คุณว่าไหมว่า สังคมไทยปันจจุบันนี้... คือ “ ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ” ... เหตุที่ฉันเรียกชื่อนี้เพราะเทคโนโลยีประเภทเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น จนทำให้คนเราเกิดความต้องการที่อยากจะมีเหมือนคนอื่นเขา ทำให้มีการชิงดีชิงเด่นใช่ไหมคะ ข้อสังเกตโดยง่าย จากคนที่อ่อนแอกว่า… ผู้นั้นก็คือ…ผู้แพ้ ฉันแพ้มาแล้ว ฉันสามารถที่จะเข้าใจในความรู้สึกกับสิ่งเหล่านั้น… ว่า….เมื่อไหร่ก็ตาม ถ้ามนุษย์ผู้ที่ต้องดิ้นรน ซึ่งก็ไม่รู้จะดิ้นรนเพื่ออะไร? อาจมีคำตอบอยู่มากมายสำหรับคุณ แต่สำหรับฉันแล้ว เพื่อความอยู่รอดของตนเองนะ หากถามว่า ทำไมต้องมาดิ้นรน ในเมืองล่ะ

หลายต่อหลายคนมาดิ้นรนแสวงหาอะไรในเมืองและเพื่อใคร… เพื่ออะไร…คำตอบที่ฉันอยากตอบก็ คือ ฉันมาในเมืองก็เพียงเพื่อหางานทำ เพราะในปัจจุบันเขาพัฒนากันไปมากแล้วสำหรับครอบครัว และผู้คนที่อยู่รอบตัวฉัน เงินเป็นส่วนหนึ่งสำหรับความเป็นสื่อที่ทำให้คนรู้จัก เพราะผู้คนส่วนใหญ่ ในสังคมที่ฉันพบเห็น เขาคุยกันด้วยเงิน! และเงินเท่านั้น จนทำให้เขาได้ถูกยกย่องมีศักดิ์ศรี และเกียรติขึ้นมาไม่รู้นะว่า…. หลาย ๆ คนคิดยังไง แต่ ฉันคิดเช่นนี้….คนบนดอยมักจะแสวงหาเพื่อความอยู่รอด และเพื่ออนาคตที่คิดว่ามันจะดีขึ้น บางคนก็ได้งานที่นายจ้างไม่โกงค่าแรง… และยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้ ค่าจ้างอย่างยุติธรรม ในบางส่วนอีกหลาย ๆ คนก็ไม่ได้อะไรกลับมาเลยแหละ บางคนโชคดีมีโอกาสได้เรียนต่อจนจบชั้นสูง ๆ ได้งานที่ดี ๆ ทำ แต่สิ่งสำคัญที่ได้พบเจออยู่บ่อย ๆ ก็คือ "คนรุ่นใหม่มักชอบแสวงหา และดิ้นรนกันในเมืองมากกว่าที่จะดิ้นรนบนดอย" เพราะยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อความเป็นอยู่ของคนบนดอย การแข่งขันในเชิงวัตถุนิยมจึงมากขึ้น ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นแนวคิดของใคร เท่าที่รู้แหละเห็นหลายคนที่ไม่มาดิ้นรนในเมืองเขาจะอยู่รอดหรือ?

 กับความเจริญที่กำลังย่างก้าวเข้ามาทุกทีทุกที... คุณรู้บ้างไหมว่าทุกวันนี้สังคมไทยเป็นอย่างไร? คนแข็งแรงกว่ามักจะรังแกคนอ่อนแอ ฉันได้ประสบมาแล้วกับสังคมเช่นนั้น ฉันเลยเกิดความรู้สึกขึ้นว่า… ทำไมสังคมไทยเราทุกวันนี้ จึงมีคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น และการใช้สิทธิของความเป็นคนน้อยลงไปในด้านศีลธรรมล่ะ คนที่เห็นอกเห็นใจกันช่วยเหลือกันนั้นยังจะมีเหลืออยู่อีกหรือ??? ดูกันง่าย ๆ ความเสียสละ และความซื่อสัตย์ก็ไม่ค่อยมีให้พบเห็นแล้ว ปัจจุบันนี้มนุษย์ชอบแสวงหาเพื่อให้ตนเองสบาย โดยไม่คำนึงถึงว่า สิ่งที่ทำนั้นจะถูกหรือไม่ ! หากพูดถึงเรื่องสิทธิไม่เท่าเทียมกัน … ทำให้ฉันนึกถึงเมื่อตอนสมัยที่ยังเป็นเด็ก ๆ นะ ในความรู้สึกของฉันครั้งนั้นอยากเป็นผู้ใหญ่ เพราะอะไรล่ะ ??? ก็เพราะว่าผู้ใหญ่มีสิทธิมากกว่าเด็ก ส่วนเด็กนั้นแทบจะไม่มีสิทธิอะไรเลย ทุกอย่างที่ฉันทำผิดพลาดกลายเป็นไม่ดีเสียทั้งหมด ทำให้ฉันคิดอยู่ตลอดเวลาว่า เมื่อไหร่ฉันจะโตเป็นผู้ใหญ่สักที ฉันจะได้ใช้สิทธิแบบผู้ใหญ่กับเขาบ้าง แต่เมื่อโตขึ้น ฉันได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างในเรื่องของสิทธิ ฉันไม่ต้องการเรียกร้องนะ แต่มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ถ้าเกิดมีคนมาถามว่า เข้าใจคำว่า สิทธิไหม ฉันอาจตอบเลยว่า ทุกวันนี้ฉันยังไม่เข้าใจ คำว่า สิทธิ และยังไม่รู้ความหมายมากเท่านักวิชาการทั้งหลายได้ ในขณะสิ่งที่ฉันนึกคิดกับคำว่า สิทธินั้น ก็คือ สิทธิที่ทุกคนเป็นคนด้วยกัน มีแนวคิดมีความรู้สึกเหมือนกัน และทุกคนก็สามารถที่จะมีสิทธิตรงจุดนี้ให้เท่าเทียมกันได้ไม่ใช่หรือ การให้เกียรติซึ่งกันและกันในความรู้สึกของความเป็นคนด้วยกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่! ซึ่งที่ฉันเคยเจอส่วนใหญ่คนที่มีอำนาจจะข่มเหงผู้ที่ด้อยกว่าตนเสมอ ฉันไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมจึงไม่ได้นึกถึงจิตใจของความเป็นคนของผู้อื่นบ้าง หากเขาเองเป็นผู้ถูกกระทำเช่นนั้นบ้าง เขาจะเป็นอย่างไร... ถ้าเราให้สิทธิเท่ากัน …. เมืองไทยของเราคงจะน่าอยู่มากขึ้นนะ …. พวกคุณว่าไหม ?

  พูดถึงคนบนดอย คนดอยคิดอย่างเดียวคือ ทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และไม่แก่งแย่งกัน ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ และไม่มีการชิงดีชิงเด่นซึ่งกันและกัน อยู่กันแบบสบาย ๆ เวลาที่ฉันได้อยู่บ้าน ฉันไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องกังวลว่า จะไม่ทันผู้อื่น ไม่ต้องคิดว่าวันนี้ฉันต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ และไม่ต้องแข่งขันกับคนอื่น ๆ เพราะความพอใจของฉันอยู่ที่การได้อยู่กับครอบครัวที่มีพ่อ - แม่ - พี่ - น้อง ๆ ที่ทุกคนอยู่กันอย่างพร้อมหน้ากัน ทำให้ฉันอบอุ่นและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อฉันมาอยู่ในสังคมเมือง ฉันต้องต่อสู้และต้องแข่งขันกับคนอื่น ๆ ถ้าเราไม่ทำคนอื่นก็มองไม่ดีและยิ่งไปกว่านั้น คือ การดูถูก*** ยังไม่รู้นะ... ไม่รู้ว่า ฉันต้องดิ้นรนอีกนานซักเท่าไหร่ถึงจะเจอกับคำว่าพอ! กับสังคมนี้ และฉันต้องต่อสู้กับผู้คนอีกเยอะเท่าไหร่ ฉันจึงจะได้เรียนรู้ถึงสิทธิที่ทุกคนควรจะมี...

ใหญ่สูงเหมือนต้นตาล.............ใหญ่สวยแต่เปลือกนอกข้างในกลวง
ของดำเป็นของธรรมชาติ............. ของขาวเป็นเงินแตกกระจาย