เส้นทางของลายผ้า

        ระยะทางจากเชียงราย จังหวัดเหนือสุดแดนสยามสู่เมืองสามหมอก แม่ฮ่องสอน การเดินทางตั้งแต่เช้าจดเย็นบนเส้นทางลดเลี้ยวเคี้ยวคด และลาดชันตามระดับสูงต่ำของภูเขา ทำให้การเดินทางหาข้อมูลลายผ้ากะเหรี่ยงครั้งนี้สมบุกสมบันไม่ใช่น้อย เราใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม กว่าจะได้ข้อมูลลายผ้ากะเหรี่ยงในหมู่บ้านแรก

        บ้านพะมอลอ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านปวาเกอะญอ ซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ณ ที่แห่งนี้เมื่อกว่า 200 ปีก่อน แม้หมู่บ้านจะอยู่ใกล้ตัวอำเภอแค่ 5 กิโลเมตร แต่ชาวบ้านก็ยังสืบทอดศิลปวัฒนธรรมของชนเผ่าไว้ โดยเฉพาะศิลปะการทอผ้า คำขวัญของแม่สะเรียงที่ร้อยคำไว้ 5 ความว่า “ ผ้าทอกะเหรี่ยง เสนาะเสียงสาละวิน งามถิ่นธรรมชาติ พระธาตุสี่จอม กล้วยหอมเอื้องแซะ ” นั้น คำว่า ผ้าทอกะเหรี่ยง ก็หมายถึง ผ้าทอของกลุ่มทอผ้าบ้านพะมอลอ นั่นเอง

        สตรีในหมู่บ้านมีการตั้ง กลุ่มทอผ้าบ้านพะมอลอ ขึ้นมา รวมทั้งมีศูนย์ข้อมูลและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากฝีมือของแม่บ้านในหมู่บ้าน และรับผลิตภัณฑ์จากฝีมือของแม่บ้านจากหมู่บ้านอื่นมาจำหน่ายด้วย ซึ่งลวดลายผ้าของบ้านพะมอลอ ส่วนมากจะเป็นลายแบบดั้งเดิม อาทิ ลายเกเชแม่คลี , ลายแม่กั๊ว , ลายกิจึเม่ , ลายเกเมช่าโพ เป็นต้น โดยลวดลายที่ปรากฏบนเสื้อ ผ้าซิ่น ย่าม ผ้าปูโต๊ะ จะประกอบด้วยลวดลายหลายลาย ทั้งลายดั้งเดิมและนำลายดั้งเดิมนั้นมาเป็นฐานของลายใหม่ แล้วประยุกต์ให้มีความสวยงามและหลากหลาย

        แต่น่าเสียดาย วันที่เราเดินทางไปพะมอลอ โดยไม่มีการนัดหมาย ทำให้เราไม่เห็นภาพแม่บ้านนั่งทอผ้าโดยใช้กี่เอวอยู่ใต้ถุนบ้านเหมือนทุกๆ วัน เราจึงสืบหาข้อมูลได้ไม่มากเท่าที่ควร

        จากหมู่บ้านพะมอลอ เราเดินทางสู่แม่ฮ่องสอน ใช้เวลาเกือบครึ่งวัน จุดมุ่งหมายอยู่ที่ กลุ่มทอผ้าสีธรรมชาติ ต่ากีญะ ปวาเกอะญอ บ้านป่าปุ๊ อ.เมือง ชุมชนแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนสายหลัก ใกล้ตัวจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพียง 10 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ความเป็นชนเผ่าปวาเกอะญอที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย ผูกพันกับป่า ทำให้ชาวบ้านบ้านป่าปุ๊ยังคงวิถีดั้งเดิมของชนเผ่าไว้ โดยเฉพาะการนำทรัพยากรจากธรรมชาติ ทั้งเปลือกไม้ ใบไม้ ผลไม้ มาย้อมสีผ้า ไม่ว่าจะเป็น ใบสะหมอให้สีน้ำตาลอ่อน ลูกสะหมอให้สีเทาเข้ม สีน้ำเงินจากใบห้อม สีเทาจากลูกมะขามป้อม เปลือกเพกาผสมใบถั่วให้สีเขียวอ่อน สีโอรสจากเปลือกเงาะป่า สีชมพูจากเปลือกต้นมะขาม สีเลือดหมูจากเปลือกมังคุด และสีเหลืองจากขมิ้นและเปลือกมะม่วง รวมถึงนำสีจากธรรมชาติมาถ่ายทอดลงบนลายผ้าด้วย

        ผ้าทอของที่นี่ นอกจากจะทอจากกี่เอวเป็นลวดลายบนผืนผ้าแล้ว ยังเป็นผ้าทอแบบผ้าผืน แล้วนำมาปักมือเป็นลวดลายอีกที ส่วนลวดลายผ้าที่กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านป่าปุ๊ นำมาทอและปักมือ ตกแต่งลงบนเครื่องใช้เครื่องแต่งกาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ ผ้าซิ่น กระโปรง ผ้าห่ม ผ้าปูโต๊ะ ผ้ารองจาน เป็นทั้งลายดั้งเดิมที่นิยมปักทอมาตั้งแต่รุ่นก่อนจนถึงปัจจุบัน ทั้งลายเชอกอพอ (ลายดอกมะเขือ) , ลายเกอแนเดอ (ลายรังผึ้ง) , ลายทีข่า (ชื่อแมลงบนผิวน้ำ)

        นอกจากนี้ยังมีผ้าโชว์ลาย เป็นผ้าผืนยาวที่ทอด้วยลวดลายหลากหลายกว่าสิบลาย นางบัวทิพย์ เสริมประชา รองประธานกลุ่มทอผ้าฯ กล่าวว่า โดยส่วนมากผู้ที่สนใจลายผ้ากะเหรี่ยง จะซื้อผ้าโชว์ลายไปตัดลายที่ตนชอบเป็นพิเศษนำไปใส่กรอบตั้งโชว์ ผ้าโชว์ลายแต่ละผืนจะทอด้วยลายผ้าแบบดั้งเดิมเป็นหลัก ส่วนลายอื่นๆ บนผืนผ้าเป็นการประยุกต์จากลายดั้งเดิมให้สวยงาม โดยไม่ทิ้งสัญลักษณ์ของลายดั้งเดิม ตัวอย่างจากลายเกอแนเดอ (ลายรังผึ้ง) จะใช้ลายตรงกลางของลายรังผึ้งที่เป็นจุดเด่นมาเป็นหลักของลายใหม่ เช่นทำเป็นดอกไม้ และประยุกต์ลายใหม่ ทำเป็นต้นหรือใบของต้นไม้ เป็นต้น

        แต่การไปหาข้อมูลในครั้งนี้ นอกจากการเดินทางไกลแล้ว เรายังพบปัญหาแบบเดิมที่พบเมื่อเราหาข้อมูลในเชียงรายคือ การค้นหาที่มาของลายผ้า แต่คำตอบที่ได้รับจะเป็นแบบเดียวกันว่า การทอผ้าปักลายสืบทอดมาจากรุ่นแม่ รุ่นยาย พวกเขาทอผ้าเป็นเพราะเรียนมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่มีการถ่ายทอดเรื่องความหมายหรือประวัติของลายผ้า แต่กลุ่มแม่บ้านบ้านป่าปุ๊ก็เปรยกับเราว่า แม้จะไม่รู้ความหมายของลายดั้งเดิม แต่ก็จะสอนลูกหลานให้ทอผ้า ปักผ้าเหมือนที่พวกตนเรียนรู้มา ส่วนลายประยุกต์ที่คิดค้นในรุ่นของพวกตนนั้น จะถ่ายทอดทั้งวิธีการและความเป็นมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป และช่วงปิดเทอมเดือนเมษายน กลุ่มแม่บ้านบ้านป่าปุ๊ก็จะสอนกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน เกี่ยวกับการย้อมสีผ้า การทอผ้า และการปักผ้าด้วย

        ระยะเวลา 4 วันของการเดินทาง เรามีเวลาสืบค้นข้อมูลเพียงแค่ 1 วัน เพราะระยะทางที่แสนไกลและเลี้ยวลดลาดชัน เมื่อเปรียบเวลาที่เสียไปกับการเดินทาง อาจไม่คุ้มค่ากับข้อมูลที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องความหมายของลายผ้า แต่คำพูดของแม่บ้านทั้ง 2 กลุ่ม ที่เราได้ร่วมรับรู้ความรู้สึก เวลาที่เสียไปกับการเดินทางสู่เมืองสองโค้ง ที่มีแต่โค้งซ้ายและโค้งขวา แทบหาถนนที่เป็นเส้นตรงไม่ได้อย่างแม่ฮ่องสอน ก็ถือว่าคุ้มค่า