พระมหาพีระพงษ์ พลวีโร : ผู้จัดการสถาบันโพธิยาลัยเขียนเรื่อง
วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๙ ครบรอบ ๑ ปี ของการจากไปของพ่อเฒ่าจามู อะบือ ผู้ที่เป็นนักสู้ในการอนุรักษ์ผืนป่าบ้านวัดจันทร์ด้วยการยืนหยัดวิถีแบบชนเผ่าปกาเกอญอผู้ที่รักและหวงหวนพื้นป่าเท่าชีวิต และผู้ที่เป็นนักปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างให้อนุชนทั่วโลก ผู้เขียนจึงอยากสะท้อนเรื่องราวพิธีกรรม ความเชื่อ และสำสั่งสอนของนักสู้แห่งขุนเขา ที่วงคาราบาว ดนตรีเพื่อชีวิต กล่าวถึงและยกย่อง นั่นคือ พ่อเฒ่าจามู อะบือ คนดีที่มีป่าอยู่ในหัวใจ..............ขอดุษฎีและคาราวะดวงวิญญาณ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๘ ประมาณ ๓ ทุ่ม เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น อาจารย์ๆ มีข่าวจะบอก เสียงปลายสายจากตุ๊เหยินดังขึ้น “ ...พ่อเฒ่าจามูบ้าน ห้วยอ้อเสียแล้วครับอาจารย์... ”พลันที่สิ้นเสียงโทรศัพท์จากปลายสายวัดจันทร์ ผู้เขียนตั้งใจว่ายังงัยเสียก็จะต้อง ขึ้นไปบ้านห้วยอ้ออีกครั้งให้ได้เพื่อร่วมพิธีศพของผู้เฒ่า เมื่อเดือนธันวาฯ ต้นปีนี้เองเคยมีโอกาสขึ้นไปที่บ้านวัดจันทร์พร้อมกับคณะแล้วก็แวะไปเยี่ยมเยือนและดำหัวผู้เฒ่าได้ขอศีลขอพร แม่เฒ่าเคยบอกไว้ให้มาถ่ายรูปให้พ่อเฒ่าและแม่เฒ่าด้วยหากได้ขึ้นมาที่ห้วยอ้ออีก จนกระทั่งได้ยินข่าวว่าผู้เฒ่าจะมูเสีย แม้นจะเป็นวาระสุดท้ายของการได้ทำหน้าที่ที่เคยได้ตกลงเอาไว้กับแม่เฒ่า ผู้เขียนก็ยังรู้สึกดีคือดีกว่าที่ไม่มีโอกาสจะได้ทำอะไรเพื่อไว้อาลัยต่อการสูญเสีย
๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๘ เจ็ดโมงเช้า
ผู้เขียนเดินออกไปหน้าวัดสวนดอกข้ามถนนไปทางฝั่งหน้าคณะทันตแพทย์ มอ.ชอ. เพื่อโบกรถสี่ล้อเล็กสีแดงซึ่งเป็นรถโดยสารประจำทางไปคิวรถช้างเผือก เพื่อต่อรถโดยสารไปยังบ้านวัดจันทร์ รถสี่ล้อเล็กสีเหลืองที่จอดอยู่ในคิวรถช้างเผือกฝั่งทางด้านทิศใต้เป็นคิวรถที่ชาวบ้านรู้จักกันดีว่าเป็นคิวรถสายบ้านวัดจันทร์-เชียงใหม่ ใครที่จะขึ้นไปบ้านจันทร์จะต้องอาศัยรถสายนี้ขึ้นไป ในวันหนึ่งๆ จะมีรถขาไป-ขากลับ ขาไปคือจากเชียงใหม่ไปบ้านวัดจันทร์จะมีอยู่ ๒ เที่ยว เที่ยวแรกจะมีรถออกเวลา ๙ โมงเช้า และเที่ยวที่สองจะมีรถออกเวลา ๑๑ โมง ส่วนขาลงจากบ้านวัดจันทร์มาเชียงใหม่ก็จะมี ๒ เที่ยวเหมือนกัน โดยเที่ยวแรกจะมีรถออกจากหน้าวัดบ้านจันทร์เวลา ๗ โมงครึ่งในเวลาเช้า และเที่ยวที่สองรถจะออกเวลา ๙ โมงครึ่งเช้า สรุปว่าในวันหนึ่งจะมีรถโดยสารขึ้นลงเชียงใหม่-บ้านวัดจันทร์ จำนวน ๔ เที่ยวโดยสาร ค่ารถจะเป็นราคามาตรฐานเดียวกันคือ ๑๒๐ บาท ส่วนรายทางนั้นก็อีกราคาหนึ่ง
รถเที่ยวแรกที่ผู้เขียนโดยสารขึ้นไปด้วยเดินทางถึงบ้านวัดจันทร์ในเวลาบ่าย ๒ โมง ด้วยความอิดโรยเพราะการนั่งรถแบบมาราทร ผสมด้วยความคดเคี้ยวของเส้นทางเจ็ดสิบกว่ากิโลเป็นทางลาดยางอีกห้าสิบกว่ากิโลเป็นทางลูกรัง ก็พลอยทำให้ผู้โดยสารเวียนศรีษะอาเจียนได้เหมือนกัน ผู้เขียนดูจะโชคดีกว่าคนอื่นๆ ที่โดยสารรถมาด้วยกันสักหน่อยเพราะไม่เป็นคนขี้เมารถนั่นเอง เมื่อถึงเป้าหมายก็แวะเข้าที่วัดซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับท่ารถบ้านจันทร์เดินเข้าไปสองสามก้าวก็ถึงวัดแล้ว มองเห็นเด็กๆ ที่เป็นลูกศิษย์พระนิคมพากันวิ่งมาขออาสาช่วยกันถือกระเป๋าพร้อมกับกล่าวทักทายผู้มาเยือนปนรอยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตามประสาเด็กๆ “ ...พระอาจารย์ๆ มาเที่ยวนี้พระอาจารย์จะอยู่กับเรากี่วัน... ” ผู้เขียนก็ได้แต่อมยิ้มตามความไร้เดียงสาของเขา พระนิคม ชวนให้ผู้เขียนพักผ่อนให้หายเหนื่อยเสียก่อน เดี๋ยวห้าโมงตอนเย็นๆ สักหน่อยจะให้ศิษย์วัดขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปส่งที่บ้านห้วยอ้อ จะได้ไปเยี่ยมศพผู้เฒ่าและเยี่ยมแม่อุ้ยพร้อมกับลูกหลานของผู้เฒ่าด้วยเพื่อไปให้กำลังใจด้วยกัน ห้าโมงเย็นหลังจากงีบพักเหนื่อยเอาแรงแล้ว รถมอเตอร์ไซค์ ๓ คัน โดยมีศิษย์วัดเป็นนายสารถีก็มาจอดรอที่หน้าอาคารสารสนเทศ ท่านพระนิคมเจ้าอาศรม ตุ๊เหยิน และผู้เขียนจึงได้ซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์พากันไปบ้านห้วยอ้อในขณะที่ฝนกำลังพรำลงมาพอเย็นๆ
บ้านห้วยอ้อ ชื่อนี้เรียกกันตามภูมินามเพราะเดิมที่นี้จะมีป่าอ้อขึ้นตามลำห้วยเยอะแยะไปหมดชาวบ้านเจ้าของถิ่นให้ข้อมูล ที่บ้านผู้เฒ่าจะมูในขณะที่เราพากันเดินทางไปถึงนั้น จะสังเกตเห็นได้ถึงความเงียบเหงาจากบริเวณงาน แม้นว่าจะมีผู้คนเดินสวนกันไปมาก็ตาม แต่ภายในบริเวณบ้านผู้เฒ่าจะมู จะมีเต้นท์กางอยู่หลังหนึ่งไว้คอยกันฝนให้กับแขกที่แวะเวียนผ่านไปมาเพื่อมาเคารพศพและดวงวิญญาณของผู้จากไป ส่วนภายนอกเต้นท์จะมีก้อนเส้าก่อไฟเอาไว้พร้อมกับตั้งหม้อแกงที่ชาวบ้านกำลังช่วยกันทำ เพื่อเอาไว้เลี้ยงแขกในมื้อค่ำของงานศพ บนเรือนหลังเก่าที่ผู้มาเยือนเคยขึ้นไปพูดคุยกับผู้เฒ่ามาก่อนเมื่อต้นปีนั้น วันนี้เห็นเพียงกายของแม่เฒ่า ซึ่งครานี้จะสังเกตเห็นผมออกสีดอกเลา กำลังนั่งซุกตัวอยู่ใกล้ๆ กับเตาไฟ ประกายไฟจากเตาแตกตัวพอเห็นแสงสว่างเป็นเงาลางๆ ของเจ้าของบ้าน และพอเห็นใบหน้าอันหม่นปนเศร้า ซึ่งสังเกตได้จากน้ำในตาที่ไหลเอ่ออาบแก้มย่นของแม่เฒ่า ใจของผู้เยือนก็พลอยเหงาเกิดความรู้สึกคล้อยตามความหม่นเศร้าจนใจเงียบเหงา จนใจหาย อย่างบอกไม่ถูก
นอกจากการถามไถ่ถึงสารทุกข์จากแม่เฒ่าแล้ว ผู้เขียนก็ไม่รู้ว่าจะชวนแม่เฒ่าคุยถึงเรื่องอะไรอีก เพราะเห็นปรางค์ที่ย่นจนหม่นอาบน้ำในตาของแม่เฒ่าแล้วก็ได้แต่พูดให้กำลังใจในการจากไปของผู้เฒ่าเพื่อให้แม่เฒ่าได้สบายใจบ้างก็เท่านั้นเอง หลังจากค่ำคืนของการแวะเวียนเพื่อให้กำลังใจผ่านไป วันรุ่งขึ้นเสาร์ที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๘ วันนี้คือวันที่จะต้องนำศพของผู้เฒ่าจะมูลงเรือนไปยังป่าสนข้างริมห้วยอ้อ เพื่อเผาตามคำสั่งเสีย ลูกชายคนรองของพ่อเฒ่าเล่าให้ฟังว่า “ ...ผู้เฒ่าได้สั่งเสียเอาไว้ก่อนที่จะตายให้เอาดาบอาคมคู่กายเผาด้วยกัน... ” พร้อมกันนี้ก็ห้ามเคลื่อนศพของผู้เฒ่าขึ้นไปเหนือห้วยอ้อที่ได้สั่งเสียเอาไว้โดยเด็ดขาด ๑๐ โมงเช้า แม่เฒ่า และลูกหลาน พร้อมด้วยชาวบ้านที่อยู่ใกล้ไกลได้นิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีกรรมเพื่อสวดมาติกาบังสุกุลส่งดวงวิญญาณของพ่อเ ฒ่า หลังจากเสร็จพิธีทางศาสนา พระสงฆ์ให้พรฉันเพลเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านที่มาร่วมงานก็จึงพากันกินข้าวกินปลาที่เจ้าภาพได้ช่วยกันทำช่วยกันเตรียมเอาไว้ ฝนก็ยังคงลงเม็ดปรอยๆ บางๆ เสมือนว่าจะประพรมน้ำเย็นให้กับผู้ที่ศรัทธาในวิถีของผู้เฒ่าจะมูได้สบายใจกับการจากไปดีที่งาม และสงบตามวิถีของปาเกอะญอเช่นผู้เฒ่า บ่ายแก่ๆ ของวันที่ ๑๘ มิถุนายน ลูก หลาน เพื่อนบ้าน ต่างก็ช่วยกันมัดตอกจากโลงศพของผู้เฒ่ารวบเข้ากันกับไม้ไผ่ลำใหญ่ที่ใช้เป็นคาน เพื่อใช้หามศพลงจากบ้านคนละไม้คนละมือ และก่อนที่ขบวนจะเคลื่อนศพผู้เฒ่าลงจากเรือนจะมีสัปปะเหร่อประจำหมู่บ้านปักมีดปลายแหลมขนาดยาวพอสมควรลงตรงช่องไม้แป้นเรือนที่ยกศพออกไป จะมีร่องรอยของโลงศพที่โรยรอบด้วยแป้งเอาไว้ เมื่อขบวนเคลื่อนออกจากเรือนไปจะมีผู้ติดตามขบวนก็แต่เพียงกลุ่มพ่อบ้านผู้ชายและวัยรุ่นบางคนติดตามไป ส่วนกลุ่มผู้หญิงและเด็กๆ จะไม่ไปส่งศพด้วย ด้วยความสงสัยก็ได้ถามสัปปะเหร่อว่าทำไมผู้หญิงและเด็กๆ ถึงไม่มาด้วย สัปปะเหร่อตอบว่าเพราะว่าผู้หญิงและเด็กนั้นขวัญอ่อนเมื่อเห็นก็เกรงว่าจะสะเทือนใจและตกใจกลัวขวัญอาจจะกระเจิงได้ ใจอาจจะไม่อยู่กับร่องกับรอย จึงเป็นธรรมเนียมในการประพฤติของคนปาเกอะญอ เมื่อเวลามีงานศพผู้หญิงและเด็กๆ มักจะไม่มีโอกาสและไม่ได้เข้าร่วมขบวนส่งศพของผู้ตาย
ขบวนศพเคลื่อนออกไปโดยมีชายพ่อบ้านและคนหนุ่มวัยรุ่น ที่มีกำลังช่วยกันใช้ไหล่แบกคานไม้ไผ่ที่สอดกับโลงศพของผู้เฒ่าจะมู ทั้งข้างหน้าและข้างหลังซึ่งไม่ต่ำกว่าฝั่งละ ๔ คน รวมๆแล้ว ๘ คน ซึ่งอาการของแต่ละคนนั้นก็จะอยู่ในลักษณะของคนเมาเหล้าแต่ยังมีสติพอที่จะช่วยกันแบกหามนำเอาศพไปยังที่เผาได้อย่างสบาย ในระหว่างทางที่เคลื่อนศพไปนั้นผู้อาวุโสของหมู่บ้านจะเดินนำหน้าและจะเป็นคนหักกิ่งต้นหญ้าสาบเสือสามกิ่ง วางเรียงกันไว้ก่อนที่ขบวนเคลื่อนศพจะมาถึง เมื่อขบวนเคลื่อนศพผ่านมาถึงตรงที่ที่ผู้อาวุโสวางหญ้าสาบเสือทิ้งเอาไว้ ผู้ที่แบกโลงก็จะพากันหยุดและปลง(วาง)โลงลงยังพื้นแต่ไม่ให้ติดดิน และยกขึ้นยกลงสามครั้งเมื่อเสร็จแล้วก็จะพากันเคลื่อนขบวนต่อไปและจะทำอย่างนี้อยู่ ๓ ครั้ง ซึ่งการหยุดขบวนตรงที่ผู้อาวุโสวางหญ้าสาบเสือไว้นั่นผู้เฒ่าได้ให้ความหมายเอาไว้ว่า “ ...ดวงวิญญาณของผู้ตายจะได้หยุดพักเหนื่อยในระหว่างการเดินทาง และก่อนที่จะไปโลกสู่สวรรค์... ”

ขณะที่ขบวนกำลังเคลื่อนศพผู้เฒ่าลัดเลาะป่าสนขึ้นไปข้างบนห้วยอ้ออยู่นั้น สัปปะเหร่อผู้นำทางก็วิ่งมาแบบหน้าตาตื่นเหมือนกับกลัวอะไรบางอย่าง พลางยกมือบอกให้คณะที่เคลื่อนศพให้หยุดและให้นำศพผู้เฒ่าวางลงเพื่อเผาตรงนี้ห้ามเคลื่อนขึ้นไปสูงกว่าที่หยุดอยู่ ทุกคนก็สงสัยและก็พากันถามว่าเป็นเพราะอะไรจึงไม่ให้นำขึ้นไปอีก ทั้งสัปปะเหร่อและลูกชายคนที่สองของผู้เฒ่าบอกว่า “ ...งูเห่าเผือกตัวใหญ่ขนาดเท่าแขนคน ยกหัวแผ่แม่เบี้ยขวางทางเอาไว้ อาจจะเป็นเครื่องบอกเหตุว่าผู้เฒ่าจะมูต้องการที่ให้เผาศพตรงนี้ จึงได้มาเตือนห้ามนำศพขึ้นไปสูงกว่านี้อีก... ” นี่อาจจะเป็นความประสงค์ของผู้เฒ่าที่ต้องการจะให้พวกเราเผากันตรงนี้ สิ้นเสียงคำบอกจากผู้ประสบเหตุ คนที่ไปร่วมต่างก็รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ พลางก็นึกถึงปาฏิหาริย์ของผู้เฒ่าไปต่างๆ นาๆ ว่าฤทธิ์ของผู้เฒ่านั้นต้องมีอยู่จริง

ต้นเกี๊ยะ(สน)ตายแล้งต้นใหญ่ นับว่าเป็นเชื้อไฟได้เป็นอย่างดีสำหรับการประชุมเพลิงผู้เฒ่าในวันนี้ ยางรถยนต์อีก ๔ เส้น พร้อมกับการวางชั้นของท่อนไม้ ๕ ชั้น ซึ่งต้องวางเป็นเลขคี่เท่านั้นเพื่อใช้สำหรับศพที่จะเผาหากไม่ทำ ๕ ชั้น ก็ให้ทำ ๗ ชั้น แต่ส่วนใหญ่จะนิยมกันอยู่ที่ ๕-๗ ชั้น หรือ ๓ ชั้นก็ได้แต่ ๓ ชั้นจะไม่นิยม เพราะศพที่เผานั้นอาจจะไหม้ไม่หมด เมื่อวางศพไว้แล้วแต่ละคนที่เตรียมอุปกรณ์มาทั้งเลื่อยยนต์ ขวาน มีดครบมือ ก็พากันฟันไม้เตรียมแท่นและผ่าฟืนใส่ในแท่นจนแน่นทั้ง ๕ ชั้น หลังจากนั้นสัปปะเหร่อและคนหนุ่มที่มีกำลัง ก็จะพากันนำโลงศพขึ้นไปบนแท่นฟืนที่ได้เตรียมเอาไว้แล้ว เมื่อวางศพลงบนแท่นฟืนนั้นสัปปะเหร่อก็จะคว่ำโลงลงและใช้ขวานผ่าโลงออก ศพของผู้เฒ่าที่ตายมาแล้วหลายวันไม่ได้ยากันเน่าฉีดเอาไว้นั้น ก็พลันโพล่ออกมาให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นกันอย่างถ้วนทั่ว น้ำเหลืองไหลกลิ่นคาวคละคลุ้งปนเหม็นจนคนที่ได้กลิ่นนั้นแทบจะกลั้นอาเจียนกันไม่อยู่ ผู้เขียนสังเกตเห็นว่าแผ่นหลังของผู้เฒ่านั้นจะมีรอยยันต์ที่สักด้วยหมึกดำอยู่เต็มแผ่นหลังจนติดหนังและยังมีรอยสักอยู่ครบ
ศพผู้เฒ่าที่ถูกไฟท่วมทับบนเชิงตะกอน ความร้อนของไฟเผาไหม้ผู้เฒ่าเพื่อให้เป็นเถ้าถ่าน แต่ลูกหลานยังคงเฝ้าดูเปลวไฟด้วยความอาลัยในผู้จากไป เมื่อรู้ว่าศพไหม้ไฟแล้วคนที่ไปร่วมจึงพากันเดินออกมาจากป่าช้า ทุกคนพากันเด็ดเอากิ่งของยอดไม้แต่ละยอดติดมือไปด้วย ความเชื่อของคนปาเกอะญอโบราณเชื่อกันว่า...ในขณะที่เดินทางออกมาจากที่เผาศพ(ป่าช้า) ห้ามทุกคนหันหลังเหลียวมองกลับไปเป็นอันขาด จะต้องมุ่งหน้าเดินเข้าสู่บ้านเพียงอย่างเดียว เพราะหากมีใครหันหลังกลับไปมองแล้ว เชื่อกันว่าวิญญาณของผู้ตายจะติดตามคนๆ นั้น เข้าไปยังบ้านด้วย และมันก็จะไม่เป็นผลดีต่อหมู่บ้าน ใบไม้ที่ทุกคนถือกลับเข้ามาก็เช่นกันจะต้องพากันนำไปวางไว้ยังที่ที่พากันยกโลงศพของผู้ตายออกไปจากบ้าน เมื่อวางใบไม้แล้วคนๆ นั้นจะต้องได้รับการล้างมือด้วยน้ำขมิ้นส้มป่อยจากเจ้าของบ้านเสียก่อนจึงจะเสร็จพิธี และถึงจะพากันกลับบ้านใครบ้านมันได้ ไฟลุกโชนท่วมร่างของผู้เฒ่าแล้ว พร้อมกับสิ้นเสียงคำสวดบังสุกุลของพระสงฆ์ สิ้นผู้เฒ่าจะมู อะบือ (วรกานต์ชนดี) ผู้เฒ่านักต่อสู้ของขุนดอยมือเจ่คี จะเหลือเอาไว้ก็เพียงตำนานที่คนรุ่นลูกรุ่นหลานจะยังคงเล่าขานสืบทอดในอิทธิฤทธิ์ ความเข้มขลัง ความดี ที่อยู่บนวิถีของคนดอย คนที่เข้าใจว่าตัวเองเป็นใคร และจะอยู่ไปเพื่ออะไร...