หกเผ่าชาวดอย|เกี่ยวกับโครงการ|กระดานข่าว|สมุดเยี่ยม|English 
หน้าบ้าน กะเหรี่ยง ม้ง เมี่ยน ลาหู่ ลีซู อ่าข่า คะฉิ่น ดาราอั้ง

   บรรพบุรุษเป็นผู้สร้าง และสะสมวิถีนี้มา จนกลายเป็นอาชีพหลักของชาวดอยเหล่านี้ เมื่อมองไปยังดอยสูง หลาย ๆ คนอาจจะทึ่ง และสงสัยว่าเขาทำกันได้ยังไง กับการทำการเกษตรบนที่สูง ๆ และลาดชัน อย่างนั้นทำได้ไงเนี่ย? อาจเป็นข้อคำถามที่คนพื้นราบสงสัย แต่สำหรับชาวดอย แล้วเรื่องนี้ดูจะเป็นเรื่องที่ธรรมดา และดูเป็นเรื่องง่าย ๆ ด้วยซ้ำไป

การถางแล้วเผา เป็นระบบการเกษตรที่เก่าแก่ที่ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่-ย่า ตา-ยาย จากรุ่นสู่รุ่น เป็นระบบการเกษตรที่ถางป่า เพื่อปลูกพืชเป็นหย่อม ๆ แล้วจะเผาในช่วงฤดูแล้งก่อนที่จะเข้าฤดูฝน เพื่อให้เป็นทุ่งโล่ง และเพิ่มธาตุอาหารในดินก่อนที่จะลงมือปลูกพืชในช่วงหน้าฝน และจะทำการเพาะปลูกจากธาตุอาหารที่สามารถทำได้โดยธรรมชาติ การจัดการที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน แล้วนี่เอง.. สมัยก่อนนั้น ชาวดอย ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีในการซื้อมาเพื่อบำรุงพันธุ์พืช เพียงแต่ใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมในการหล่อเลี้ยง และเพาะพันธุ์ผลผลิตของตนอย่างพอเพียง หลังจากนั้นก็ย้ายพื้นที่เพาะปลูกใหม่ เพื่อให้พื้นที่เก่านี้ฟื้นตัวขึ้นมา เพื่อที่จะทำไร่ปีหน้า โดยการปล่อยทิ้งไว้ในช่วงระยะเวลา 1 ปีหรือ 2 ปี เมื่อกลายสภาพเป็นป่าแล้ว จะไปทำไร่ได้อีก แต่มาถึงปัจจุบันพื้นที่ทำไร่หมุนเวียน ปล่อยทิ้งไว้ในช่วงระยะเวลา 1 ปีหรือ 2 ปี ให้คืนสภาพป่า

เจ้าหน้าที่ป่าไม้แจ้งว่าทำไร่ดอยสูงทำไม่ได้ จะยึด โดยอ้างว่าพื้นที่บริเวณนั้นเป็นเขตป่า ถึงแม้เดิมจะเป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้านก็ตาม และไร่หมุนเวียนในปัจจุบันถูกมองว่าเป็นการทำลายป่าไม้ ตามนิยามของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ปัจจุบันเมื่อวิทยาการนำสมัยมากขึ้น และความเป็นเมือง รวมถึงการแพร่ระบาดของสื่อเข้ามาหมายรวมไปถึง เรื่องราวของการเกษตร และนำสิ่งทันสมัยที่บอกว่าจะช่วยเพิ่มผลผลิตให้งอกงามดี และเพิ่มมากขึ้นได้ จึงทำให้สารเคมีต่าง ๆ กระจาย เข้ามาสู่วิถีการเกษตรชาวดอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลาย ๆ ครั้งที่หลักทฤษฎีของคนเมือง ไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงในชีวิตที่ เขาเคยทำมา บางทีบทพิสูจน์ของนักวิชาการที่ทำเพียงระยะหนึ่งกับการดำรงอยู่ของชาวเขา อาจจะไม่สอดคล้องกันก็เป็นได้ เมื่อวิชาการบอกว่า การเผาหญ้าไม่ดี ควรบำรุงดิน ด้วยผลิตภัณฑ์น้ำยาเคมีต่าง ๆ ด้วยความที่การศึกษา และบทบาทของนักวิชาการดูน่าเชื่อถือ เพราะมีทั้งหลักในการอ้างทฤษฎีอย่างมากมาย ทำให้ชาวบ้านหันมาใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น...ในระยะแรกผลผลิตต่าง ๆ งอกงามดีมาก และเพิ่มมากขึ้น แต่..ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ในการทำเกษตรครั้งต่อ ๆ ไป จำเป็นที่ต้องใช้ยาเพิ่ม ดินเริ่มเสื่อมคุณภาพ สารเคมีราคาสูงขึ้น ปัญหาผลผลิตที่ล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำลง แน่ละเงินกู้นอกระบบเกิดขึ้น.. มีหลาย ๆ พื้นที่ ที่ต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคาให้ แต่่ปัญหานั้น ก็ไม่ได้รับการแก้ไข้อย่างทั่วถึง เพราะมันมากเกินไปนั่นเอง ในที่สุดคำว่าเกษตรทางเลือกจึงถูกนำมาใช้ นักวิชาการหันมาบอกชาวบ้านว่าควรใช้ปุ๋ยชีวภาพ ใช้สิ่งที่เป็นธรรมชาติ มาทดแทนสารเคมี ในขณะเดียวกัน สื่อโฆษณาต่าง ๆ ยังคงออกมาบอกกล่าวถึง สรรพคุณของน้ำยาสารเคมีเหล่านั้น... ให้ผลผลิตดี เมื่อทุกอย่างถูกเปลี่ยนแปลงโดยกระแสของเทคโนโลยีแล้ว การที่เคยเพิ่มปริมาณของสารเคมี และจะต้องกลับมาใช้ปุ๋ยชีวภาพ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เพราะกว่าที่หน้าดินจะคืนสภาพอย่างน้อยต้องใช้เวลานานหลายปีเลยทีเดียว แล้วระหว่างที่รอ ค่ากินอยู่ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหล่ะ? ถามหาคนรับผิดชอบไม่มีแล้ว ทำอย่างไรถึงจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงได้ นี่คือคำถามที่ยังไม่พบคำตอบเสียที

สมัยก่อนใช้ควายเป็นเพื่อนคู่หูในการทำนา แต่ถึงปัจจุบันใช้รถไถแทน ต้องเร่งเพื่อทำเวลาให้เสร็จเร็ว ๆ เน้นการส่งออกขาย สุดท้ายผลเหล่านั้นก็ตกอยู่ที่ชาวบ้าน และในที่สุดก็ออกมาปฎิรูปกัน....ให้กลับมาใช้ปุ๋ยธรรมชาติ ใช้วิถีเดิม ๆ ที่เคยทำมาก่อน


คุณคิดอย่างไง ให้เราได้รับรู้ด้วยคะ

คนดอย: เจ้าหน้าที่ป่าไม้พื้นที่ไหนก็อย่างนี้แหละจะไปยึดพื้นที่ของชาวบ้าน
  (02.11.2004, 09:37)

โยห์: ผมในฐานะชาวดอยคนหนึ่ง ผมมั่นใจว่าการทำเกษตรแบบชาวเขา ไม่ใช่เป็นการทำลายป่าไม้อย่างเดียว แต่เป็นลักษณะไร่หมุนเวียน ที่อนุรักษ์ธรรมชาติภายในตัว

โปรดอย่ามองแต่ผมในแง่ร้ายอย่างเดียว
  (21.11.2004, 14:06)

อาข่า ม. ราม: ขอให้รัฐช่วยส่งเสริมอาชีพหัถกรรมที่จะพอเป็นรายได้ไห้แก่พวกเราชาวดอยได้ไหมครับ
  (22.11.2004, 12:52)

เทวี: เจ้าหน้าที่บ้านเมืองทั้งหลาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพี่น้อง ลูกหลานไทยทั้งหลายถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราควรจะหันหน้าช่วยกัน แบ่งปั้นกันเถิด
  (10.12.2004, 15:13)

คนไม่กล้าใส่ชื่อ: ให้คนที่มีการศึกษาสูงมาช่วยพัฒนาบ้างไม่ใช่เอาแต่หน้าและความกว้าหน้าของตัวเอง
  (02.01.2005, 16:08)

คนกันคน: คนมีการศึกษาสูงเขามีใจที่จะช่วยพวกเราตาดำหลอก ตาดำอยากพวกจะต้องช่วยกันแล้ว
  (03.02.2005, 11:40)

........: ใช่เลยเราต้องช่วยกัน
  (28.03.2005, 18:21)

คนอาข่า ห้วยส้าน: คนพวกการศึกษายิ่งโง่อีกชอบหลอกคนไม่มีการสึกษาเห็นแก่ตัวชอบเอาเปรียบ พัฒนาแต่หมู่บ้านตังเองบนดอยจะเป็นงัยก็ไม่สน ถึงเลือกตั้งเมื่อรัยชอบมาขมขู่
  (14.09.2005, 17:11)

สาวน้อยอาข่า: การทําไร่ของคนชาวอาข่าไม่เป็นการทําลายสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งนี้ได้สืบต่อมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ฉันคนหนึงยังรู้เลย
  (30.11.2005, 07:56)

ปกาเกอะญอค่ะ: ในการทำสวนทำไร่ไม่เห็นผิดกฏหมายตรงไหนเลย และคนชาวเขาก็ไม่ทำลายป่าไม้ด้วย ยิ่งปัจจุบันชาวปกาเกอะญอเราอนุรักษ์กันมากขึ้นและมีสถานที่ท่องเที่ยวมากขึ้นอีกด้วย
  (01.12.2005, 15:41)

สาวม้งเชียงใหม่ค่ะ: ปัจจุบันชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ก็มีการศึกษากันมากแล้ว เมื่อมีการศึกษาแล้วเราก็ควรกลับไปพัฒนาหมู่บ้านเรานะคะ
  (01.12.2005, 18:16)

ไปตามดวง: อยากให้พวกเรามองการศึกษาและคนที่มีการศึกในแง่ดีบ้าง จริงอยู่ชาวเขาเราที่มีการศึกษาส่วนมากมักจะไม่หวลคืนถิ่นที่อยู่เดิมของตนเอง และมีบางคนที่ชอบเอารัดเอาเปรียบพวกเรากันเองที่ด้อยกว่า แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสียหมดทุกคน คนที่ประพฤษเช่นนั้นก็สมควรถูกตำหนิและสาปแช่ง ผมก็เชื่อว่าพวกเราที่มีการศึกและเป็นคนดีก็มีไม่นัอยเช่นกัน ถึงแม้พวกเขาไม่กลับไปพัฒนาบ้านเกิดหรือช่วยเหลือหมู่บ้านตัวเอง แต่ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าพวกเขาเหล่านั้นมีส่วนช่วยเหลือพวกเราชาวดอยด้วยกันทางอ้อม โดยพวกเขาเหล่านั้นแต่ละคนไม่ว่าจะทำงานอยู่ที่ใหน คิดว่าพวกเขาคงมีจิตสำนึกว่าตัวเองเป็นใครและทำให้สังคมภายนอก หรืออย่างน้อยคนรอบข้าง เข้าใจและยอมรับในความเป็นคนชาวเขามากขึ้น เพราะว่าเขาเหล่านั้นมีความสามารถหรือประกอบอาชีพหรือมีการศึกษาและทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่เหมือนคนทั่ว ๆ ไป หากปราศจากซึ่งการศึกษาและชาวเขาที่มีการศึกษามากขึ้นแล้ว สังคมของพวกเราคงจะยังไม่ก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงเหมือนอย่างเช่นทุกวันนี้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าใคร ๆ ก็คงเคยคิดอยากกลับบ้านในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิต แต่เมื่ออุตส่าห์เรียนสูง ๆ แล้วรัฐไม่มีการสร้างงานหรือโครงการเพียงพอมารองรับ จะหางานตามบ้านเราบนดอยทำเองหรือ คงมีโอกาศเป็นไปได้น้อยเต็มที หากจะวิเคราะห์กันแล้วมันเป็นไปทั้งระบบวงจรของสังคมเลยทีเดียว พูดให้สั้นลงก็คือ การศึกษา จะอย่างไรก็ตาม ยังเป็นประตูให้เราสามารถไปสู่โลกที่กว้างกว่า ถึงแม้ว่ามันไม่ใช่หนทางเดียวและเป็นหนทางสำหรับทุกคนเสมอไป
  (30.12.2005, 13:08)

เด็กดอยพิทักษ์ป่า: มันเป็นวงจรอุบาทกินกันเป็นขบวนการ ของนายทุนในคราบนักการเมือง จ้างพี่น้องของเราตัดไม้ทำลายป่าเพื่อครอบครองที่ดินและทำรีสอร์ทบ้านพักแล้วให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าจับกุมยึดไม้เป็นของกลาง มอบให้ ออป. ดูแล พอคดีหมดอายุความ ก็ออกมาให้ประมูลขายก็ไอ้ผู้ร้ายใส่สูทเนี่ยแหละส่งเอกสารประมูลซื้อ กินกันเนียนมาก อย่าปล่อยให้ไอ้พวกนี้ลอยนวล ขอให้เจ้าป่าเจ้าเขาและธรรมชาติจงลงโทษและสาปแช่งไอ้พวกนายทุนเหล่านี้จงฉิบหายเจ็ดชั่วโคตร
  (10.04.2006, 11:54)

กะเศษ: แม้ว่าอยู่ที่สูงใช้สารเคมีมาก ใช้ปุ๋ยชีวภาพ,สารชีวภาพกำจัดโรคแมลงยิ่งจำเป็น ดีทั้งตนเองและผู้อื่น ปลอดภัยจากสิ่งแวดล้อมต้นน้ำลำธาร ถ้าหากปลูกต้นไม้ใหญ่มากๆที่กำลังส่งเสริมก็ยิ่งวิเศษโลกเราไม่ร้อนแน่เพราะทุกคนคิดร่วมใจทำ
  (09.01.2007, 16:50)

จากคนไร้สาระ: เกียจกรมป่าไม้สุดๆ เพราะชอบยึดที่ดินของชาวบ้าน
  (06.02.2007, 14:56)

มาย: หน้าจามีรูปที่สวยกว่านี้ก้อมีนะ
  (06.08.2007, 09:49)

อ้อม: คนดูแลป่าไม้ ตัดเอง ขายเอง
บางทีจ้างเชาวบ้านเลื่อย หนักเข้าไปใหญ่
แล้วจะฟ้องได้ที่ใคร
  (16.08.2007, 14:47)

เด็กดอยที่โตในเมือง: เฮ้อ เหนื่อยจายเนาะ รุรุกันว่ามันเปนปัญหาที่คารังคาซังนานเเล้ว เเก้ไม่ตกเสียที
อยุ่ที่พวกเราชนรุ่นไหม่ว่าจะทัมยังงัยไห้
ไห้โลกเราหมุนไปทิศทางเช่นไร
มีข่าวรายก้อขอเเจ้งกันไห้ทราบมั่งเนาะ จะเเวบเข้ามาบ่อยๆ ชอบที่นี่มาก มีสาระมาก
  (31.12.2009, 14:46)

ความเห็นของคุณ

ชื่อ:
อีเมล์ หรือ โฮมเพจ:

เข้าพิพิธภัณฑ์ : เกี่ยวกับโครงการ : กระดานข่าว : สมุดเยี่ยม : ติดต่อเรา : English Version
ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ โดย ฅนบ้านนอก เจ้าของเว็บ "มูลนิธิกระจกเงา"
รูปภาพและข้อมูลภายในเว็บไซต์แห่งนี้ หากท่านประสงค์จะนำไปเผยแพร่่ สามารถเผยแพร่ได้
JavaScript Menu By Milonic.com