กริ๊งๆๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ณ ห้องคอมฯ หรือห้องทำงานของฝ่าย ICT เพื่อการพัฒนา และทีมงาน hilltribe.org หรือ พิพิธพัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ ในมูลนิธิกระจกเงา บ้านห้วยขม หมู่ 1 ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย พี่คนหนึ่งชื่อพี่เจี๊ยบรับสายแล้วบอกว่า สายอาตี ผมจึงลุกขึ้นแล้วรีบไปรับสาย เสียงนั่นใช่เสียงของใครแต่อย่างใด แต่เป็นเสียงของแฟนผมเอง ทันทีที่ผมรู้ว่าเป็นเสียงของแฟนผม ผมรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก เพราะปกติแล้วจะไม่ ค่อยโทรมาหาผม แฟนผมพูดด้วยน้ำเสียงกระสับกระส่ายว่า อาตี รีบกลับมาที่บ้านด่วน ผมก็ถามว่าทำไมเหรอ? มีอะไร ใครเป็นอะไร ทุกประโยคที่ควรถาม ผมถามกับแฟนผมหมดแล้ว... เอ่อ น๊า กลับมาเหอะ !! แฟนผมย้ำ แต่ผมก็ยังคงถามแฟนผมว่า ตกลงใครเป็นอะไรกันแน่ ไม่ตอบไม่กลับนะ แหนะ !! แค่เนิ่ย...แฟนผมก็ตอบว่า มีคนตายในหมู่บ้าน หา !! ผมตกใจพักหนึ่ง ก่อนถามขึ้นอีกว่า ใครเหรอ?? เป็นอะไรตาย ผมถามด้วยความอยากรู้ แฟนก็ตอบว่าอาเกอะ หรือ ชานนท์ เพื่อนเธอนั่นแหละ เขาผูกคอตาย... ผมนิ่งและอึ้งเมื่อได้ยินคำนี้จากแฟนผม เพื่อนคนนี้ คนที่เป็นความหวังของครอบครัว คนที่เพิ่งจบหลักสูตร ปวส.อายุแค่ 25 เอง คนที่มีความสามารถในด้านกีฬา คนนี้กำลังจะจากทุกคนไปหรือ?? ผมถึงกับน้ำตาตกในและทำใจกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ และรับปากกับแฟนว่า เออ !!! เดี๋ยวจะรีบไป ผมเริ่มทำอะไรไม่ถูก ปิดโปรแกรมต่าง ๆ ในเครื่องคอมที่ผมทำงานอยู่สั่ง Shut Down เครื่อง แล้วรีบเดินออกจากห้องทำงาน นั้นโดยเร็ว ผมอยากกลับไปให้ถึงบ้านเร็ว ๆ จึงซิ่งรถมอเตอร์ไซค์ของผมกลับมายังบ้านทันที ในระยะทาง 10 กว่ากิโลเมตร
 เมื่อกลับถึงหมู่บ้านก็ถามไถ่เรื่องของวันนี้กับชาวบ้าน ก็ได้รู้ว่ามันไปดีแล้วเพื่อนเอ๋ย.. แต่มีคำหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจของผม ในฐานะที่ชานนท์คือเพื่อนของผมคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยสนิทสนมกันเท่าไหร่นัก "มึงทำอย่างนี้ทำไมวะ มึงจะทำอะไรทำไมไม่ปรึกษาคนอื่น มึงคิดว่ามึงจะหนีปัญหาด้วยวิธีนี้เหรอ แล้วมึงก็ทิ้งปัญหาไว้ให้กับแม่ ญาติพี่น้องของมึงเนิ่ยนะ มึงมันไม่ใช่ลูกผู้ชายนี่หว่า ลูกผู้ชายเขาไม่ตัดปัญหาด้วยวิธีนี้หรอก" (ขอโทษถ้าคำนี้แรงไปนิดหนึ่ง.. แต่ผมก็คิดเช่นนั้นจริงๆ) ผมลำพึงคำพวกนี้อยู่ในใจ ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านกินน้ำ กินท่า เก็บข้าวของแล้วเดินออกมาข้างนอกบ้าน... การเสียชีวิตของชานนท์ไม่มีใครรู้สาเหตุว่าเพราะอะไร ถึงทำให้เขาต้องคิดสั้นขนาดนั้น เพียงคาดเดาว่า คงมีเรื่องที่ไม่สบายใจมาจากข้างนอก เพราะปกติชานนท์ เรียนอยู่ในตัวเมืองพักอยู่กับเพื่อนฝูงในหอพัก นาน ๆ ที หรือช่วงปิดเทอมถึงจะกลับมาที่บ้าน
 และวันเกิดเหตุคือวันพุธ ที่ 9 มีนาคม 2548 ชานนท์เดินทางกลับมาจากตัวเมืองโดยมอเตอร์ไซค์ เท่าที่ได้ฟังจากการบอกเล่าของชาวบ้าน บอกว่า วันนี้เห็นชานนท์ไม่สดใส และมีอาการเงียบขรึมไม่ยอมพูดคุยกับใคร ทั้งที่ก่อนหน้านี้เวลากลับมาที่หมู่บ้าน ชานนท์จะยิ้มแย้ม และชอบหยอกล้อคนโน้นคนนี้ จึงเป็นที่ชอบของทุกคน แต่วันนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น กลับมาไม่ยอมเปิดปากคุยกับใคร มุ่งหน้าไปที่ร้านค้าเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ซื้อเบียร์ช้าง 2 กระป๋อง ก่อนขี่รถไปยังบ้านของเขา กระทั่งตกเย็น ประมาณ 5 โมงเย็น แม่และพี่ชายของชานนท์ได้เดินทางกลับมาจากไร่ด้วยความเหน็ดเหนื่อย พอพี่ชายของชานนท์เปิดประตูบ้านเข้าไป แค่นั้นก็ต้องชะงัก เมื่อเจอร่างของน้องชายห้อยโต่งเต่งอยู่ในบ้าน พี่ชายชานนท์ไม่รอช้า หยิบมีดมาฟันเชือกขาด ร่างของชานนท์จึงล่วงลงมา จากนั้นพี่ชายของชานนท์จึง ตะโกนบอกกับชาวบ้านด้วยความเสียใจกับเหตุการณที่เกิดขึ้น... ก็มีการโทรเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อมาชันสูตรศพก่อนเรียกผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน เพื่อนำไปสู่กระบวนการของพิธีกรรมต่อไป
 ผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวว่าการตายของชานนท์ในครั้งนี้ มีมูลมาจากพ่อของเขาที่ได้ตายด้วยการผูกคอเหมือนกัน เมื่อครั้งชานนท์ยังเด็ก และไม่ได้มีการทำพิธีแก้ตามประเพณีของอาข่า... บรรยากาศในหมู่บ้านในค่ำคืนนี้ดูเงียบเหงาเหลือเกิน เด็ก ๆ จะไม่ออกมาวิ่งเล่นเพ่นพ่านตรงลานหมู่บ้าน เนื่องจากเวลามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ชาวอาข่าจะไม่นิยมให้ลูกหลานของตนออกมาวิ่งเล่นนอกบ้าน ตรงกันข้ามผู้ใหญ่ต้องไปอยู่ร่วมวงกับเขา อยู่เป็นเพื่อนเจ้าของบ้าน และก็ตัวผม คือกลุ่มหนึ่งที่ต้องไปเฝ้าบ้านที่เก็บศพ จะมีคนทั้งในบ้านและนอกบ้าน ระหว่างเฝ้าก็มีการเล่นไพ่ไปด้วย ก็แทงกัน ขาละบาทสองบาท เพื่อความสนุกสนาน ตัวผมเองก็ไม่ใช่คนชอบเล่นไพ่ แต่ก็ต้องอยู่ดูเขาเล่น เพราะอยู่กันหลาย ๆ คนบรรยากาศจะได้ไม่ดูเงียบ คืนนี้เองผมก็อยู่กับเขาจนถึงประมาณ ตี 2 เศษ ๆ ผมก็ไปยังร้านค้าเล็ก ๆ ในหมู่บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เราอยู่นัก ว่าจะไปดูการแข่งขันฟุตบอล
เพราะคืนนี้มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย ระหว่างทีมอาเซนอล vs ทีมบราเยิลมิวนิค ซึ่งก็ไปกับน้องที่ดูแลร้านค้านั้น ดูได้ประมาณ เกือบจะหมดครึ่งแรกหรือประมาณ 40 นาทีเศษ ๆ ครึ่งแรกยังไม่ทันจบ ไฟในร้านดับเฉย !!! ผมก็นึกว่าไฟคงดับจริง ๆ ละมั้ง แต่พอเปิดประตูออกมานอกห้องเห็นแสงไฟสว่างเลยครับ แต่เอ๊!!!!! แล้วทำไม ห้องนี้ถึงดับล่ะ ชานนท์มาแกล้งหรือป่าว และแล้วเรื่องของชานนท์ก็กระโจนเข้ามาในสมองของผมทันที ยิ่งตอนที่ชานนท์อยู่เป็นคนที่ชอบเตะบอล และชอบดูการแข่งขันฟุตบอลด้วย ผมคิดไปขนลุกไป มันมาจริงป่าววะ ยิ่งมืด ๆ ไฟก็มองไม่เห็น ผมก็เลยเผลอพูดไปว่า "ชานนท์อยากดูบอลเหรอ ก็มาดูด้วยกันดิ ไม่ต้องแกล้งกันหรอก" พูดแค่นั้นผมก็รีบออกมาข้างนอก แล้วก็ให้น้องไปเช็คไฟที่บ้าน เพราะไฟทีร้านนี้พ่วงมาจากบ้านอีกหลังหนึ่ง น้องก็บอกว่าไม่เห็นมีอะไรผิดปกตินี่ สวิตท์ไฟก็ไม่เด้ง ทุกอย่างอยู่ในสภาพโอเค (หรือปกติ,ไม่มีอะัไรเกิดขึ้นนั่นแหละ) แต่น้องก็ปลดคัตเอ้าท์ลงแล้วดันขึ้นไปใหม่ ไฟก็ติดครับ แหม !!! เล่นผมใจหายเลยนะครับชานนท์ ศพของชานนท์จะยังถูกเก็บไว้ในหมู่บ้านแห่งนี้หลายวัน เนื่องจากหมอผีไม่อยู่ ไปเสียศพในหมู่บ้านอื่นก่อน จึงต้องรอให้หมอผีกลับมาก่อนถึงจะทำพิธีได้..... หลังจากที่หมอผีกลับมาก็เริ่มทำพิธีแล้วไปฝังที่สุสาน... งานศพจึงแล้วเสร็จในเวลาประมาณ 24.00 น. ของวันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม 48 ชานนท์ก็ได้จากไปท่ามกลางความ งง ของทุกคนในหมู่บ้าน เวลาได้ล่วงเลยมานับสิบวัน แต่เรื่องเล่าของชานนท์ยังคงขับขานในหมู่บ้านแห่งนี้...

อยากบอกเพื่อนว่า
: สู่สุคติเถิด ชานนท์เพื่อนรัก เราหวังว่าการจากไปของเพื่อนจะเป็นอุทาหรณ์ให้คนที่ยังอยู่ตระหนักว่า บางครั้งชีวิตคนเราก็ช่างโหดร้ายเหลือเกิน ควรที่จะละความประมาทในชีวิตเสีย แล้วตั้งต้นขวนขวายพัฒนาตนเอง ให้เข้มแข็ง สามารถเผชิญกับปัญหาที่อาจผ่านเข้ามมาในชีวิต ด้วยท่าทีองอาจ และกล้าหาญ....

การเกิดมาของคนเราก็เหมือนละครเรื่องหนึ่งทีถูกสร้างขึ้นมา มีทั้งสุข ทุกข์ ยาก สบาย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามสักวันหนึ่งทุกคนก็ต้องตายจากไป เหมือนละคร ที่มีตอนจบ... ความตายก็คือ การพักผ่อนที่ยาวนานแสนนาน สุข สงบ และ สันติ บัดนี้พระเจ้าของเขา ได้มอบ ความสุข และ สันติ แก่เขาชั่วนิรันทร์

ระลึกนึกถึงส่วนดีของเขาเสมอ
ขอร่วมไว้อาลัย ........