หกเผ่าชาวดอย|เกี่ยวกับโครงการ|กระดานข่าว|สมุดเยี่ยม|English 
หน้าบ้าน กะเหรี่ยง ม้ง เมี่ยน ลาหู่ ลีซู อ่าข่า คะฉิ่น ดาราอั้ง
      เส้นทางลาดยางที่แยกจากถนนสายหลักระยะทางเกือบ 40 กิโลเมตร เป็นถนนสายที่คดเคี้ยวเลี้ยวลดผ่านภูเขาสูงสองฟากฝั่งที่ขนาบข้าง เบื้องล่างบางช่วงเป็นหุบเขาลึก ความอุดมสมบูรณ์ของป่าเขาทำให้สายลมหนาวในยามบ่ายยังคงพัดผ่านลมเย็นมาไม่จาง ตะวันส่องแสงแรงกล้ากลางฟ้าสีฟ้าใสไร้เมฆขาว แต่พื้นถนนกลับเปียกชื้น ฉันต้องขับรถจักรยานยนต์อย่างระมัดระวัง ทั้งความลาดชัน ความคดโค้งของดงดอย และถนนที่ลื่นด้วยไอเย็นของน้ำจากภูสูง ฉันใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงจากถนนสายหลัก กว่าจะมาถึงจุดหมายปลายทางที่ สำนักงานโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน จากจุดนี้จะมองเห็นหมู่บ้านมณีพฤกษ์ หมู่บ้านของชาวเขาเผ่าม้ง ตั้งเรียงรายลดหลั่นไปตามความลาดชันสูงต่ำของเทือกดอยภูคา
หมู่บ้านมณีพฤกษ์ ตั้งอยู่บนเทือกเขาของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เป็นหมู่บ้านชนเผ่าม้งดำ (ม้งจั๊ว) และมีชาวม้งขาว (ม้งด๊าว) ตั้งบ้านเรือนอยู่ไม่มากนัก บรรพบุรุษของพวกเขาอพยพมาจากประเทศจีน เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ณ ดงดอยแห่งนี้มานานหลายร้อยปี และเป็นระยะเวลาเกือบ 20 ปี ที่หมู่บ้านจงไผ่ ซึ่งเป็นชื่อเดิมของหมู่บ้านมณีพฤกษ์ ได้เข้าร่วมเป็นฐานที่มั่นในเขตน่านเหนือของเหล่าสหายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) พอฐานที่มั่นถึงกาลล่มสลายในปี พ.ศ. 2526 ชาวบ้านมณีพฤกษ์ก็ปักหลักตั้งบ้านเรือน ณ จุดเดิมที่บรรพบุรุษเคยอยู่อาศัย พวกเขาสร้างหมู่บ้านถาวรมา 23 ปีแล้ว

     ลักษณะบ้านม้งที่สร้างจากไม้ฟาก หลังคามุงหญ้าคาหรือมุงจากหายไป บ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านมณีพฤกษ์สร้างจากไม้ ไม่ว่าจะเป็นผนังหรือเสา หลังคามุงสังกะสีหรือกระเบื้อง ตัวบ้านเป็นบ้านชั้นเดียวปลูกค่อมพื้นบ้านที่เป็นพื้นดินทุบแน่น บ้านทุกหลังจะมีพื้นที่เป็นลานโล่ง สำหรับใช้ทำงานและกินข้าวร่วมกันของคนในครอบครัว ตัวบ้านไม่มีหน้าต่าง ในบ้านจะมีเตาไฟอยู่ 2 ขนาด คือเตาไฟเล็กใช้ประกอบอาหารในครัวเรือน และเตาไฟใหญ่สำหรับทำอาหารเลี้ยงแขกจำนวนมาก ส่วนพื้นที่ที่เป็นห้องนอนจะกั้นด้วยไม้หรือไม้ฟาก และมีแคร่ไม้ไผ่หรือไม้แผ่นยกสูงเป็นที่นอน

      ครอบครัวชาวม้งเป็นครอบครัวขยาย บ้านบางหลังมีเกือบ 10 ครอบครัวพักอาศัยอยู่ร่วมกัน อย่างที่ฉันได้สัมผัสที่หมู่บ้านมณีพฤกษ์ มีครอบครัวหนึ่งที่ฉันได้ฝากท้องไว้กับพวกเขา มีผู้อยู่อาศัยรวมกันทั้งหลัง 35 คน มีไม้กั้นเป็นห้องนอน 6 ห้อง แต่ท่ามกลางความคงเดิม ชาวม้งบ้านมณีพฤกษ์บางส่วนก็เริ่มสร้างครอบครัวแบบครอบครัวเดี่ยวบ้างแล้ว สังเกตได้จากขนาดของบ้านที่เล็กลง และมีไม้กั้นห้องเพียง 1 หรือ 2 ห้อง

     ภูมิศาสตร์ของหมู่บ้านมณีพฤกษ์อยู่บนดงดอยสูง แต่มีทางลาดยางจากถนนสายหลักมาจนถึงหน้าหมู่บ้าน ความงดงามของผืนป่าบนเทือกดอยภูคา รวมถึงการเป็นชนเผ่าที่ยังคงนับถือแบบดั้งเดิม มีการประกอบพิธีกรรมของชนเผ่าในทุกประเพณี ถือเป็นปัจจัยเหมาะสมที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยว สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความสงบ และต้องการเรียนรู้วัฒนธรรมชนเผ่า นี่คือความคิดของฉัน ที่มองว่าการท่องเที่ยวถือเป็นอีกหนึ่งรายได้ของชุมชน และเมื่อชาวบ้านมีทรัพยากรพร้อม พวกเขาคงจะเห็นเช่นเดียวกับฉัน

      เมื่อฉันมาถึงหมู่บ้านมณีพฤกษ์ยามดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ เป็นวันแรกของการเปิดงานปีใหม่ม้ง ในลานชุมชนทางเข้าหมู่บ้าน หนุ่มสาวชาวม้งดำในเครื่องแต่งกายครบเครื่อง ชายหนุ่มสวมเสื้อสีดำแขนยาว ปกสาบเสื้อด้านขวาป้ายทับซีกซ้ายของตัวเสื้อ ตลอดแนวสาบเสื้อประดับด้วยผ้าปักลวดลายของชนเผ่า กางเกงสีดำขากว้างพองด้านบน แต่ด้านล่างลีบเล็ก เป้ากางเกงหย่อนต่ำกว่าระดับเข่า มีผ้าสีแดงพันรอบเอวทับกางเกง ส่วนหญิงสาวสวมเสื้อสีดำปักลวดลายม้งตรงสาบเสื้อทั้งสองข้าง สวมกระโปรงสีครามเป็นจีบโดยรอบทอจากใยกัญชง ลวดลายกระโปรงมีทั้งการปักและย้อม มีผ้าเหลี่ยมผืนยาวปักลวดลายทับด้านหน้ากระโปรง ทั้งชายหนุ่มหญิงสาวชาวม้งกำลังโยนลูกช่วงกันอย่างสนุกสนาน ลูกช่วงทำจากเศษผ้า มีลักษณะเหมือนลูกบอลแต่ขนาดเล็กเหมาะมือ การโยนลูกช่วงเป็นการละเล่นของชาวม้งเพื่อความสนุกสนานในการฉลองเทศกาลปีใหม่ บริเวณรอบๆ ลานชุมชนมีชาวบ้านมาร่วมงานจำนวนมาก แต่มีรถยนต์ของนักท่องเที่ยวเพียงไม่กี่คัน พอเวลาใกล้พลบค่ำ เสียงเครื่องยนต์ก็เคลื่อนออกจากหมู่บ้าน ฉันชมการละเล่นโยนลูกช่วงจนอิ่มใจ ก็เริ่มเดินหาที่พัก เพราะคิดหวังไว้ว่าที่นี่น่าจะเป็นหมู่บ้านโฮมสเตย์ อีกทั้งเป็นหมู่บ้านที่มีบ้านเกิน 100 หลังคาเรือน คงพอมีที่พักสำหรับคนผ่านทาง

      ความคิดของฉันผิดถนัด ที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยว แต่โชคดีที่ฉันมาเที่ยวคนเดียว จึงได้ที่พักพิงที่บ้านของผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีอายุเพียง 26 ปี ถือเป็นผู้นำหมู่บ้านที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่ฉันเคยผ่านพบมา ที่นี่ฉันได้รับรู้ความรู้สึกและแนวคิดของคนในชุมชนจากผู้เฒ่าหลายคนที่มีโอกาสได้สนทนา เมื่อก่อนหมู่บ้านมณีพฤกษ์เคยเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่คนที่มีรายได้หลักกลับกลายเป็นคนนอกที่พานักท่องเที่ยวมาพัก ชาวบ้านรับรู้ถึงความไม่เป็นธรรมจึงไม่เปิดเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเช่นเดิม แต่ปัจจัยหลักที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว จึงยังมีผู้คนมาชมหมู่บ้าน ชมวิถีชีวิตอย่างสม่ำเสมอ ถ้านักท่องเที่ยวกลุ่มใดอยากพักค้างคืน ชาวบ้านจะจัดให้พักที่โรงเรียน แต่ถึงชาวบ้านไม่เปิดหมู่บ้านให้นักท่องเที่ยวมาพักเป็นกิจจะลักษณะ แต่พวกเขาก็ไม่ปิดกั้นการเข้ามาท่องเที่ยวหรือเรียนรู้ของคนภายนอก นี่คือคำบอกเล่าของพ่อเฒ่าผู้หนึ่ง ที่ลูกหลานในบ้านถอดความเป็นภาษาไทยให้ฉันได้รับรู้

      จากการพูดคุยทำให้ฉันรู้ว่า ชาวม้งที่บ้านมณีพฤกษ์เชื่อว่า พวกเขาสามารถสร้างรายได้ของชุมชนได้โดยไม่ต้องพึ่งการท่องเที่ยว พวกเขามีอาชีพทำการเกษตรบนที่สูง แม้พื้นที่หมู่บ้านจะถูกจำกัดเพราะอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ แต่พวกเขาก็ได้สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง โดยมีรายได้จากภาคการเกษตรเป็นหลัก การไม่พึ่งพิงรายได้จากการท่องเที่ยว ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาปิดกั้นการเรียนรู้หรือแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่แตกต่าง พวกเขาเต็มใจและยินดีให้ผู้คนมาศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตของชนเผ่าม้ง อีกทั้งพวกเขาก็สนับสนุนการเรียนรู้เพื่อให้เท่าทันโลกกว้าง จะเห็นได้จากเยาวชนหญิงชายในหมู่บ้านได้รับการศึกษาเป็นจำนวนมาก ทั้งระดับมัธยมศึกษา รวมถึงระดับปริญญาตรี แต่เยาวชนเหล่านี้แม้จะไปอยู่พื้นราบเพื่อศึกษาในระบบ แต่หญิงสาวก็ยังปักผ้าม้งได้ ชายหนุ่มก็ยังปลูกพืช ทำไร่บนดอยได้ อาจเป็นเพราะว่าหมู่บ้านมณีพฤกษ์มีผู้เฒ่าหลายคน ที่มีคลังความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมของชนเผ่าม้ง คอยเป็นที่ปรึกษาและถ่ายทอดสิ่งที่ดีงามของชนเผ่าแก่ลูกหลาน

      มณีพฤกษ์จึงถือว่าเป็นหมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาในเรื่องสาธารณูปโภค และการศึกษา แต่พวกเขาก็ยังประกอบพิธีกรรมบูชาเซ่นไหว้บรรพบุรุษทุกประเพณี ฉันโบกมือลาความสวยงามของธรรมชาติบนดงดอยสูง ความสงบของหมู่บ้านมณีพฤกษ์ที่ตั้งตระหง่านกลางเทือกเขา และงานปีใหม่ม้งที่สนุกสนาน แต่ฉันก็ยังคงจำคำพูดของพ่อเฒ่าผู้หนึ่งไม่รู้ลืม “ ถ้าจะตัดต้นไม้ ตัดใบ ยอด กิ่ง ก้านไปได้ แต่อย่าตัดทั้งราก ทั้งโคน ” ฉันจึงไม่แปลกใจเลยที่พวกเขายังคงรักษาวิถีชีวิต วัฒนธรรมชนเผ่าม้งไว้ได้อย่างมั่นคง เหนียวแน่น และไม่เสื่อมคลาย


คุณคิดอย่างไง ให้เราได้รับรู้ด้วยคะ

tee: test to new article
  (30.03.2006, 14:03)


ญี่ปุ่น: ถือว่าเป็นหมู่บ้านที่โชคดีการคมนาคมถึงแล้ว เด็กๆจะได้รับการศึกษาที่ดี ขอให้พี่น้องชาวม้งจงรักษาประเพณี อย่าให้การท่องเที่ยวมาทำลายความเป็นชนชาวม้งของคุณเสีย แต่ดีใจที่มีผู้ที่เข้าใจหยิบเรื่องราวมาให้กระผมได้อ่าน ขอให้คุณผู้เขียน นำสิ่งดีๆให้ชาวโลกได้รู้จักพวกเขามากขึ้นและเข้าใจพวกเขา ขอบคุรแทนทุกๆคน
  (04.04.2006, 12:18)


นุ: อยากไปเที่ยวจัง
  (03.05.2006, 22:19)


สงวน: อยากไปเที่ยว
  (28.06.2006, 09:34)


หญิง: เห็นภาพข้างบนสุดแล้วรู้สึกดีจังเลย มันให้ความรู้สึกเหงาปนเศร้า แต่ก็สุขในทีด้วย ถ้าว่างอยากไปเที่ยวจัง
  (20.07.2006, 09:56)


หนึ่ง: ดูแล้ว มีความรู้สึกว่าสงบ น่าไปเที่ยว ถ้ามีโอกาสสักครั้งในชีวิตก็อยากจะไป
  (05.08.2006, 15:02)


โม: ขอบคุณความรู้สึกดีๆ นำความสุขใจมาให้แก่กัน ขอบคุณจริงๆ
  (31.08.2006, 19:18)


นายสุชิน ฤทธิบุตร (สระบุร: ผมเคยไปดอยภูคาเมื่อปี 2538 รู้สึกมีความประทับใจในความงามของดอยภูคา และผมเคยขึ้นไปนอนบนดอยภูคาที่มีแต่ความหนาวเย็น ผมประทับใจอย่างมาก ถ้ามีโอกาสอีกครั้งหนึ่ง ผมจะไปเยี่ยมเยียน "ดอยภูคา"
  (04.01.2007, 14:25)


jenda: อยากไปเท่ยวจัง เอาไว้มีโอกาศแล้วจะไปเท่ยวอยากต้องรับเราล่ะ
  (18.06.2007, 10:22)


เนาวรัตน์: รักชาวม้งทุกคนนะคะ
  (02.07.2007, 10:40)


mim: เห็นภาพแล้วคิดถึงบ้านเพราะภาพเหล่านี้คือบ้านหนู
  (02.07.2007, 10:43)


ก๊างเย่: บ้านที่ไหนนะเราไปเที่ยวจังเราก้อเปนคนๆๆหนึ่งนะ
  (24.08.2007, 19:20)


หนุ่มกรุงเทพฯ: ผมผิดอะไร เคยได้ยินว่าคนกรุงฯชอบหลอกลวงสาวเหนือต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แล้ว ขอความเป็นธรรมตัดสินด้วยว่ากรณีนี้ใครผิด เรื่องก็คือ ผมได้รู้จักกับสาว บ้านเลขที่ 39 หมู่ 14 ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่บ.แห่งหนึ่งจ.สมุทรสาคร เธอน่ารักนะเมื่อใกล้ชิดความสัมพันธ์ก็มากขึ้น ผมตั้งข้อแม้ไว้ว่าช่วงเวลาที่คบกันขอให้เธอบอกหรือเล่าความจริงทุกอย่างให้รู้ทั้งหมดห้ามโกหกปิดบังต่อกัน การกระทำที่แสดงออกมาของเราทั้งสองคนและผู้คนรอบข้างได้รู้ว่าเราเป็นแฟนกัน จนเราได้เสียกัน ผมพร้อมที่จะรับผิดชอบทุกอย่างที่ได้ล่วงเกินเธอไป เพราะว่าผมรักเธอ แต่แล้วคืนหนึ่งจู่ๆเธอก็บอกกับผมว่า เธอมีความจริงจะสารภาพกับผม "พี่เราเลิกกันเถอะ พี่ไม่ใช่คนแรกของน้อง น้องมีคู่หมั้นแล้วเรียนอยู่ที่ จ.เชียงราย รอกลับไปแต่งงาน คิดเสียว่าคำพูดที่น้องเคยบอกว่ารักพี่ น้องโกหกก็แล้วกัน ที่ผ่านมาก็แค่สนุกๆ เราทั้งสองต่างก็มีความสุขด้วยกัน อย่าไปคิดอะไรมาก เพราะว่าน้องเคยผ่านผู้ชายมาแล้ว 2 คน พี่นะเป็นคนที่ 3 " เหมือนฟ้าผ่าเข้ามาที่กลางหัวใจ กับคำพูดของสาวที่รัก ( กฤษณา จางวัน น้องติ๋ว )ชาตินี้ผมจะไม่มีวันลืมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ความจริงผมไม่เสียหายอะไร มีก็แต่เสียความรู้สึก ผมได้รู้ความจริงว่าเธอประชดแฟนที่ทะเลาะกันโดยใช้ผมเป็นเครื่องมือหรือเกมส์ในการดึงแฟนกลับมา ยอมลงทุนใช้ร่างกายเข้าแลก "ก่อนเอ่ยคำว่ารักให้กับใคร โปรดจงตรองใจดูให้ดี อยากให้ลองคิดดูอีกที ว่าใจดวงนั้นมันว่างไหม อย่าเอ่ยคำว่ารักให้กับฉัน หากว่ารักนั้นยังสั่นไหว อย่าหลอกกันให้รักแล้วจากไป ปล่อยให้จิตใจต้องเปลี่ยวเหงา ตรองดูให้ดีว่ารักที่มีต่อกัน ที่เธอให้ฉันมันซ้ำมันซ้อนกับใคร อย่าให้ต้องซ้ำเพราะความที่ไม่แน่ใจ ว่าสิ่งใดคือรักที่แท้แน่นอน อย่าเอ่ยคำว่ารักมาอีกเลย ปล่อยให้ลงเอยให้ผ่านไป อยาเอ่ยคำว่ารักให้เจ็บใจ ปล่อยให้ผ่านไปก็คงลืม"ทำได้อย่างไรโกหกผม โกหกแฟน และสำคัญที่สุดก็คือ โกหกตัวเอง ในเมื่อตัวเองยังไม่รักตัวเอง ก็อย่าหวังว่าชาตินี้จะมีใครรักอย่างจริงใจโดยเฉพาะแฟนที่ขนาดเรื่องสำคัญขนาดนี้ยังกล้าทำ บาปกรรมนี้จะติดตัวไปจนตาย สุดท้ายนี่ฝากสอนไว้ว่า จงซื่อสัตย์กับตัวเองและคนที่เรารัก อย่าได้คิดนอกใจอีก มีแฟนแล้วจะประชดแฟนอย่าได้ทำอีกมันไม่ดี
  (25.09.2007, 17:24)


วิริยะบัณฑิต คีรีธีระกุล: ขอบคุณมากๆพี่ที่ช่วยโปรโมทหมู่บ้านของผม ผมเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่จากบ้านเพื่อมาศึกษาหาความรู้อยู่ในเมืองกรุงที่ที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิตที่แตกต่างจากความเป็นอยู่บ้านผมเป็นอย่างมาก โดยส่วนตัวผมว่าหมู่บ้านผมเปลี่ยนไปเยอะ แนวทางการดำรงชีวิตบางอย่างของชาวบ้านได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นัก ผมยังอยากเห็นความเป็นอยู่ของหมู่บ้านเมื่อตอนผมเรียนประถม

ในสมัยที่ผมเรียนประถมนั้น ที่หมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้า ถนนลาดยางยังไม่มี ทีวีมีที่บ้านัพกครูเครื่องเดียว จำได้ว่าพวกเราชอบได้ดูเปาปู้นจิ้นที่บ้านพักครูในตอนกลางคืนทางช่อง 3 ในช่วงฤดูหนาวที่ฝนไม่ตกแล้ว ผมและเพื่อนๆในหมู่บ้าน ชอบออกมาวิ่งเล่นในคืนที่พระจันทร์ส่องทั่วฟ้าและมีดวงดาวเต็มท้องไปหมด แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีภาพแบบนี้ให้เห็นแล้ว ถึงแม้ว่าดวงดาวยังเต็มท้องฟ้าผืนกว้างใหญ่เหมือนเมื่อก่อนก็ตาม

ผมมีความรู้สึกว่า เพื่อนๆที่หมู่บ้านเริ่มจากไปที่อื่นทีละคนๆ สำหรับผมนั้นได้กลับบ้านแค่ปีละหนึ่งครั้งซึ่งถือว่าน้อย และทุกทีที่ผมกลับบ้านก็เห็นแต่คนแก่และเด็กๆ รวมทั้งคนวัยทำงานที่ผมเคยเห็นเมื่อตอนเด็กๆ แต่เด็กรุ่นใหม่หายไปหมด นี่ผมทิ้งหมู่บ้านผมไปหรือ????

ผมต้องกลับไปที่หมู่บ้านของผม หมู่บ้านมณีพฤกษ์แน่นอน ผมจะไม่ทิ้งหมู่บ้านของผม ผมพยายามคิดอยู่ทุกวันว่าผมจะได้อะไรให้หมู่ย้านของผมได้บ้างเมื่อผมกลับบ้าน ผมอยากให้ที่หมู่บ้านร่วมกันอนุรักษ์ป่าต้นน้ำมากกว่าปัจจุบันนี้ ผมชอบอ่านแนวทางพัฒนาของในหลวง เพราะผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาหมู่บ้านของผมให้เป็นหมู่บ้านที่ยั่งยืนได้

ผมหวังว่าเพื่อนๆน้องๆในหมู่บ้านมณีพพฤกษ์คงมีความคิดเดียวกันอย่างผม แลเราคงได้อยู่ร่วมกันในหมู่บ้านของเราในอนาคตอันใกล้นี้อย่างมีความสุขเช่นแต่ก่อน
  (03.10.2007, 15:44)


เด็กในหมู่บ้านย: อยากฝากบอกทุกๆคนเพื่อนร่วมเรียน ป.6 ร่นเพื่อน เกรียงไกร (หัวหน้าห้องของเรา) อยากบอกว่ามีเพื่อนคนหนึ่งทางนี้ยังคิดถึงทุกคนนะ ไม่ทราบเพื่อนๆจะมาอ่าเจอหรือเปล่า กลับบ้านทักทายกันหน่อยนะ จากเพื่อนร่วมเรียน (ร.ร.มณีพฤกษ์ )
  (17.10.2007, 14:58)


สาวเหนือผู้ไม่งดงาม: ความรักของหนุ่มกรุงเทพ เป็นข้อคิดเตือนใจได้ดีมากค่ะ
จริงแล้วที่ว่า เมื่อมีคนรักแล้วต้องมีความซื่อสัตย์ต่อกันและกัน
ถึงไว้วางใจกันได้ ขอบคุณที่ยังมีคนคิดเหมือนฉัน
  (27.12.2007, 10:27)


ความเห็นของคุณ

ชื่อ:
อีเมล์ หรือ โฮมเพจ:

เข้าพิพิธภัณฑ์ : เกี่ยวกับโครงการ : กระดานข่าว : สมุดเยี่ยม : ติดต่อเรา : English Version
ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ โดย ฅนบ้านนอก เจ้าของเว็บ "มูลนิธิกระจกเงา"
รูปภาพและข้อมูลภายในเว็บไซต์แห่งนี้ หากท่านประสงค์จะนำไปเผยแพร่่ สามารถเผยแพร่ได้
JavaScript Menu By Milonic.com