศษ( Special Region Number ๔) มาถึงบรรทัดนี้อยากอธิบายให้เข้าใจถึงความเป็นเมืองลา เขตปกครองพิเศษที่ ๔ ของพม่าสักหน่อย เผื่อผู้อ่านจะได้จิตนาการได้เห็นภาพ ประเทศพม่ามีการปกครองแบบเผด็จ ทหารมีอำนาจมากที่สุด แบ่งการปกครองออก ๗ รัฐ ๗ มณฑล ๔ เมืองเขตปกครองพิเศษ มีประชากรกว่า ๕๐ ล้านคนทั่วประเทศ มีพื้นที่มากกว่าประเทศไทย เขตปกครองพิเศษเมืองลา ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษกว่าเขตอื่นๆ เพราะมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ยาวนาน มีการถือหาง

          กล่าวคือคอมมิวนิสต์จีนได้ส่งอาวุธยุทโธปการณ์ให้กับกองกำลังเมืองลา เพื่อต่อสู้กับทหารพม่า ผลการต่อสู้ไม่มีฝ่ายไหนชนะเด็ดขาด และปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้เจรจากับทางการพม่า โดยมี จาง ซี โฟร์ หัวหน้ากองกำลังติดอาวุธเมืองลากับรัฐบาลทหารพม่า ได้ตกลงเป็นเขตปกครองพิเศษตั้งแต่บัดนั้นมา ความแตกต่างของเมืองลา ต่างจากเขตปกครองพิเศษอื่นๆ คือ ที่นี่ไม่มีคนพม่าแม้แต่คนเดียว ไม่มีทหาร ตำรวจ หรือข้าราชการจากทางการพม่า ไม่พูดภาษาพม่า แต่กลับพูดภาษาจีน ไม่ใช่เงินจั๊ด แต่ใช้เงินหยวน กฎหมายก็ไม่ใช่ของพม่า

          เจ้าเมืองปกครองในเขตนี้ มีนามว่า จาง ซี โฟร์ เป็นผู้ที่ลิขิตข้อบังคับต่างๆ และทุกคนก็อยู่ในกฎกติกาที่บัญญัติ ฉะนั้นในเมืองนี้ไม่มีตำรวจ ไม่มีทหาร แต่บ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งในแง่ประชากรกับอาณาเขต ประชากรในเมืองนี้ที่มีมากที่สุดคือไทลื้อ รองลงมาเป็นอ่าข่า เหตุใดชนเผ่าที่มีประชากรมากเหล่านี้ไม่ได้มีอำนาจทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ จากการสอบถามอาเฮียชูศักดิ์ ผู้มีประสบการณ์ในการทำทัวร์และมาในพื้นที่บ่อย ได้ความว่าชนเผ่าเหล่านี้มีมากก็จริง แต่คอมมิวนิสต์จีนไม่ส่งเสริมให้ปกครองเมืองลา จึงส่งเสริมคนจีนด้วยกันให้ต่อสู้กับรัฐบาลพม่าให้เกิดเขตการปกครองพิเศษ มองอีกแง่หนึ่งเมืองลาดินแดนพม่าที่ตกเป็นเมืองขึ้นของจีนในทางพฤตินัย ดูได้จากการใช้เงิน ภาษา วัฒนธรรม และคน อาเฮียชูศักดิ์ย้ำ ในพื้นที่เมืองลาเป็นพื้นที่อยู่ทางตอนเหนือของเชียงตุงและเป็นเมืองที่อยู่ติดกับเมืองล่าของจีน ผู้นำปกครองเมืองลาเป็นผู้ที่ฉลาดมากในการเลือกยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ และรู้จักใช้ความเป็นรอยต่อชายแดนมาเป็นประโยชน์ในการปกครองเมือง เห็นได้ชัดเจนจากการสร้างบ้านที่ครอบคลุมทั้งพม่าและจีน หากวันใดจีนงอแงก็มาอยู่ในบ้านหลังพม่า และพม่างอแงก็มาอยู่ในบ้านเมืองจีน

          เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. เก็บสัมภาระเข้าโรงแรม ชื่อโรงแรมปลาไหล จากนั้นได้ไปเที่ยวต่อที่วัดพระธาตุเจดีย์ทอง ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อกระฉับมิตรภาพระหว่างจีน พม่า ข้างในมีการอธิบายเกี่ยวกับประเทศพม่า และมีการจำลองรูปถึงความเด่นของแต่ละรัฐ การบรรยายจุดเด่นของแต่ละรัฐมีการเอาหลักศาสนาพุทธเข้ามาอธิบายด้วย เช่นอธิบายไว้ว่ารัฐคะยามีพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมา เป็นต้น ในบริเวณวัดมีการสร้างพระชี้นิ้วขณะใหญ่มหึมา ชี้ไปทางเมืองลา มัคคุเทศก์อธิบายประวัติเมืองลาและศาสนสถานที่สำคัญ คุณสมบูรณ์ คำแสง ได้อธิบายว่าสาเหตุที่พระชี้นิ้วไปทางเมืองลา ก็เพื่อให้พวกที่เล่นการพนันในเมืองนี้หยุดเล่น เมืองลาเป็นเมืองที่สร้างขึ้นมาเพื่อการเล่นการพนันโดยเฉพาะ แต่ถูกปิดลงแล้วในปัจจุบัน ยังคงหลงเหลือแต่อาคาร สถานที่ที่เกี่ยวกับการเล่นการพนันใหญ่โตเป็นมรดก ความจริงการที่เมืองลาหยุดเล่นการพนันนั้นเกิดจากทางการจีนได้สั่งปิด เพราะผู้ที่เล่นการพนันเกือบทั้งหมดเป็นคนจีนมาจากแผ่นดินใหญ่ ขนเงินมาสร้างความเจริญเมืองลาแต่สร้างความเสียหายในด้านเศรษฐกิจต่อเมืองจีน คุณสมบูรณ์ได้เสริมว่า เคยมีผู้ว่ามณฑลเสฉวน เคยเอาเงินของรัฐมาเล่นเสียเป็นจำนวนมาก จึงถูกประหาร ทางการจึงประกาศห้ามไม่ให้ไปเล่นและบ่อนการพนันต้องห่างจากดินแดนจีนอย่างน้อย ๑๐ กิโลเมตร

          ในค่ำคืนนี้ได้ไปเที่ยวตลาดเมืองลา ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่พักของคณะเท่าไร ในตลาดมีทุกอย่างทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ ผลไม้ สมุนไพร เนื้อสัตว์ป่า การเล่นการพนัน (เดี๋ยวนี้มีแค่ที่เดียว) หญิงบริการ ฯลฯ ในเมืองลาเป็นเมืองพิเศษจริงๆ การค้าสัตว์ป่าไม่ผิดกฎหมาย การขายบริการไม่ผิดกฎหมาย ฉะนั้นหากไปเมืองลาแล้วพบลิ้ม งู เต่า นก ลิง สิงโต หมี ควายป่า ทั้งที่อยู่ในรูปชำแหละและเป็นๆไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสังคมที่นี่เขารับและหากินกับสิ่งเหล่านี้มากจริงๆ เมืองลานี้มีชนเผ่าที่สำคัญๆอยู่ ๑๓ ชนเผ่า มีไทลื้อมากที่สุด รองลงมาเป็นอ่าข่า ฯลฯการท่องเที่ยวในตลาดในค่ำคืนนี้ดูคณะได้ของติดไม้ติดมือไม่น้อยเช่นกัน ทั้งสร้อย นาฬิกา น้ำหอม เที่ยวกินอิ่มหนำสำราญแล้วเดินทางกลับไปที่พักเพื่อพักผ่อนเอาแรง เพื่อวันรุ่งอรุณจะได้มีแรงต่อสู้....................

          วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๙ วันนี้ตื่นขึ้นมาเวลาประมาณ ๐๖.๐๐ น. ขึ้นรถบัสไปกินข้าวร้านอาหารเดิมที่เรากินข้าวเย็นเมื่อวาน ชื่อร้าน “ หวางซื่อ ” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “ ฮ่องเต้ ” อาหารมื้อนี้เป็นข้าวต้มกับไข่เยี่ยวม้า ผลมถั่วลิสงทอด รสชาติอร่อยใช้ได้ แต่ออกจะจืดๆ เมื่อทุกคนในคณะท้องอิ่มก็ต้องเดินทางต่อ ไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองล่า (ตม.) ซึ่งเป็นด่านชั่วคราว พอถึงด่านทุกคนก็ต้องเข้าแถว(แบบนักเรียน) แล้วตรวจสุขภาพ โดยยิงแสงเลนซ์เซอร์ที่หน้าผาก (กลัวไข้หวัดนกป่าวเนี่ยะ) แล้วสุ่มตรวจกระเป๋าของคณะ เจ้าหน้าที่ตรวจกระเป๋าอย่างละเอียดถี่ยิบเลยทีเดียว (ในที่นี้มีกระเป๋าของท่าน ป. อายิ ด้วย สงสัยกลัวยาบ้าแน่ๆเลย ) ด่านสุดท้ายก็คือตรวจเอกสารพาสปอร์ต เห็นหน้าท่าน ผอ. โอ๊คยิ้มสู้กลัวไม่ผ่าน เพราะท่านผิวสีไม่ตก กลัวข้ามแดนไม่ได้เปล่า?? เมื่อตรวจสุขภาพและเอกสารผ่าน ขึ้นรถอีกคันหนึ่ง เป็นรถจากประเทศจีน มี ๒๘ ที่นั่ง หมายเลขรถสองตัวแรกเป็นภาษาจีนอ่านไม่ออก แล้วตามด้วย To ๒๗๕ มุ่งหน้าสู่เมืองท่าล้อ แขวงสิบสองปันนา (มาจากคำว่า ท่ารอ เป็นภาษาไทลื้อ)

          อาหลิน ล่ามแปลภาษาจีน ได้อธิบายว่า ให้สังเกตตั้งแต่ข้ามชายแดนสู่ประเทศจีนไม่มีพื้นที่ว่างๆให้เห็นอีก เป็นความแตกต่างระหว่างพื้นที่ ที่อยู่การปกครองของจีนและพม่า สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นกล้วยไข่และน้ำว้า อาหลินได้เสริมว่าในอดีตประเทศจีนได้สั่งซื้อกล้วยจากเมืองไทย และฟิลิปปินส์ แต่ปัจจุบันไม่ต้องสั่งซื้อแล้วเพราะมีเพียงพอในการบริโภค ฉะนั้นถ้าไปเมืองจีนสิ้นค้าที่มีราคาแพงก็เป็นกล้วยนี่แหละครับ หวีหนึ่ง ?๘ หยวน เทียบเงินไทยก็ ๔๐ บาทเลยทีเดียว นอกจากมีต้นกล้วยเต็มเขียวขจีแล้ว บนยอดดอยหรือเชิงดอยเต็มไปด้วยต้นยางพารา มีขนาดพอที่จะกรีดเอายางได้แล้ว ยางพาราที่นี้มีราคาแพงมาก และผลิตเพื่อใช้ในประเทศ เพราะประเทศจีนมีคนมากกว่า ๑๓๐๐ ล้านคน สามารถปลูกยางพาราได้แค่สองมณฑลเท่านั้น สองในหนึ่งก็คือมณฑลยูนานนี่แหละ ราคาจึงสูงเอามากๆ ราคากิโลหนึ่ง ๓๕ หยวน ถีบตัวจากอดีตเพียงแค่ ๘ หยวน แขวงสิบสองปันนา แบ่งการปกครองออก ๓ อำเภอ ๑ เทศบาล ๓ อำเภอที่ว่าประกอบไปด้วย เมืองไฮ เมืองเชียงรุ่ง และเมืองล่า มีชนสำคัญๆ ไทลื้อ อ่าข่า มีผู้ว่าเป็นคนไทลื้อ

          มาถึงเมืองสิบสองปันนา แล้วผมอยากให้ทำความเข้าใจถึงความเป็นคนไทลื้อในฐานะที่ปกครองเมืองและมีประชากรมากที่สุด มีคำสุภาษิตของคนไทลื้อว่า “ มอบสมบัติให้ลูกสาว มอบการศึกษาให้ลูกชาย ” ฉะนั้นหญิงไทลื้อไม่ได้เรียนหนังสือ ทำงานอยู่บ้านช่วยพ่อแม่หรือค้าขาย ส่วนลูกชายเรียนหนังสือในวัด ถ้ามาที่สิบสองปันนาจะเห็นความสัมพันธ์ของคนไทลื้อกับพุทธศาสนาว่ามีความผูกพันมากแค่ไหน การสร้างบ้านทรงก็เป็นแบบไทลื้อ มีหลังคาเป็นกระเบื้อง ทางการ(รัฐบาลท้องถิ่น) บังคับให้ไทลื้อทุกคนสร้างบ้านแบบไทลื้อเลย

          เพราะเห็นคุณค่าและความสวยงามบ้านแบบไทลื้อนั้นเอง คำพูดของคนไทลื้อคนไทยสามารถสื่อกันรู้เรื่อง โดยเฉพาะคนภาคเหนือน่าจะสื่อกันรู้ได้ดีที่สุด เพราะภาษาและอาหารการกินคล้ายกันมาก อาจมีบางคำเท่านั้นที่ต้องทำความเข้าใจหน่อย เช่นคำว่า “ ผู้สาวตัวดี ” แปลว่าสาวคนสวย “ ผู้บ่าวตัวดี “ หนุ่มหล่อ เป็นต้น เมื่อกล่าวถึงชนเผ่าไทลื้อแล้วขาดไม่ได้ต้องกล่าวถึงเผ่าอ่าข่า ในฐานะที่เป็นเผ่าที่มีจำนวนมากที่สุดเป็นสำดับที่สอง ในเมืองจีนถ้าไปถามว่ารู้จักเผ่าอ่าข่าหรืออีก้อไหม? คงหาคนรู้จักน้อยมาก เพราะคนจีนรู้จักแต่ ฮา นี่จู หรือไอ้ นี่ จู ซึ่งแปลว่าชนเผ่ารักเธอ ชื่ออื่นๆ หมดสิทธิ์ใช้ในเมืองจีน คนอ่าข่าเฉพาะในเมืองนี้มีประมาณ ๘ แสนคนเลยทีเดียว

          สองข้างทางนอกจากเต็มไปด้วยดงกล้วยและยางพาราแล้ว ยังมีนาข้าว ซึ่งในขณะนี้นวดข้าวและเก็บผลผลิต อีกทั้งยังมีสวนไม้สักเป็หย่อมๆตลอดทาง ถ้ามาสิบสองปันนาก่อนอื่นจะต้องรู้จักความเป็นสิบสองปันนาว่ามีความเป็นมาอย่างไร? จากประวัติที่เขียนไว้ได้กล่าวถึงความเป็นมาของสิบสองปันนาว่า สาเหตุที่เรียกสิบสองปันนา เพราะกษัตริย์สิบสองปันนา ได้มีการแบ่งนาและพื้นที่ เพื่อให้ทำมาหากินกับลูกเจ้าชายจำนวน ๑๒ องค์ จึงกลายเป็นตำนานเป็นเมืองสิบสองปันนา สัญลักษณ์ของเมืองนี้คือนกยูงที่มีความสง่างาม เมืองนี้งามดั่งนกยูง หากอยากเข้าใจความเป็นประเทศจีน ผมอยากให้ผู้อ่านเข้าใจถึงรูปแบบการปกครองนิดหน่อยและยุคสมัยการเปลี่ยนแปลง ในด้านการปกครองประเทศจีนเป็นคอมมิวนิสต์ มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว(พรรคคอมมิวนิสต์จีน) มีสมาชิกพรรคทั่วประเทศ ๓๐๐๐ กว่าคน (หนึ่งในสามพันมีอ่าข่าเป็นสมาชิกพรรคด้วย) มียุคการปกครองตามลำดับคือ เหมา เจ๋อ ตุง , เติ้ง เสี่ยว ผิง , โจว อิน ไหล , เจียง เจ๋อ หมิง และล่าสุดเป็นหู จิง เทา ส่วนยุคการพัฒนาอยากแบ่งให้เห็น ๓ ยุค ยุคเหมา เจ๋อ ตุง คนจีนไม่พอกินไม่พอใช้ ต้องปฏิวัติที่ดินยึดจากคนรวยมาจัดสรรปันส่วนให้เท่าเทียมกัน ยุคที่สองคือยุค เจียง เจ๋อ หมิง ฐานะคนจีนพออยู่ พอกินและเหลือเก็บ และยุคที่สามคือยุค หู จิง เทา พออยู่พอกิน เหลือเก็บ มีเงินเหลือลงทุนต่างประเทศ ยุคนี้จึงเป็นยุคมหาอำนาจของจีนจริงๆ ทั้งด้านการค้า เศรษฐกิจ การเมือง การทหาร ฯลฯ การเดินทางจากเมืองลามาถึงเมืองสิบสองปันนา ระยะทางรวม ๑๓๖ กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ ๕ ชั่วโมง การที่คณะต้องเสียเวลาในการเดินทางมาก เพราะถนนขรุขระและบางช่วงดินถล่ม ทำให้การสัญจรเป็นไปอย่างยากลำบากยิ่ง

          เวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น. เข้าโรงแรม ขวาง เยี่ยง ซึ่งเป็นโรงแรมที่พักระดับต้นๆของเมืองนี้ เมื่อเก็บสัมภาระเข้าที่พักแล้ว คณะเดินลงมายังชั้นล่างเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน และเดินทางไปสถานที่นวดฝ่าเท้า หรือที่เรียกเป็นภาษาจีน ไต จู๋ ถัง เมื่อคณะไปถึงในสถานที่ตรงนี้ก็แปลกใจไม่ใช่น้อย เพราะสถานที่เป็นสถานที่รัฐบาลท้องถิ่นได้จัดขึ้นมาสร้างรายได้สำหรับชนเผ่าต่างๆที่มีรายได้น้อย มีเผ่าไทลื้อ อ่าข่า ลาหู่ และอีกหลายเผ่า ส่งเสียงออกมา ผู้เขียนเองก็เอียงหูฟังแล้วจับใจความว่าน้ำเสียงคุ้นๆ เกือบทั้งหมดที่มานวดที่นี่เป็นเยาวชนชนเผ่า จากการสอบถามเยาวชนทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่มานวด ได้ความว่าสถานที่ตรงนี้นอกจากหางานให้มีรายได้แล้ว ยังสนับสนุนให้เรียนหนังสือด้วย การมานวดที่นี่มีความรู้สึกดีมาก เพราะเอายาสมุนไพรเป็นตัวผสมในการนวด เริ่มนวดจากการนำน้ำร้อนที่ผสมสมุนไพรมาแช่ขา การแช่ต้องแช่ด้วยการเอาฝ่าเท้าลงไป และค่อยๆเอาลงเพราะค่อนข้างร้อน เมื่อกล้ามเนื้อขารู้สึกผ่อนคลายแล้วก็นวดด้วยยาสมุนไพรอีกที พอนวดเสร็จอาจารย์ที่สอนก็เสนอขายยาสมุนไพร (เห็นทีมงานควักจ่ายหลายๆคนเลย) สิ่งที่อยากสะท้อน อยากให้รัฐบาลไทยควรเอาอย่างจีน คือการเอาจุดเด่น (ชนเผ่า) ที่เป็นชนเล็กๆ มาเป็นจุดสนใจในการแสดงการท่องเที่ยว โดยรูปแบบการท่องเที่ยวเสนอองค์ความรู้หรือภูมิปัญญา เพื่อสร้างความภาคภูมิใจถึงความเป็นชนเผ่า และก่อให้เกิดรายได้

          อีกแห่งหนึ่งที่คณะได้ไป คือศูนย์วิจัยชา หรือเรียกเป็นภาษาจีน “ ภู เอ๋อ ชา “ คณะเดินทางไปถึง ก็มีเด็กอ่าข่าทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เปล่งเสียงเพลงออกมาอย่างไพรเราะ พร้อมเสิร์ฟน้ำชาต้อนรับแขก รินน้ำชาให้ทุกคนชิม จากนั้นก็เชิญเข้าห้องบรรยายเกี่ยวกับชาที่เรียกว่า ภู เอ๋อ ชา ว่ามีทั้สุกและดิน มีทั้งหมักและตากแห้ง คุณสมบัติของชาประเภทนี้คือ การไม่มีสารคาเฟนอิน

          ซึ่งเป็นสารที่ดื่มแล้วนอนหลับยาก แต่สำหรับชาภูเอ๋อ กลับเป็นชาที่ดื่มยามนอนไม่หลับ ดื่มแล้วนอนหลับดีและสบาย การบรรยายในห้องมีการสับเปลี่ยนบรรยายระหว่างชนเผ่าไทลื้อกับอ่าข่า ผู้เขียนเกิดสงสัยขึ้นมาว่าทำไม่ชาน้ำแรกจึงไม่นิยมดื่ม ผู้บรรยายตอบผ่านล่ามว่าน้ำแรกที่ไม่ดื่ม ก็เพราะล้างสิ่งสกปรกที่อาจตกค้างในใบน้ำชานั่นเอง ทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องก็ชิมชา ตามลิ้นผู้เขียนชาชนิดนี้ไม่ได้อร่อยอะไรมาก กลิ่นก็ไม่หอม รสชาติก็ไม่อร่อย แต่คนบรรยายและสถาบันวิจัยเข้าใจการโฆษณา เขาจุดประเด็นเกี่ยวกับชาชนิดนี้กับการได้สุขภาพดี และเพิ่มมูลค่า ชาชนิดนี้เป็นชาชนิดเดียวที่นำมาอัดเป็นรูปตัวหนังสือจีนต่างๆ แล้วทำเป็นของชำรวยหรือของระลึก ของยิ่งแก่ยิ่งมีราคา พูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวหรือสถานที่ราชการสำคัญๆ ก็มักมีคนชนเผ่าอาศัย และใช้ความเป็นอัตลักษณ์ชนเผ่าเป็นตัวดึงดูดในการสร้างจุดสนใจหรือโฆษณา

          หลังจากเสร็จจากการท่องเที่ยวและเหน็บเหนื่อยจากการเดินทางระยะเวลานานๆ ก็เข้าพักผ่อนเวลาประมาณ ๒๐.๐๐น. (เวลาในประเทศไทยประมาณ ๑๙.๐๐ น. เวลาเมืองจีนเร็วกว่าเมืองไทย ๑ ชั่วโมง ) สำหรับในค่ำราตรีนี้ ผู้เขียนและเพื่อนยังคงย้ำราตรีต่อไป ในฐานะแขกเมืองที่มีนิสัยค้างคาว ได้เดินตรงไปที่ร้านค้าตรงกันข้ามโรงแรมที่คณะพัก เพื่อไปซื้อของเย็นๆดื่ม เพื่อดับกระหายร้อน จริงๆเมืองจีนสภาพอากาศในตอนนี้ร้อนกว่าเมืองไทยเสียอีก ชาวบ้าน ชาวนาเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งเทียบกับเมืองไทยก็ประมาณเดือนธันวาคมประมาณนั้นเลย ไปถึงก็เจอเบียร์ขวดขณะใหญ่ ผู้เขียนก็ใช้ภาษามือถามปรากฏว่าไม่รู้เรื่อง ต้องถอยออกมาให้เพื่อนจะคะแตสุดหล่อใช้ภาษาประกิต เบียร์ในเมืองจีนมีราคาถูกมากอย่างไม่น่าเชื่อ ขวดขนาดใหญ่ก็แค่ ๔ หยวนเอง รสชาติเบียร์ออกจืดๆ รสชาติประมาณเบียร์อาชาในเมืองไทย ผู้เขียนงงอย่างมากกับกระป๋องที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ายี่ห้อกระทิงแดง เขียนเป็นภาษาไทย แต่ดันเป็นกระป๋องเหมือนกระป๋องโค๊กที่เมืองไทย กระป๋องอย่างนี้เมืองไทยไม่มีขาย งง....นี่ไรครับโรงงานกระทิงแดงย้ายมาเมืองจีนแล้วหรือ???ผู้เขียนรำพันในใจ ในยามราตรี เมืองจีนก็เต็มไปด้วยแสง สี เสียง มีผู้คนเดิน มีรถวิ่ง (แต่เป็นเลนซ์ขวานะ ผู้เขียนเกือบโดนรถชนตายห่าในเมืองจีน ) ที่นี้ไม่ธรรมดา ทุกยามค่ำคืนคนขายตัวเดินเผ่นพ่าน มีคนค่อยดักอุ้ม มีการกรีดกระเป๋าเงิน และมิจฉาชีพอื่นๆ สวรรค์ในเมืองนี้จึงเป็นของคนมีเงินเท่านั้น ถ้าเห็นเด็กเยาวชนเป็นกลุ่มๆยืนถือขวดเหล้า หรือนั่งดูดบุหรี่ นั่นแหละครับเป็นธรรมดาในเมืองจีน การดูดบุหรี่ถือว่าเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ดูดทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ลูกเด็กเล็กแดง แล้วเวลาเจอแขกหรือคนสำคัญๆ มักยืนบุหรี่หรือเหล้าเพื่อเป็นการให้เกียรติหรือต้อนรับ ผมได้ถามคุณอาทิตย์ คนจีนที่เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมเดินมากับคณะว่า “ เมืองจีนเขารณรงค์ในการต่อด้านการดูดบุหรี่หรือไม่? ” ไม่เลยพี่ เขาถือว่าเป็นวัฒนธรรม เวลาเจอกันก็ต้อนรับด้วยบุหรี่ ด้วยการยื่นให้ และวัฒนธรรมคนจีนหากท่านใดไม่รับบุหรี่ถือว่าไม่ให้เกียรติด้วยนะ คำตอบของคุณอาทิตย์ทำให้ผมร้องอ๋อทันทีเลย ผมยิงคำถามต่ออีก “ แล้วคนจีนเป็นมะเร็งมากไหม? ” ไม่เลยพี่ พี่สังเกตไหมว่า เมื่อดูดบุหรี่แล้วเขาจะดื่มน้ำชาตามทันที การดื่มน้ำชานั้นไปแก้การเป็นมะเร็ง ทำให้คนจีนเป็นมะเร็งน้อยมากเลย ในค่ำราตรีนี้ผมได้เห็นความเป็นคนเมืองสิบสองปันนาบางส่วนอย่างชัดเจน ตำรวจจะสนใจตรวจตราก็แค่ ๒๑ นาฬิกาเท่านั้น หลังจากนั้นก็ปล่อย แต่ที่นี้ปัญหาเกี่ยวกับการฆ่าคน ชกต่อยกัน มีน้อยมากไม่น่าเชื่อ ที่เป็นเช่นนี้เพราะกฎหมายรุนแรงหากจับได้ กลุ่มค้างคาวนั่งกินเบียร์ โม้อยู่หน้าคาราโอเกะอยู่ถึงประมาณ ๒๓ นาฬิกา ก็เดินทางกลับที่พัก เพื่อพักผ่อนเอาแรงเผื่อไว้ในวันพรุ่งนี้..................

          วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ ออกจากโรงแรม ขวาง เยี่ยง ลงมารับประทานอาหารชั้นล่าง เช้านี้อาหารง่ายๆ เป็นข้าวต้มผสมยาจีน จากนั้นก็เดินทางไปที่ เหา ซาง ซึ่งเป็นสถานที่พระราชวังเก่าเจ้าสิบสองปันนา ประวัติพระราชวังแห่งนี้จากการเล่าของอาหลิน ได้ความว่าตอนประธานเหมา เจ๋อ ตุง ได้ปฏิวัติเมืองจีน ได้มีการล้มล้างเจ้าเมืองหรือกษัตริย์ของไทลื้อไปด้วย ทำให้กษัตริย์หนีทิ้งพระราชวังให้คงเหลือไว้เป็นมรดกให้อนุชนดังเช่นที่เราเห็นทุกวัน ในบริเวณนี้เต็มไปด้วยร้านค้าพื้นเมือง ป้ายเชิญชวนท่องเที่ยว รูปภาพชนเผ่าต่างๆ การไปศึกษาและชมสถานที่ตรงนี้

          บอกตรงๆนะครับต้องเป็นคนใจกล้าเท่านั้นที่จะได้ชม เพราะก่อนที่จะไปชมต้องต้องขึ้นกระเช้าข้ามแม่น้ำโขง ผู้อ่านนึกภาพอย่างนี้นะครับ มีภูเขาอยู่สองลูก ตรงกลางมีแม่น้ำโขง แล้วขึ้นสลิงกระเช้าจากภูเขาลูกหนึ่ง ข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ความสูงของกระเช้านี้คาดว่าไม่ต่ำกว่า ๙๐ เมตร เห็นหลายๆท่าน ขึ้นกระเช้าแล้วหลับตา บางคนก็นั่งตัวสั่น หรือบางคนอุทานออกมาเลยว่าเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ผู้เขียนเองก็ใช่ เป็นคนกลัวความสูง ชอบมองลงพื้นตอนข้ามฝั่งนั่งกับคุณอาทิตย์ หลับตาตลอด แต่ตอนกลับอีกฝั่งยังดีตั้งสติ และคิดว่าเขาไม่ตายเราก็ไม่ตาย เป็นการปลอบใจตัวเอง เมื่อข้ามฝั่งแล้วก็ตรงไปที่ Mangle Museum หรือเรียกเป็นภาษาจีนว่า โฮ ซัง ข้างในเป็นพิพิธภัณฑ์ชนเผ่า มีเครื่องมือในการทำมาหากิน เครื่องแต่งกาย อาวุธล่าสัตว์ เครื่องเงิน อุปกรณ์ในครัวเรือน และจำลองวิถีในรอบหนึ่งปี

          พิพิธภัณฑ์นี้เน้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับไทลื้อและการปกครองในอดีต เช่น มีการอธิบายได้ว่าดินแดนสิบสองปันนา เคยมีกษัตริย์ปกครองถึง ๔๓ องค์ ( แต่ในทางประวัติศาสตร์ปรากฏแค่ ๔๑ อีก ๒ องค์ ลี้ภัยจากการถูกปฏิวัติของประธานเหมาฯ ) นอกจากชนเผ่าไทลื้อแล้ว ยังมีชนเผ่าอ่าข่า ลาหู่ เมี่ยน และอีกหลายๆเผ่า ในพิพิธภัณฑ์ได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนจีนกับต่างประเทศในอดีต ทั้งยุโรป เอเชีย มีเหรียญเชื่อมความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนทางการทูตของอังกฤษ ฝรั่งเศส เวียตนาม และไทย โดยเฉพาะของไทยมีรูป ร.๕ ที่เป็นเหรียญตั้งไว้อย่างเด่นสง่าเลย อาหารการกินของไทลื้อ คล้ายกับคนเหนือมาก มีห่อหมก ลาบเลือด (บ้านเราเรียกกว่าหลู่ไง) น้ำพริก ในสิบสองปันนานี้ มีชนเผ่าที่สำคัญๆ อยู่ถึง ๑๓ ชนเผ่า และทั่วมณฑลยูนานมีมากถึง ๒๖ เผ่า เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ผมอยากให้ท่านผู้อ่านรับรู้ข้อมูลบางอย่างที่มีความต่างจากไทยอย่างสิ้นเชิง การสร้างบ้านไทลื้อ อ่าข่า ลาหู่ หรืออื่นๆ ที่นี้ทางการบังคับให้สร้างแบบดั้งเดิม และหากแต่งกายชนพื้นเมืองดั้งเดิมแล้ว การขึ้นรถ หรือเครื่องบินไม่เสียเงิน การที่รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลางจีนได้ทำอย่างนี้ เนื่องจากได้เล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ความเป็นชนเผ่า มีความสำคัญต่อการสร้างความภาคภูมิใจ ให้ดำรงความเป็นอัตลักษณ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศด้วย ผมเคยกล่าวมาแล้วว่ารัฐบาลจีนใช้ยุทธศาสตร์การใช้ความเป็นชนกลุ่มน้อย สร้างให้เป็นจุดเด่น โดยแฝงแนวคิดเรื่องการเมืองเข้าไปว่า ถ้าเราให้ความสำคัญกับชนเผ่าต่างๆ ชนเผ่าต่างๆ ก็เกิดความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน และไม่เรียกร้องแยกเอกราชจากจีนแผ่นดินใหญ่ การปกครองจึงใช้วิธีการที่ว่า มีชนเผ่าไหนเยอะที่สุด ให้เป็นผู้ว่าปกครองไปเลย

          ในบริเวณพระราชวังเก่า เต็มไปด้วยศาสนสถานที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ พระธาตุ ความเชื่อเกี่ยวกับพระธาตุจอมทอง คนจีนในย่านนี้นับถือมาก และมีการเขียนเป็นประวัติว่า ครั้งหนึ่งเคยมียักษ์ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ และได้จับชาวบ้านเป็นอาหาร พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาปราบยักษ์ตัวนี้ จับยักษ์แล้วสร้างพระธาตุจอมทองทับ อาหลินได้เล่าถึงปฏิหารของพระธาตุนี้ว่า เคยมีพระอาจารย์ชื่อสมจิตร พร้อมลูกศิษย์ประมาณ ๕๐ รูป จากจังหวัดน่าน เคยเดินทางมาทัวร์

          และได้ท่องคาถาปรากฏเป็นตัวภาษาบาลีบนผนังพระธาตุ ฟังแล้วขนลุกแทน......... อดีตมีพระธาตุจในบริวเวณนี้ด้วยกันถึง ๔ องค์ แต่ถูกทำลายไป ๓ องค์ คือ พระธาตุจอมหมอก จอมสิงห์ และจอมศักดิ์ หลังชมและศึกษาข้อมูลพระราชวังไทลื้อเก่าแล้ว มุ่งหน้าไปที่เมืองกันลันป้า (มาจากภาษาไทลื้อกำลังไป ) สถานที่ที่เรียกเป็นภาษาจีนว่า จื่อ เนี่ยง ยี่ สือ จัง กู ฉัง แหล่งรวมหยก เมื่อคณะไปถึงก็มีผู้บรรยายเล่าให้ฟังถึงความเป็นมาว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดจากแนวคิดของรัฐบาลท้องถิ่นที่นำวัตถุดิบมาก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้กับคนตาบอด เจียระไน เป็นหยกเพื่อขายให้กับนักท่องเที่ยว สถานที่นี้เปิดมาแล้ว ๑๑ ปี คณะที่ไปด้วยได้หยกติดไมติดมือทั้งแหวน กำไล และรูปสัตว์ ผู้เขียนได้หยกพระพุทธเจ้ามาองค์หนึ่งในราคา ๒๒๐ หยวน เทียบเงินไทยก็พันหนึ่งร้อยบาทถ้วน

          เวลา ๑๒.๕๐ น. ได้ไปกินข้าวที่ร้านอาหาร หง ฟาง เจ้อ แล้วเดินทางต่อไปที่บ้านไทลื้อตามโปรแกรมที่วางไว้ หมู่บ้านไทลื้อที่คณะไปนี้ เป็นหมู่บ้านที่ทางการได้จัดไว้ เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชีวิต ก่อนเข้าหมู่บ้านมีการเก็บขายตั๋ว เป็นหมู่บ้านอนุรักษ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งที่เป็นคนต่างชาติและคนจีนเอง พอไปถึงบ้านไทลื้อแล้วก็พักผ่อนเอาแรงประมาณ ๓๐ นาที จากนั้นก็เดินทางไปชมการแสดงพื้นเมืองของไทลื้อ การแสดงเต็มไปด้วยผู้คนที่ส่วนมากเป็นคนจีนและคนไทย มีหลากหลายชุด หลากความหมาย ที่บ่งบอกถึงความเป็นไทลื้อและสิบสองปันนา การแสดงจบลงใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง

          ก่อนจบได้มีการประกวดนางงามไทลื้อที่ครองใจหรือสวยถูกใจผู้ชม หลายๆท่านอาจรู้แค่ว่ากำลันป้า มาจากกำลังไป แต่ความลึกมากกว่านั้น กำลันป้า แบ่งเป็น ๕ หมู่บ้าน ประกอบด้วยหมู่บ้านเมืองจา บ้านทิน บ้านชมหมื่น และอีก ๒ หมู่บ้านจำไม่ได้ มีสถานะเป็นตำบล สาวๆไทลื้อไม่ได้เรียนหนังสือ อาจได้เรียนก็แค่ภาษาจีน จึงซ้อมการแสดงต้อนรับนักท่องเที่ยว ค้าขาย ทุกเช้าสาวไทลื้อแต่งตัวสวยๆมากินก๋วยเตี๋ยว เพื่อเตรียมไปฝึกเต้น การท่องเที่ยวในบริเวณนี้จุดสุดยอดอยู่ตรงบ่อน้ำ ที่ตรงกลางสร้างหัวช้างไว้ สาวๆไทลื้อก็จะลงเล่นน้ำ หากท่านใดจะเล่นก็ต้องเสียเงิน ๑๐ หยวน แล้วมีการสระน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน การแสดงในลักษณะนี้หากท่านใดจะไปชม ก็สามารถไปชมได้ทุกวัน เวลาตั้งแต่บ่าย ๒ เป็นต้นไป

          ในภาคกลางคืน คณะได้นั่งพูดคุยเสวนากับเจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นไทลื้อและพูดภาษาภาคเหนือได้พอสมควร ได้พูดถึงสถานการณ์คนไทลื้อกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม จากการให้ข้อมูลได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง เช่น ในอดีตการที่ผู้ชายจะขอผู้หญิงแต่งงาน ก็ต้องไปใช้แรงงานให้พ่อกับแม่ฝ่ายหญิง เป็นจำนวน ๓ ปี แต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องใช้แรงงานแต่ให้ใช้เงินแทน การศึกษากับความเคร่งในแง่จารีต คนไทลื้อเป็นผู้หญิงก็ไปเรียนที่เมืองขุนหมิง การเสวนาดำไปเรื่อยๆ จึงประมาณ ๒๑.๐๐ น. จึงเข้านอน...............

          วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ วันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดของคนจีน เพราะวันนี้เป็นวันชาติจีนนั่นเอง คณะเดินทางออกจากบ้านไทลื้อเดินทางมาที่ตลาด มาซื้อของและกินข้าว ผู้เขียนได้เดินตรงไปที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยว ใช้ภาษามือตามถนัด สั่งซื้อจำนวน ๑ ชาม ราคา ๕ หยวน รอประมาณ ๑๐ นาทีก็ยกมา ตกใจ...ยกกาลังมังมาครับ ชามขณะใหญ่กับเส้นก๋วยเตี๋ยวเต็มถ้วน กินเท่าไรก็ไม่หมด ก่อนไปมีอาจารย์ท่านหนึ่งได้เคยบอกผมว่า ถ้าผมกินก๋วยเตี๋ยวหมด ๕ หยวน แสดงว่าผมโง่ แต่ผมก็ไม่เชื่อ เพราะคิดว่า ๕ หยวนก็แค่ ๒๕ บาท คราวนี้เชื่อจริงๆแล้วครับ และตั้งแต่นั้นมาผมก็สั่งแค่ ๒ หยวน ก็ถือว่าเต็มที่แล้วครับ อาหารการกินในเมืองจีนถูกมากๆอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ของใช้กลับแพง เสื้อตัวหนึ่ง ๒๕๐ หยวน ผมก็ทราบจากล่ามว่า ประเทศจีนมีนโยบายผลิตเสื้อดีๆ ให้คนในประเทศใส่ ( จึงมีราคา) และของไม่ดีส่งให้ต่างประเทศ หลายท่านๆ อาจคุ้นเคยกับเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ที่มาจากจีนแดง มาขายในราคาถูกในบ้านเรา นั่นคือภาพลวงตาครับ???

          เวลา ๑๑.๕๐ น. รับประทานอาหาร ที่ร้าน จ้า ลื่อ แล้วเดินทางต่อไปบ้านอ่าข่าอีก ๓๘ กิโลเมตร ถึงบ้านอ่าข่า หรือที่คนจีนเรียกว่า ฮ่า นี่ จู หรือ ไอ้ นี่ จู หมู่บ้านนี้ชื่อภาษาอ่าข่า “ บาลา ” ซึ่งแปลว่าพระจันทร์ คณะไปถึงก็มีชาวบ้านมาต้อนรับ ในบริเวณหมู่บ้านริมถนนตากข้าวเปลือก และใบชา หมู่บ้านบาลาดูเจริญ บ้านกระเบื้องทรงอ่าข่าขนานแท้ สะอาด ขึ้นไปบ้านพักเอาสัมภาระเก็บไว้แล้วพักกินน้ำกินท่า................ จากนั้นก็ได้เดินทางขึ้นไปบ้านลาหู่

          ห่างจากที่บ้านอ่าข่าขึ้นดอยประมาณ ๓ กิโลเมตร (โคตรเหนื่อยเลยเรา) ไปถึงหมู่บ้านกลับไม่มีคนอยู่ ทิ้งบ้านช่องไว้ ผมสงสัยเลยถามอาหลินว่าไม่มีโจร หรือขโมยเลยหรือ?? ไม่มี ทำไม่ถึงไม่มี? เพราะกฎหมายรุนแรง และที่สำคัญคนที่นี่เขาพออยู่พอกินแล้วไม่จำเป็นต้องไปขโมยของใครหรอก......อ๋อ.... ผู้เขียนอยากให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับลาหู่และนโยบายของจีนหน่อยครับ? ลาหู่ถือว่าเป็นชนเผ่าที่มีจำนวนน้อยที่สุด ในมณฑลยูนานมีแค่ ๑.๙ หมื่นคนเท่านั้น เป็นชนเผ่าที่มีจำนวนน้อยที่สุด นโยบายของรัฐบาลจีนสามารถให้ชนเผ่าลาหู่มีลูกได้ ๓ คน หากครอบครัวใดมีความประสงค์มีแค่คนเดียว จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจีนปีละ ๑ พันหยวน ในส่วนอ่าข่าอนุญาตให้มีลูกได้ ๒ คน ถ้ามีคนเดียวก็ได้เงินเช่นกัน แต่หากมี ๓ คนต้องเสียเงินปีละ ๑ พันกว่าหยวน ส่วนคนจีนบังคับให้มีลูกแค่คนเดียว จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไม่ถึงอยากได้ลูกชาย เพราะไว้สืบสกูลนั่นเอง และที่สำคัญเผ่าลาหู่เรียนหนังสือไม่เสียเงิน แต่เผ่าอื่นๆเสียเงินครับ??? ผู้อ่านรู้สึกเหมือนผมไหมครับว่า จีนมีแนวคิดดังที่ผมกล่าวมา มีน้อยให้ส่งเสริมให้มีมาก มีมากให้ควบคุม นี่เป็นกลวิธีหนึ่งในการสร้างชาติจีนด้วยนะ

          ผู้เขียนได้เป็นล่าม พูดคุยกับผู้นำชุมชนอ่าข่าบ้านบาลา แลกเปลี่ยนถึงประเพณีวัฒนธรรมระหว่างประเทศจีนกับไทยมีความแตกต่างกันหรือไม่ จากการแลกเปลี่ยนไม่มีความต่าง แต่เมืองจีนมีประเพณีวัฒนธรรมแค่ ๓ เทศกาล คือ ฮึ่ม สึ ฮึ่ม มี่ , แย้ ขู่ , และค้า เท้อ ผ้า มีหลายๆคนที่เขียนตำราเกี่ยวกับเทศกาลและพิธีกรรมของอ่าข่า ได้พูดถึงเมืองจีนว่าได้มีการประยุกต์ประเพณีวัฒนธรรมให้เหลือน้อย และพยามเสนอแนวออกให้ปรับเปลี่ยนตามประเทศจีน ผู้เขียนอยากเขียนแย้งหน่อยว่า จริงๆแล้วเมืองจีนเขาไม่ได้ประยุกต์เลย แต่ถูกบังคับให้เปลี่ยน

          ผู้อ่านจำได้ไหมครับว่าสมัยประธานเหมาฯ ได้เกิดการปฏิวัติ มีการยึดที่นาคนรวยมาจัดสรรให้คนจน และไม่ให้นับถือศาสนา เพราะคิดว่าศาสนาอันตรายต่อการปกครอง สมัยนั่นเป็นช่วงที่คนอพยพด้วย อ่าข่าหรือชนเผ่าไม่ให้ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ ถูกห้ามในลักษณะนี้เป็นเวลากว่า ๓๐ ปี พอกาลเวลาผ่านไปนาน ทำให้คนแก่และคนที่มีองค์ความรู้ในการประกอบพิธีกรรมได้ล้มจากไป องค์ความรู้จึงล้มตามไปด้วย พอมาถึงยุคหนึ่งจีนสามารถให้ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อได้ อ่าข่าหรือ ฮ่า นี่ จู จึงได้ฟื้น แต่ฟื้นได้แค่ ๓ เทศกาลเท่านั้น

          การเปลี่ยนแปลงตัวหนึ่งของชนเผ่าในเมืองจีนที่เห็นได้ชัดเจนคือ การถูกกลืนทางภาษา และทางความเชื่อ มีเยาวชนจำนวนมากออกนอกชุมชน ไม่พูดภาษาอ่าข่า เปลี่ยนวิถีไปเป็นแบบจีน สัญญาณเหล่านี้ล้วนแต่อันตรายต่อความเป็นอัตลักษณ์ในภาคกลางคืน ผู้เขียนและคณะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ด้วยการร้องเพลงโต้ตอบ โดยมีผู้เขียนเป็นผู้ดำเนินการ คณะสาวๆหมู่บ้านนี้ก็เต้น และร้องเพลงมา แต่ทางคณะเราโต้ตอบไม่ได้ เพราะทุกคนที่ไปด้วยกันรู้เรื่องเหล่านี้น้อย ในกิจกรรมนี้มีผู้ชมทั้งที่เป็นคณะเราและชาวบ้านไม่น่าต่ำกว่าร้อยคน มีเสียงหัวเราะ ปรบมือ มีรอยยิ้ม และความปลื้มปิติดีใจ การละเล่นในค่ำคืนนี้ดำเนินไปถึงเที่ยงคืน จึงได้เข้าพักผ่อนตามอัธยาศัย............................

          *** หมายเหตุ การเดินทางศึกษาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมชนเผ่าครั้งนี้ ( เน้นหนักอ่าข่ากับลาหู่) เป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ของมูลนิธิกระจกเงา จังหวัด เชียงราย เพื่อสร้างความตระหนักและภาคภูมิใจถึงความเป็นชนเผ่าที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะ

ป...อายิ