“ จริงๆ แล้ว นามสกุลของหนูไม่ใช่นามสกุลตามบัตรนี้นะพี่ แต่เขาสะกดไม่ได้ เขาก็เลยเขียนนามสกุล ที่เป็นนามสกุลส่วนมากของคนอาข่าให้ หนูไม่พอใจเลย แต่ไม่รู้จะทำยังไง ”

...ข้อมูลจากเยาวชนหญิงชนเผ่าอาข่าคนหนึ่งที่ฉันมีโอกาสได้คุย เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันในหลายประเด็น แต่พอฉันนำหัวข้อสนทนาเข้าสู่เรื่องประสบการณ์ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีของชาวเขาในมุมมองของรัฐหรือคนพื้นราบ
ทั่วไป รอยยิ้มของเธอก็จางหาย น้ำเสียงและใบหน้าที่สดชื่นเริ่มสลด

“ ถึงเขาจะสะกดนามสกุลหนูไม่ถูกนะพี่ เพราะการออกเสียงภาษาอาข่ากับการเขียนตัวหนังสือไทยไม่ตรงกันอยู่แล้ว แต่เขามีสิทธิ์อะไรมาเปลี่ยนนามสกุลของหนู ”

ฉันพยักหน้าเห็นด้วยกับทรรศนะของเธอ เพราะในความคิดเห็นของฉัน เจ้าหน้าที่รัฐน่าจะมีความตั้งใจ มากกว่านี้ใน การสะกดนามสกุลให้ตรงหรือใกล้เคียงกับการออกเสียงภาษาอาข่ามากที่สุด ไม่ใช่ตัดสินแก้ปัญหาด้วยการ ใส่นามสกุล ที่เป็นสกุลส่วนใหญ่ของคนอาข่า เหตุการณ์นี้ทำให้ฉันกล้าพอที่จะแสดงทรรศนะออกมาว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่ใส่ใจ ความ เป็น ไปของคนบนที่สูง อาจเป็นเพราะทัศนคติของพวกเขาเองที่มองว่าชาวเขาไม่ได้มีความสำคัญในฐานะเป็นพลมืองของรัฐไทย ก็มีความเป็นไปได้

เรื่องราวแรกได้พรั่งพรูออกมาแล้ว ฉันก็ได้รับรู้เรื่องราวอื่นๆ ที่น้องคนนี้ได้ผ่านพบ

“ ถ้าชาวเขายากจน เจ้าหน้าที่ก็จะมองว่าเป็นปกติธรรมดาที่ต้องยากจน แต่ถ้าชาวเขาคนไหนมีฐานะขึ้นมา ก็จะถูกจับผิดว่าต้องค้ายา ค้าอาวุธ มันก็คงมีบ้างแต่ไม่ทั้งหมด แต่ทำไมเขาไม่คิดว่าชาวเขาที่ทำไร่ชา ปลูกผักบนดอยก็สามารถสร้างฐานะขึ้นมาได้เหมือนกัน ”

เมื่อเธอเอ่ยถึงประเด็นยาเสพติดและเรื่องการทำไร่บนที่สูงขึ้นมา ทำให้ฉันนึกถึงแบบเรียนสมัยเด็กๆ ที่ท่องมาจนจำขึ้นใจว่า “ ชาวเขาทำไร่เลื่อนลอย ” หรือแม้แต่ความเป็นคนบนดอยที่คนข้างล่างติดภาพลักษณ์ว่า “ เป็นคนตัดไม้ทำลายป่า ” หรือ “ ชาวเขาปลูกฝิ่น ” ฉันในฐานะที่เป็นคนพื้นราบคนหนึ่ง จึงค้นหาข้อเท็จจริงในภาพลักษณ์นี้ทันที

เธอไขข้อสงสัยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่กระแสเสียงที่ฉันสัมผัสกลับสั่นไหว เธอบอกว่า ชาวเขาไม่ได้ทำไร่เลื่อนลอย แต่เป็นการทำไร่หมุนเวียน ซึ่งถือเป็นระบบการผลิตที่เก่าแก่สืบทอดกันมานาน เป็นกระบวนการเพาะปลูกแบบผสมผสาน พวกเขาจะแผ้วถางป่า เผาไร่ ก่อนเพาะปลูก และเก็บเกี่ยวผลผลิต พร้อมกับปล่อยให้พื้นที่ป่าได้รับการพักฟื้นตามสภาพดิน อีกทั้งพวกเขายังเพาะปลูกข้าวหมุนเวียนกับพืชชนิดอื่นด้วย

“ การเพาะปลูกอยู่ที่เดิม ไม่ใช่การทำไร่เลื่อนลอย เราปลูกพืชหมุนเวียนเหมือนที่ปู่ย่าตายายปลูกมา ฤดูนี้ปลูกข้าว ฤดูนั้นปลูกข้าวโพด และไม่ได้ปลูกอย่างเดียว ปลูกทั้งผักกาด มะเขือเทศ ปลูกพริกด้วย พืชพันธุ์ทุกอย่างที่เราต้องกิน การที่เราย้ายที่ไปเรื่อยๆ เพราะป่าที่เคยเพาะปลูกกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษกลับกลายเป็นป่าสงวน เป็นเขตอนุรักษ์ต่างหาก คนเขียนแบบเรียนเป็นคนข้างล่างที่ไม่เข้าใจชีวิตของพวกเรา เขามีสิทธิ์อะไรถึงมาตัดสินว่าเราทำไร่เลื่อนลอย ”

เธอย้อนเรื่องราวของภาพลักษณ์ที่ว่า ชาวเขาเป็นคนตัดไม้ทำลายป่าให้ฟังว่า ชาวเขาตัดไม้ในป่าเพื่อประกอบอาชีพ ตัดเฉพาะบริเวณที่ต้องทำไร่ ไม่ใช่ตัดในพื้นที่ที่กว้างขวาง และไม่ได้ตัดเพื่อค้าขาย หรือนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้าน เพราะบ้านของพวกเขานั้น แค่ไม้ไผ่ หญ้าคา ก็เพียงพอแล้ว เธอเล่าว่าตนมีโอกาสได้พูดคุยกับพ่อเฒ่าอาข่าคนหนึ่ง พ่อเฒ่าตัดไม้ต้นใหญ่ 1 ต้น เพื่อทำไร่ แต่ไม่รู้ว่าจะนำไม้ไปทำอะไร ก็เลยเผาทิ้ง ถ้าเป็นคนอื่น ไม้ใหญ่แผ่นนั้นคงสร้างเงินให้พวกเขาหรือบันดาลตู้ เตียง โต๊ะไว้ประดับบนบ้านของพวกเขาแล้ว

“ จริงๆ แล้วการตัดไม้ในบริเวณกว้าง ถ้าไม่มีการสัมปทานป่าจากรัฐ นักธุรกิจมาจ้างชาวเขาตัดเพื่อการค้า พวกเราก็คงไม่ถูกตราหน้าว่าทำให้ป่าหมด เป็นคนทำให้น้ำท่วมหรอก ก็ป่าเป็นแหล่งดูดซับน้ำ และน้ำก็ต้องไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ พอน้ำท่วมในที่ต่ำ คนก็เข้าใจว่าป่าบนที่สูงหมด แล้วใครล่ะอยู่บนที่สูง ถ้าไม่ใช่ชาวเขา แต่พี่ดูแผนที่ประเทศไทยนะ พื้นที่ที่ไม่มีชาวเขาอยู่อาศัยเลย แล้วทำไมป่ายังหมดอีก ”

“ แล้วเขามาจ้างตัดไม้ ก็ไม่ต้องตัดก็ได้นี่ ” ฉันถามด้วยความไม่เข้าใจ

“ ความยากจนนะพี่ ไม่มีอาชีพก็รับจ้างทั่วไป ชาวเขาเมื่อก่อนไม่ได้มีความรู้มากมายเหมือนสมัยนี้ พอป่าหมด เพราะน้ำมือของใครก็ไม่รู้ แทนที่จะแก้ปัญหาที่ความยากจน ที่เป็นสาเหตุหลัก ก็ย้ายคนบนดอยลงมาอยู่บนพื้นราบ เพื่อรักษาป่าไว้ ทีนี้ยิ่งจนไปใหญ่ ที่ดินที่ปลูกผักทำไร่ได้ก็ยิ่งน้อย อะไรๆ ก็บีบคั้นไปหมด ”

“ แล้วเรื่องฝิ่นล่ะ ตอนนี้ไม่มีการปลูกแล้วนี่ พี่ว่าคนข้างล่างเขาก็คงจะลบภาพในมุมนี้ออกไปแล้วล่ะ ”

เธอนิ่งไปสักพักก่อนจะเอ่ยคำตอบออกมาว่า ในอดีตชาวเขาปลูกฝิ่นเพื่อเป็นยา แต่ก็มีการเสพติดด้วย เข้าทำนองที่ว่าปลูกเองเสพเอง แต่ไม่มีการปลูกเพื่อทำการค้าในระดับธุรกิจ เธอยืนยันว่าภาพของดอกฝิ่นที่ชูช่อเต็มทั่วหุบเขานั้น เป็นดอกฝิ่นสำหรับการค้าของนักธุรกิจจากถิ่นอื่น ภาพดอกฝิ่นกับชาวเขาจึงยังอยู่ในความทรงจำของหลายๆ คน พร้อมๆ กับการรับรู้ภาพใหม่ระหว่างคนบนดอยกับดอกไม้หรือพืชพันธุ์เมืองหนาว

ในขณะที่ฉันตื่นเต้นกับข้อมูลที่ได้รับรู้ ส่วนเธอก็กระตือรือร้นในการถ่ายทอดข้อมูล เสียงของภาพยนตร์โฆษณา จากโทรทัศน์ก็กระทบเข้าสู่โสตประสาท ของเราสองคน “ ขักรกภาษาติ๊กครับ ” ฉันผู้เคยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับสำเนียงภาษาที่น่ารักของชาวเขา ที่สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อโฆษณา ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์นำมาล้อเลียนเพื่อสร้างความตลกขบขันและสนุกสนาน แต่เวลานั้นฉันลอบมองใบหน้าของเธอ

“ เรื่องสำเนียงนี่ เขาก็ขยันเอามาล้อจริงๆ เลยนะพี่ ก็เราไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลักนี่ เวลาพูดมันก็เพี้ยนบ้างสิ แต่อย่างน้อยเราก็ยังพูดภาษาไทยได้ แต่คนจากที่อื่นกลับพูดหรือฟังภาษาเราไม่ออก หนูว่ามันน่าภูมิใจมากกว่า ”

ฉันพยักหน้าเห็นด้วย ในความเห็นของฉัน ภาษาของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ถือเป็นเอกลักษณ์ ถือเป็นภูมิปัญญาที่ล้ำค่าทีเดียว ฉันเห็นว่าการมีวัฒนธรรม ขนบประเพณีที่ดีงาม ควรจะรักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนและมั่นคง ซึ่งเธอก็เห็นด้วยกับความเห็นนี้เช่นกัน

บทความนี้ เพียงเพื่อต้องการสะท้อนสิ่งที่คนอยู่บนดอยคิดและรู้สึก โดยผ่านการพูดคุยกับเยาวชนอาข่าผู้หนึ่ง เพื่อให้คนพื้นราบได้เข้าใจในความเป็นชาวเขา เพราะฉันเชื่อว่าทัศนคติเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีหรือไม่ดีระหว่างบุคคลหรือมวลชน ทัศนคติเชิงบวก ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อแต่ละวิถีของคนหลากหลายชาติพันธุ์ จะทำให้คนที่อยู่อาศัยบนผืนแผ่นดินเดียวกันได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสุข สงบ และสันติ