อื่อธา เป็นบทกวี เป็นลำนำเพลง เป็นวรรณกรรมของชาวปวาเกอญอ เนื้อหาของอื่อธาคือทุกสรรพสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชาวปวาเกอญอ ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม ธรรมชาติ เป็นต้น ผู้เฒ่าปวาเกอญอเล่าว่า อื่อธามีมากมาย มากกว่าใบไม้ในป่าเสียอีก อื่อธาเป็นวรรณกรรมที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ชาวปวาเกอญอพบเห็นสิ่งใดผ่านตา ก็นำมากล่าวเป็นบทอื่อธาได้ทุกอย่าง จะเห็นได้จากกำเนิดของอื่อธา ตามที่ พะตีจอนิ โอ่โดเชา ผู้เฒ่าปวาเกอญอแห่งบ้านหนองเต่า อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เล่าถึงความเป็นมาว่า

เตหน่า
ครั้งหนึ่งในงานศพของชาวปวาเกอญอ มีผู้คนไปร่วมงานมากมาย ผู้หญิงคนหนึ่งถือขันโตกอาหารมาต้อนรับแขก ด้านหลังของเธอเป้ลูกน้อยไว้ น้ำหนักของลูกทำให้เธอยกขันโตกเหวี่ยงไปมา กระแทกคนโน้น กระแทกคนนี้ ก็เลยมีคนร้องเพลงขึ้นมาว่า ขันโตกเอ๋ย ขันโตกเอ๋ย นางกระแทกนี่ กระแทกโน่น ร้องไปร้องมาก็มีคนมาฟัง เล่าลือกันไปว่าไพเราะเพราะพริ้ง อีกหนึ่งเหตุการณ์ของการกำเนิดอื่อธาก็มาจากงานศพเช่นกัน มีชายหนุ่มเดินทางจากบ้านมาไกลเพื่อมาร่วมงานศพ ระหว่างทางเจอเต่า เขาผูกขาเต่าไว้กับต้นไม้ก่อนแล้วมาร่วมงาน แต่ต้องอยู่ในงานทั้งคืน จึงกล่าวคำพูดขึ้นมาเป็นเสียงเพลงว่า ตะวันแจ้งเร็วๆ จะกลับไปกินแกงเต่า จะเห็นว่า เพียงแค่ความรู้สึกนึกคิด คนปวาเกอญอก็สามารถสื่อออกมาเป็นคำร้อง และนำดนตรีจากธรรมชาติมาเป็นทำนองขับขาน
อื่อธาแบ่งได้เป็นหลายประเภทมาก ทั้งหมวดงานศพ , งานแต่งงาน , ศาสนา , เครื่องดนตรี เช่น เตหน่า แกว , บทของชายหญิง เป็นต้น ที่มาของเสียงที่ชนเผ่าปวาเกอญอนำมาร้องเป็นทำนองอื่อธา เริ่มแรกเป็นเสียงเลียนแบบจากธรรมชาติที่พวกเขาผูกพันและคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นเสียงนกร้อง เสียงน้ำตก เสียงปลากระโดดน้ำ เสียงจักจั่น เสียงหมู เสียงวัว เสียงนกยูงรำแพน เสียงไม้ไผ่ต้องลมหรือไหวเอนเสียดสีกัน หรือเสียงจากการเคาะไม้ไผ่ ซึ่งไม้ไผ่แต่ละท่อน เสียงจะดังแตกต่างกัน หรือเสียงลมที่ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเสียงลมจากทิศหนือ ทิศใต้ หรือลมหมุน ถือว่าชาวปวาเกอญอเป็นชนเผ่าที่ช่างสังเกต พวกเขานำเสียงจากธรรมชาติมาร้องเป็นทำนองเพลง เป็นเสียงดนตรีของบทกวีอื่อธา
ยามขับอื่อธา พวกเขาจะเอื้อนเอ่ยบทกวีพร้อมส่งเสียงออกมาจากภายในร่างกาย แต่ฟังเสมือนเป็นเสียงจากธรรมชาติ เช่น อื่อธาในงานศพ เสียงที่สื่อถึงความเศร้าใจ อาลัยอาวรณ์ ประหนึ่งว่าเป็นเสียงนกเงือก เสียงช้าง หรือเสียงสรรพสัตว์ในป่าร่ำไห้ที่เพื่อนพ้องพี่น้องได้จากไป หรือเสียงหัวเราะ สำเนียงเสียงที่เบิกบานของเหล่าสัตว์ต่างๆ คือทำนองอื่อธาที่ชาวปวาเกอญอนำมาขับขานในงานแต่งงาน เป็นต้น
แรกเริ่มของการขับอื่อธา ชาวปวาเกอญอเลียนเสียงจากธรรมชาติ โดยใช้พลังเสียงจากภายในร่างกายขับเป็นเสียงดนตรี แต่เมื่อชนเผ่าได้พัฒนาศิลปะเครื่องดนตรีขึ้นมา อื่อธาจึงมักจะใช้เครื่องดนตรีประจำชนเผ่าประกอบการร้อง โดยเฉพาะการขับอื่อธาให้ไพเราะนั้นต้องขับขานพร้อมกับการเล่น “ เตหน่า ”
เตหน่าเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งของชาวปวาเกอญอ มีมาแต่โบราณกาล รูปร่างลักษณะคล้ายพิณ ฐานทำด้วยขอนไม้น้ำหนักเบา เจาะเป็นโพรง คันมีลักษณะโค้งงอ ระหว่างฐานกับคันจะขึงสายเตหน่า สมัยก่อนชนเผ่าปวาเกอญอนำเครือหญ้า เถาวัลย์ หรือหวายเส้นเล็กๆ แช่อ่างน้ำผึ้งแล้วตากให้แห้ง มาทำเป็นสายเตหน่า แต่เตหน่าที่พบเห็นในปัจจุบัน ส่วนมากทำมาจากทองแดงหรือลวดเหมือนสายกีตาร์
ปวาเกอญอเป็นชนเผ่าที่รักความสงบ มีความสุขกับธรรมชาติ ดนตรีของชนเผ่าจึงสื่อถึงอุปลักษณะนิสัยของพวกเขา ดั่งเสียงเย็นๆ สงบของเตหน่า ผู้เฒ่าปวาเกอญอเล่าว่า ในอดีตชายหนุ่มปวาเกอญอจะต้องมีเตหน่าไว้ประจำกาย เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ในการเกี้ยวพาราสี ชายหนุ่มกรีดนิ้วบนสายเตหน่าพร้อมขับขานลำนำเพลงอื่อธา เพื่อมัดใจหญิงสาว คงจะไม่เป็นการกล่าวเกินจริงว่า สมัยก่อนถ้าใครเล่นเตหน่าไม่เป็น ขับอื่อธาไม่ได้ คงจะครองโสดไปตลอดชีวิต
นอกจากนั้นคนเฒ่าคนแก่ก็ยังใช้เตหน่าประกอบการเล่านิทานให้ลูกหลานฟัง พอเล่าถึงตอนที่จะสอดแทรกคติสอนใจ ก็จะขับอื่อธาไปด้วย ถือเป็นวิธีการถ่ายทอดอย่างเป็นธรรมชาติทีเดียว อย่างที่กล่าวถึงตั้งแต่ต้นว่า ผู้เฒ่าปวาเกอญอ สามารถกล่าวบทกวีได้ในทุกประเด็นที่ผ่านเข้ามาในสายตาและความคิด พวกเขาจึงถ่ายทอดให้ลูกหลานทั้งในชีวิตประจำวัน และยังมีการถ่ายทอดในโอกาสพิเศษ เช่น ในพิธีกรรมและเทศกาลต่างๆ

แกว

พะตีจอนิเล่าว่า สมัยก่อนชุมชนของปวาเกอญออยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เด็กๆ อยู่กับครอบครัว พวกเขาได้ยินเสียงจากธรรมชาติ มีโอกาสได้เรียนรู้ความเป็นมา เรียนรู้เรื่องราว และขับขานอื่อธา แต่ปัจจุบัน เด็กๆ ได้เรียนรู้จากโลกภายนอก เรียนรู้ภาษาอื่น ซึ่งสื่อสารง่ายและสะดวกกว่า เครื่องเสียง โทรทัศน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เด็กๆ จึงไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ นอกจากจะมีพิธีกรรม หรือเทศกาลเท่านั้น กระนั้นก็เถอะ ฉันคิดว่าอย่างน้อยเทศกาลหรือพิธีกรรมต่างๆ เหล่านี้ ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่ผู้เฒ่าปวาเกอญอจะบรรเลงเตหน่าพร้อมขับขานอื่อธาให้ลูกหลานได้รับรู้
บทกวีที่ไพเราะขับขานคู่กับดนตรีเสียงเสนาะ ช่างเป็นศิลปะที่ควรแก่การถนอมรักษา โดยเฉพาะบทกวีจากวิถีชีวิต วิธีคิดที่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่า อื่อธากับเตหน่าของปวาเกอญอ จึงถือเป็นคู่แท้ที่มีค่าของชนเผ่า ที่เยาวชนปวาเกอญอรุ่นหลัง ควรจะสืบสานให้ตำนานบทกวี เสียงดนตรี อยู่คู่กับชนเผ่าต่อไป ไม่ใช่สูญหายไปพร้อมกับร่างกายและจิตวิญญาณของผู้เฒ่าชนเผ่า