ปลายฤดูหนาวย่างกรายเข้าฤดูแล้ง ใบไม้สีเขียวร่วงโรยลงจากต้น กลายเป็นสีน้ำตาลปกคลุม ทั่วขุนเขา ระยะทางจากตัวเมืองสู่ดอยสูง ปรากฏแสงจากเปลวไฟลุกโชนเป็นช่วงๆ ถนนที่เคยลื่นใน หน้าฝน สายลมเย็นที่เคยพัดผ่านในฤดูหนาว จางหายไป การเดินทางไปบนดอยในต้น ฤดูแล้งแบบนี้จึงได้สัมผัสเฉพาะความแห้งของป่าเขา พื้นที่ป่า 8 , 000 ไร่ ที่รายล้อมหมู่บ้าน หนองเต่า หมู่บ้านปวาเกอญอเล็กๆ กลางหุบเขาแม่วาง ก็ลดความเขียวขจีลงอย่างเห็นได้ชัด
ที่นี่ ฉันเดินทางไกลกว่า 40 กิโลเมตร จากตัวอำเภอแม่วาง จ.เชียงใหม่ เพื่อมาคารวะ มาขอความรู้กับ พะตีจอนิ โอ่โดเชา หรือลุงจอนิ ผู้ที่สร้างคุณประโยชน์ต่อการคงอยู่ของป่าเขา ลำเนาไพรในบ้านเกิดรวมไปถึงป่ากว้างทั่วแผ่นดินไทย ผู้ที่คนในสังคมยกย่องให้เป็น ปราชญ์ชาวบ้านแต่พะตีปฏิเสธคำกล่าวนี้อย่างสิ้นเชิง , ผู้ที่นำปรัชญาของชนเผ่าปวาเกอญอ ที่ผูกพันกับทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติ มาเป็นแนวทางการสร้างและรักษาป่าในหลายพื้นที่ วันนั้น ฉันได้มีโอกาสได้รับรู้ปรัชญาหลายๆ อย่างของชนเผ่าปวาเกอญอ


พะตีจอนิ โอ่โดเชา

พะตีเล่าถึงปรัชญาของชนเผ่าปวาเกอญอที่มีสายสัมพันธ์ผูกพันกับธรรมชาติ ปวาเกอญอ เชื่อว่าชนเผ่าของตนจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่ร่วมกัน เพราะคนจะมีขวัญอยู่ในร่างกาย 37 ขวัญ ขวัญภายในร่างกายมีอยู่ 5 ขวัญ นอกจากนั้นอีก 32 ขวัญ จะเป็นขวัญจากสรรพสิ่งในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือเหล่าสรรพสัตว์ ดังนั้น ชาวปวาเกอญอจึงมีพิธีกรรมเลี้ยงผี ไม่ว่าจะเป็นผีน้ำ ผีฟ้า ผีป่า ผีภูเขา ใน 1 ปี พวกเขาจะเลี้ยงผี 2 ครั้ง คือหลังเก็บเกี่ยว 1 ครั้ง และช่วงฤดูฝนอีก 1 ครั้ง เพราะชีวิตผูกพันกับธรรมชาติ คนกินน้ำก็ต้องรักษาผืนน้ำ กินผืนดินก็ต้องรักษาผืนดิน ทุกสรรพสิ่งมีวิญญาณ มีขวัญของตนเอง เฉกเช่นที่คนมีขวัญ นี่คือที่มาที่ไปของความผูกพันระหว่างธรรมชาติและชาวปวาเกอญอผู้อยู่กับน้ำกับป่า

ความเชื่อในเรื่องขวัญ ซึ่งเป็นสิ่งไม่มีตัวตน ชาวปวาเกอญอจึงมีการเรียกขวัญ คือพิธีผูกข้อมือ ชนเผ่าปวาเกอญอจะมีพิธีผูกข้อมือปีละ 2 ครั้ง คือต้นปีและกลางปี หรือในยามที่ล้มป่วยหรือโอกาสพิเศษที่ลูกหลานกลับมาเยี่ยมบ้าน พะตีเล่าถึงที่มาของการผูกข้อมือว่า บรรพบุรุษของปวาเกอญอมีศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาติ นับถือสิ่งที่ธรรมชาติสร้าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ฟ้า ป่า เขา ความผูกพันทำให้ต้องรักษาและหวงแหน แต่ปัจจุบันคนนับถือเงินเป็นหลัก ลืมนึกถึงคำสอนของบรรพบุรุษที่เล่าสืบต่อกันมาว่า

เงินควรอยู่แค่ในกระเป๋า ในถุง ไม่ใช่เอาไว้ที่หัว ถ้าเงินเป็นใหญ่ เงินทำให้คนอยากจะมีอำนาจ เงินจะปิดตา ปิดใจ ปิดวิญญาณ ปิดขวัญที่มีในร่างกายมนุษย์ 5 ขวัญ เมื่อขวัญ 5 ขวัญตาย ร่างกายมนุษย์ก็จะตายไปด้วย ในร่างกายของมนุษย์ มีส่วนหนึ่งเป็นคน ส่วนหนึ่งเป็นสัตว์ ขึ้นอยู่กับว่าจะยึดสิ่งไหนเป็นใหญ่กว่า ถ้าปล่อยให้ข้างสัตว์เป็นใหญ่ ก็เป็นการต้องการอำนาจที่จะครอบครอง ฉะนั้น ต้องตั้งสติให้ส่วนคนที่อยู่ในร่างกายเป็นใหญ่ จะได้มีใจที่รู้จักการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน

“ ลุงเคยได้ยินมาว่า เงินทองเป็นของปลอม อาหารพืชผักเป็นของจริง ความอร่อยคือข้าว ความสวยงามคือน้ำใจ ถ้าเราเอาธรรมชาติเป็นตัวตั้ง จะเห็นว่าเงินควรอยู่แค่ในกระเป๋าจริงๆ ไม่ใช่ในหัว แต่เดี๋ยวนี้ความอร่อยก็ยังเป็นข้าวอยู่ แต่ความสวยงามคือเงินตรา ” พะตีพูดไปหัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะชี้มาที่ฉันแล้วถามว่า “ หนูมีเงินหรือเปล่าล่ะ ถ้ามีเงินก็มีความสวยงาม ” ฉันได้เพียงแค่ยิ้ม ถ้ามุมมองของคนส่วนใหญ่เป็นไปอย่างที่พะตีบอก ใบหน้าของฉันที่ไม่สวยงามอยู่แล้ว ก็คงยิ่งไม่น่ามองมากขึ้นไปอีก

“ ปวาเกอญอเชื่อว่าวิญญาณมีอยู่ทุกส่วน ลูกหลานไปเรียนข้างนอก มองแค่ปัจจุบันลืมนึกถึงอดีต ลืมผีปู่ย่าของตนเอง มนุษย์ชอบคิดว่าตนเองอยู่เหนือธรรมชาติ โดยไม่คิดว่าจริงๆ แล้ว คนอาจเกิดมาจากดินน้ำลมไฟก็ได้ ถ้าวันหนึ่งภูเขาระเบิด สิ่งมีชีวิตอาจปลิวจนกลายเป็นฝุ่นเป็นลม ธรรมชาติต้องหมุนเวียน โลกนี้ไม่ใช่มีแค่สิ่งมีชีวิต แต่ชีวิตต้องผสมผสาน สัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ คนปัจจุบันนอกจากลืมนึกถึงธรรมชาติแล้ว ยังต้องการยึดครองอีก การจะสร้างความสมดุล เราต้องคืนดีกับธรรมชาติ ไม่ใช่การต้องการเป็นเจ้าของ ”

การได้มานั่งสนทนากับพะตี ฉันไม่ได้เรียนรู้เฉพาะเรื่องธรรมชาติเท่านั้น แต่พะตียังมีความรู้กว้างในหลายๆ ด้าน ธรรมชาติที่พะตีกล่าวถึงมีนัยยะซ่อนอยู่ข้างใน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับจิตใจ และการดำเนินชีวิต

พะตีบอกว่าการมองอะไรต้องมองเป็นองค์รวม ไม่ใช่มองแค่เพียงซีกเดียว จบประโยคพะตีก็กางแผนที่ประเทศไทยให้ฉันดู ชี้ไปตรงพื้นที่ที่เป็นสีเขียว “ ชาวเขาอยู่กับป่า พอป่าหมดคนข้างล่างก็บอกว่าชาวเขาเป็นคนตัด แล้วทำไมชาวเขาไม่อยู่ป่า ป่าก็หมดเหมือนกัน ทั้งกรุงเทพ ทั้งภาคกลาง ภาคอีสาน ไม่มีชาวเขา หาสีเขียวแทบไม่เจอ เหมือนที่เขาบอกว่า ลาว กัมพูชา พม่า เป็นอาณานิคม แต่พอเจ้าของอาณานิคมออกไป เขาก็สามารถฟื้นป่าได้ แต่ไทยเป็นเอกราชไม่ตกเป็นอาณานิคมของใคร แต่หมดยุคอาณานิคม ไทยกลับต้อนรับชาวต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงาน ตั้งบริษัทสัมปทานป่าไม้ ป่าก็หมด อย่างนี้เขาเรียกว่ามองแค่ซีกเดียว การทำงานต้องเข้าใจหลายมุมมอง หลายแง่หลายด้าน ถ้าเข้าใจเพียงซีกเดียว ด้านเดียว จะตกหลุม มองอะไรไม่ชัด ตามไปในทางที่ไม่ใช่ของจริง เห็นของปลอมกลายเป็นของจริง เอาของจริงมาเป็นของปลอม ”

นอกจากปรัชญาจากธรรมชาติแล้ว พะตียังนำปรัชญาของศาสนามาสร้างป่าอีกด้วย โดยเฉพาะสัจธรรมที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่พะตีบอกว่าปัจจุบันตนไปพึ่งคนอื่นเป็นส่วนมาก เช่นมีที่ดิน 100 ไร่ แต่ไปสร้างโรงงาน เอาที่ดินไปให้คนต่างชาติเช่า ที่ทำกินไม่พอเพราะต้องการมากเกินไป ต้องไปแย่งที่ดินของป่า ไปพึ่งที่ดินของคนอื่น ต้องการยึดครองธรรมชาติ ทำให้คนเกิดความเห็นแก่ตัว พะตีเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนว่า คน 1 คนมีที่ดินเป็นพันไร่ เท่ากับที่ดินของชาวเขาหลายหมู่บ้านทำมาหากิน ที่เป็นเช่นนี้เพราะมนุษย์ไม่เข้าใจธรรมชาติ ทำให้เอาเปรียบและเห็นแก่ได้ พะตีบอกต่อไปอีกว่า ถ้าคนไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ได้ ถ้ามีที่ดิน 100 ไร่ ปลูกป่าสัก 20 ไร่ นอกนั้นเป็นที่ดินทำมาหากินของครอบครัว นอกจากตนเป็นที่พึ่งแห่งตนได้แล้ว ยังสามารถเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ด้วย

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน พะตีมองว่าคนบนโลกปัจจุบันมีความคิดละโมบ เอาเปรียบธรรมชาติมากขึ้นทุกวัน พะตีจึงได้สอนลูกหลานให้เรียนรู้ถึงเรื่องธรรมชาติ เริ่มต้นจากธรรมชาติใกล้ตัว โดยถามเด็กๆ ในหมู่บ้านว่า บ้านหนองเต่ามีหนองน้ำชื่ออะไรบ้าง ไม่มีเด็กคนไหนสามารถตอบได้ แต่เด็กๆ รู้จักภูเขาหิมาลัย แม่น้ำอะเมซอน ลุ่มน้ำเจ้าพระยา พะตีจึงสอนให้เด็กๆ รู้จักชื่อภูเขาแต่ละลูก หนองน้ำแต่ละสาย เรียนรู้เรื่องธรรมชาติรอบๆ บ้านหนองเต่า เช่น ลำห้วย ต้นไม้ น้ำตก นก เป็นต้น

“ เด็กไปเรียนในโรงเรียน เรียนแต่น้ำบ่อหน้า ไม่คิดถึงน้ำบ่อหลัง ไม่รู้จักห้วยหนองคลองบึงในบ้านหนองเต่า ลืมเรื่องราวดีๆ อดีตที่ดีๆ ภูเขา ดิน น้ำ ป่า ประวัติศาสตร์หมู่บ้านของตัวเอง ”

“ หนูก็ไปกินน้ำบ่อหน้ามาแล้ว แต่ไม่ยั่งยืน หนูถึงอยากกลับไปกินน้ำบ่อหลัง ไปทำการเกษตร ไปสืบทอดการทอผ้า แต่ครอบครัวไม่เห็นด้วย เขาบอกว่าอุตส่าห์เรียนเพื่อจะได้ทำงานสบายแล้ว ทำไมจะต้องกลับไปลำบากอีก พ่อกับแม่ไม่เคยรู้สึกเสียใจหรือผิดหวังที่ลูกเป็นลูกชาวนา แต่ทำนาไม่เป็น เขาหวังอยากให้ลูกมีบ้าน มีรถ มีความมั่นคงในชีวิต หนูไม่อยากได้ความมั่นคง แต่หนูอยากอยู่บ้านแบบพออยู่พอกินมากกว่า ” ฉันเสริมคำพูดของพะตี โดยนำประสบการณ์ของตนเองมาร่วมแลกเปลี่ยน

พะตีได้ฟังเสียงสะท้อนของฉัน จึงฉายภาพให้เห็นความเป็นจริงของสังคมในมุมกว้างว่า เพราะคนเราวางอำนาจหรือเงินตราไว้ที่หัว มองว่าการศึกษาคือโอกาสสร้างอำนาจ เงินทองคือความสบาย จึงเป็นการสร้างความคิดที่ฝังหัวมาว่า เด็กเลี้ยงควายเป็นคนโง่ ก็เลยส่งเสริมเรื่องการศึกษา แต่การนึกถึงแต่น้ำบ่อหน้า ทำให้คนลืมควาย ลืมป่าเขา โดยพะตียกกรณีของตัวเองเป็นตัวอย่างว่า

“ ถ้าลุงไม่เลี้ยงควาย ก็ไม่รู้ภูผาป่าเขา ไม่รู้จักที่หนองที่นาของบ้านหนองเต่า ไม่มีความรู้เรื่องการสร้างป่าหรอก เราไม่ยึดติดกับอำนาจ กับความเป็นเจ้าคนนายคน เราก็เรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติได้ แต่ถ้าหัวมีแต่เรื่องอำนาจ ก็เลยไม่เข้าใจน้ำบ่อหลัง กลับไปสู่ภูมิปัญญาไม่ได้ ”

การเป็นเด็กเลี้ยงควาย ความผูกพันกับธรรมชาติ ทำให้พะตีจอนิรู้ว่า การสร้างป่าไม่ใช่การปลูก หรือนโยบายบางอย่างของรัฐไม่ใช่การสร้าง หรือรักษาป่า แต่เป็นการสร้างแบบผักชีโรยหน้า พะตียกตัวอย่างป่าในเขตบ้านหนองเต่าเพื่อให้ฉันเห็นภาพชัดเจนขึ้น

“ ผาหินในป่ามีตอไม้โผล่ออกมาแล้วมันก็ผลิยอด แตกตัว เจริญเติบโตของมันเอง ต้นไม้ปล่อยให้ขึ้นเองอย่าเอารถแทรกเตอร์ไปไถก็พอ ในน้ำมีป่าชายเลน ในทะเลมีปะการัง คนไปปลูกไหม ปล่อยให้ขึ้นเอง ประเทศไทยไม่ต้องปลูกป่า นกคาบเมล็ดพันธุ์มาทิ้ง ต้นไม้ก็ขึ้น ”

พะตีพูดพร้อมกับชี้แผนที่ ณ จุดหนึ่งของบ้านหนองเต่าให้ดู “ ตรงสีชมพูเป็นบริเวณปลูกป่าเพื่อสร้างป่า ตามนโยบายของรัฐ ปลูกเป็นป่าต้นน้ำ แต่เขาปลูกป่าสนอย่างเดียว ไม่ถูกต้องที่เอารถแทรกเตอร์มาไถป่าแล้วปลูกพืชเพียงชนิดเดียว สนไม่ใช่ป่าต้นน้ำแต่เป็นป่าต้นไฟต่างหาก ป่าต้นน้ำต้องเป็นพืชที่มีน้ำเลี้ยงตัวมันเอง อย่างกล้วย หวาย ”

พะตีพูดถึงป่าในบ้านของตน ก่อนจะหันมาถามฉันว่า “ แล้วเรียนจบปริญญาแล้วใช่ไหม ”“ ค่ะ ”

“ คนเราต้องได้ปริญญาทั้ง 2 อย่าง ปริญญาบัตรและปริญญาใจ ใจคือมีจิตใจที่ดีงาม จิตใจที่ชอบธรรม นำจิตใจที่ดี นำคุณธรรมและความร ู้ไปสู้ สู้ในทางที่เป็นไปได้ ปฏิบัติได้ แก้ปัญหาได้ หนูจบปริญญามาแต่คุยกับครอบครัวไม่รู้เรื่อง ลุงว่ายังไม่จบปริญญานะนี่ ”

ฉันน้อมรับคำแนะนำที่เฉียบ คม ตรงประเด็นของพะตีจอนิ และยอมรับโดยดุษณี ก่อนจะจบบทสนทนากับผู้เฒ่าปวาเกอญอ อดีตเด็กเลี้ยงควาย ที่นำควายลุยไปทุกซอกของผืนป่าบ้านหนองเต่า ทุกมุมบนลุ่มน้ำแม่วางตอนบน นำปรัชญาของชนเผ่ามาถ่าย ทอดแก่คนพื้นราบให้เข้าใจคนชนเผ่าอย่างถูกต้อง จนผู้คนขนานนามว่าเป็น ปราชญ์ชาวบ้าน ฉันก็ได้รับคำคมสุดท้ายเพื่อเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไปว่า

“ สู้กับครอบครัวง่ายกว่าสู้กับปัญหาของสังคมอีกนะ เหมือนที่ลุงต้องประชุมครอบครัวปีละ 2 ครั้ง เพื่อสร้างความเข้าใจกับลูกเมีย ถ้าไม่มีการพูดคุย ลุงและครอบครัวก็คงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้แน่ ”

โดย ...เนตร