ตามรอยบรรพบุรุษลาหู่

    หตุที่ทีมใช้ชื่อของกิจกรรมนี้ว่าตามรอยบรรพบุรุษ ก็เพราะว่าเป็นกิจกรรมที่มาจากตัวชาวบ้านเอง โดยโตโบผู้นำศาสนาบ้านจะแลและ วัลลภ หนุ่มไฟแรงที่อยู่ช่วงระหว่างรอยต่อของชีวิตระหว่างวิถี วัฒนธรรมดั้งเดิมของชนเผ่าที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ กับ กระแสสังคมที่เข้ามาในชุมชน ผู้นำศาสนาโตโบบ้านจะแล ผู้ซึ่งกำลังหวาดกลัวสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน เรื่องราววิถีชีวิต ประเพณี ต่างๆของชาวลาหู่ ที่นับวันจะไม่ได้เกิดการถ่ายทอดและเรียนรู้จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

   โตโบพร้อมด้วยชาวบ้านอีก สองคน บวกกับ ทีมงาน hilltribe.org จำนวนสามคน สมชาย,จะมู,อาตี จึงได้เดินทางตามหาผู้รู้ในหมู่บ้านลาหู่ตามที่ต่างๆ เพื่อเก็บบันทึกเรื่องเล่า ตำนานเพลง รวมทั้งเรื่องราวต่างๆที่เคยมีในอดีต ที่ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องที่ล้าสมัย และไม่ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่

   วันแรกของการเดินทางโดยมอเตอร์ไซค์จากเชียงรายมายังเชียงของในระยะทางเกือบร้อยกิโลเมตร วันนี้เราไปที่หมู่บ้านสองพี่น้อง ซึ่งเป็นหมู่บ้านของลาหู่ญี้ (แดง) ลาหู่ลาบา และลาหู่้้เฟ้ย(ขาว) มีการอยู่รวมกันหลายเชื้อสาย เป็นหมู่บ้านที่ยังคงมีการนับถือดั้งเดิมอยู่ กิจกรรมของเราในค่ำคืนนี้คือบอกวัตถุประสงค์ของพวกเราที่มาที่นี่ พร้อมทั้ง จัดฉายสารคดีของบ้านจะแล เครื่องดนตรีลาหู่ และเรื่องโตโบ ให้ชาวบ้านดู ชาวบ้านต่างสนใจในกิจกรรมที่เราเข้าไปทำพร้อมทั้งให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

   หลังจากที่ฉายสารคดีของลาหู่แล้วเราก็ทำการบันทึกเรื่องเล่าของชาวบ้านที่เขามีความรู้ในเรื่องต่างๆ อาทิ การเล่านิทานในแนวตลก การเป่าแคน การเป่าจิ๊งหน่อง เราใช้เวลาในการบันทึกทั้งหมดนี้ถึงเกือบเที่ยงคืน หากแต่ว่าชาวบ้านที่นี่อยากให้ข้อมูลเรามากกว่านี้ เขาสนใจและอยากให้เก็บเรื่องราวที่เขารู้ไว้ให้กับลูกหลานของเขา จึงนัดเราไปบันทึก การ “ หน่อเมึอดะเว ” หรือเป่าแคนและ การร้องเพลงโต้ตอบ ระหว่าง หนุ่มสาว ที่พวกเขาใช้ร้องกันเมื่อก่อน แต่เขาบอกว่าตอนนี้แทบจะไม่ได้ยินแล้ว หรือถึงร้องก็มีแต่คนหัวเราะ บอกว่าหัวโบราณอะไรประมาณนั้น

   และที่สำคัญกว่านั้นคือเนื้อเพลงที่เขาร้องคนรุ่นใหม่หรือแม้กระทั่งวัยกลางคนยังไมเข้าใจความหมายเลย ซึ่งเขาก็บอกว่าการบันทึกอยากให้ห่างจากหมู่บ้านเพราะไม่อยากรบกวนชาวบ้าน ดึกมากแล้วและอีกอย่างเรื่องการร้องเพลงพวกนี้เขามักไม่ร้องในหมู่บ้านเขาจะร้องกันเวลาไปทำไร่ ทำสวน หรือในป่าลึก ที่ห่างจากผู้คน เราจึงต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านไปประมาณเกือบกิโลเพื่อไปบันทึกเสียง “ หน่อมึดะเว ” ในบรรยากาศที่เงียบเหงา แถมอากาศหนาวจัด ได้บังเกิดเสียงของหญิงวัยกลางคน พร้อมเสียงแคนประสานเสียงจิ๊งหน่องตามมา เป็นเสียงที่น่าฟังยิ่งนัก เขาบอกว่า เมื่อก่อนการจีบสาวของลาหู่ จะใช้วิธีการร้องเพลงโต้ตอบกันแบบนี้แหละ หรือแม้กระทั่งการดีดจิ๊งหน่องโต้กัน ซึ่งถ้าเราคนที่ไม่รู้เรื่องฟังการดีดจิ๊งหน่องของเขา เราจะได้ยินแค่เพียงเสียงดังแต่วๆ ที่ดังในปากของคนดีด แต่ลึกๆ ในระหว่างที่ดีดไปเขามีการกล่าวคำไปด้วย แทนคำพูด ซึ่งจะมีการโต้ตอบกันแบบนี้ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย

   ในการมาบ้านลาหู่สองพี่น้องครั้งนี้เราได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เขาบอกว่าไม่ว่าใครก็ตามที่มาบ้านของเขา เขาถือว่าเป็นพี่น้องกัน ถึงแม้ว่าจะรู้จักหรือไม่ก็ตาม แต่หลังจากที่ใครก็ตามค้างบ้านของเขา ก็จะเป็นคนรู้จักหรือญาติของเขาต่อไป จากหมู่บ้านนี้แล้วเราไปต่อที่บ้านมูเซอลาบาซึ่งอยู่ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย การมาครั้งนี้ทำให้ผมซึ่งไม่ใช่ลาหู่ได้รู้ว่า ชาวลาหู่ โดยเฉพาะผู้นำศาสนาหรือ โตโบ นานๆทีจะมีการไปเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้าน ทั้งที่เป็นญาติพี่น้อง หรือไม่ ก็ตาม เหมือนเป็นการสร้างเครือข่ายและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน คืนนี้เราไปค้างยังบ้านของโตโบ ของหมู่บ้านนี้ ส่วนกิจกรรมของคืนนี้คือ บันทึกเรื่องเล่าตำนานลาหู่ จากหมอผีประจำหมู่บ้าน มีบทเพลงประกอบด้วย ระหว่างที่เขาร้องเพลงลาหู่นั้นน้ำตาของเขาไหลออกมา เขาบอกว่านึกถึงเมื่ออดีต สิ่งเลวร้ายที่พวกเขาพบเจอแล้ว ทำให้กลั้นน้ำตาไม่อยู่

    รุ่งเช้าอีกวันหนึ่งในบ้านโตโบ ห้องพิธีกรรมของโตโบภรรยาของโตโบทำหน้าที่ในการตระเตรียมของต่างๆเพื่อใช้ ในการทำพิธีของโตโบ หลังจากที่เตรียมของเสร็จโตโบของหมู่บ้านนี้พร้อมโตโบของเราจากบ้านจะแลก็เข้าห้องพิธี พร้อมมีการร่ายบทสวดของโตโบ เหมือนเทพเจ้าของลาหู่มาเข้าทรงโตโบ การทำพิธีของโตโบในห้องพิธีกรรมนี้จะบังเกิดขึ้นเมื่อชาวบ้านหรือแขกที่มาอยากได้พร หรือ บุญจากโตโบ ผู้ที่ให้ทำพิธีต้องมีการเซ่นไหว้ เป็นเงินลงในบาตรที่เตรียมไว้ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นเท่าไหร่แล้วแต่จิตหรือเราจะให้ หลังจากโตโบร่ายบทสวดเสร็จก็ทำการผูกข้อมือให้ถือเป็นการเสร็จพิธีกรรม

   การเดินทางของเรายังไม่สิ้นสุดเพราะเราต้องไปอีกหลายหมู่บ้าน เราลาโตโบ พร้อมเดินทางต่อมายังบ้านดอยแหลม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ซึ่งตรงกับปีใหม่กินวอร์พอดี เราจึงได้เห็นการเต้นจะคึร่วมกัน โดยมีทีมหรือนักเต้นจากหมู่บ้านอื่นๆมาร่วมเต้นด้วย จะมีการเดินขบวนมาตามเส้นทาง ส่วนทางเจ้าภาพงานก็จะมีการต้อนรับโดยการรดน้ำดำหัว ก่อนที่ต่างฝ่ายต่างจะเต้นรอบๆต้นไม้ปี หรือต้นวอร์ ซึ่งจะมีทั้งการเต้นธรรมดาโดยใช้กลอง และ ท่าเต้นประกอบ อันนี้เป็นส่วนของวัยหนุ่มสาว ส่วนวัยผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะมีการเต้นอีกแบบหนึ่ง คือเต้นตามจังหวะของเสียงแคน ซึ่งจะมีการเป่าแคนตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ประสานเสียงกัน เมื่อเสียงแคน กับเสียงกลองบวกกัน ทำให้เกิดเสียงดังลั่นทั้งหุบเขา หลังจากที่มีการเต้นในหมู่บ้านนี้แล้ว ชาวบ้านก็จะไปเต้นยังหมู่บ้านอื่น ซึ่งเป็นแบบนี้เรื่อยไป จนครบหมู่บ้านที่อยู่ในละแวกเดียวกัน เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์กันในกลุ่มของลาหู่ด้วยกัน

     วันนี้ตอนเช้าเราจะยังคงอยู่ที่หมู่บ้านดอยแหลม ถ่ายบรรยากาศของงานกินวอร์ในช่วงเช้า จากนั้นเราก็ถ่ายรูปครอบครัวที่เราไปนอนด้วย พร้อมทั้งร่ำลาและเดินทางต่อเพื่อจะไปยังบ้านลาหู่อีกหมู่บ้านหนึ่งที่ อ. ฝาง เชียงใหม่ ก่อนที่เราจะเข้าไปบ้านลาหู่ที่ว่านี้ก็แวะหมู่บ้าน หนองไผ่ ซึ่งเป็นบ้านลาหู่เหมือนกัน แต่จะเป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างจะเจริญแล้ว แวะที่บ้านของโตโบ ทานน้ำ พักเหนื่อย ก่อนที่จะเดินทางต่อ เข้ามาที่ตลาดเมืองฝาง ซื้อกับข้าวกับปลาเพื่อเอาไปทานในหมู่บ้าน ซึ่งหมู่บ้านที่เราจะไปตอนนี้เราไม่รู้แม้แต่เส้นทางว่าทางไหน แต่ในหมู่บ้านนี้มีญาติพี่น้องของโตโบอยู่ด้วย ก็แวะถามทางกับคนขับรถรับจ้าง แล้วเดินทางต่อจนถึงหมู่บ้าน

หมู่บ้านนี้ชื่อ บ้านสันติสุข ลาหู่ญี้ หรือลาหู่แดง ไปถึงทีมก็เข้าไปที่บ้านของญาติพี่น้องโตโบ เก็บข้าวของ และรับประทานอาหาร คืนนี้ทีมก็เอาผลงานที่เก็บจากหมู่บ้านลาหู่ที่อื่นมาเปิดให้ชาวบ้านดู พร้อม สารคดีของลาหู่อีกประมาณ 4 เรื่อง ชาวบ้านชอบใหญ่เลย ดูแล้วก็ดูอีก ไม่มีเบื่อ ประมาณ ดึกๆหน่อย ได้เดินขึ้นไปเที่ยว เดินชมบรรยากาศตอนกลางคืนของหมู่บ้านแห่งนี้ ก็เจอชาวบ้านคนหนึ่ง แบกกวาง มาด้วย เขาบอกว่ายิงได้ในป่าใหญ่ซึ่งอยู่ไกลจากหมู่บ้านประมาณ 8 กิโลเมตร กวางตัวใหญ่เหมือนกัน เป็นกวางตัวผู้ เขาก็ทำการชำแหละกวางตัวนั้นออกเป็นชิ้นๆ เราเลยถามซื้อเพื่อจะเอาไปทำเป็นอาหารเช้าในวันรุ่งขึ้น แต่เจ้าของบอกว่าไม่ขาย เราเลยกลับมาที่บ้าน แต่ยังดีที่เขาแบ่งให้กับเจ้าของบ้านมานิดหนึ่ง เราก็เลยได้กินเนื้อกวางในคืนนี้ เป็นการกินเนื้อกวางครั้งแรกตั้งแต่เกิดเลย

   การมาทัวร์หาผู้รู้ลาหู่และเก็บเรื่องราวของลาหู่ในครั้งนี้ ทำให้ทีมเราได้รู้ถึงสภาพของวัฒนธรรมในหมู่บ้านลาหู่ที่กำลังอยู่ในช่วงที่ชาวบ้านต้องปรับตัวกันใหญ่ทั้ง เรื่องของสถานที่ประกอบพิธีของลาหู่ หรือ หอแหย่ ก็มีการทำอย่างดี คงทน อีกทั้งหลายหมู่บ้านที่เรื่องราวเหล่านี้จะเริ่มน้อยลง ชาวบ้านบอกไม่ได้ยินเสียงแคน หรือการเป่าจิ๊งหน่องมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว เราไปเหมือนปลุกกระแสให้ชาวบ้านว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ควรจะเก็บไว้ และให้เกิดการถ่ายทอดไปยังลูกหลานของตน