หกเผ่าชาวดอย|เกี่ยวกับโครงการ|กระดานข่าว|สมุดเยี่ยม|English 
หน้าบ้าน กะเหรี่ยง ม้ง เมี่ยน ลาหู่ ลีซู อ่าข่า คะฉิ่น ดาราอั้ง

         การปฏิบัติงานเกี่ยวกับชาวเขาของรัฐบาลไทย เป็นที่ปรากฏชัดเจน เริ่มตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ คือ พ.ศ. ๒๔๘๘ ได้มีกลุ่มชาวเขาและต่างด้าว หลั่งไหลจากประเทศพม่า ลาว ญวน จีนตอนใต้ เข้ามาในประเทศไทยโดยลำดับ รัฐบาลไทยเป็นห่วงความสงบเรียบร้อยตามชายแดน ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ จึงได้จัดตั้งตำรวจตระเวนชายแดนขึ้น แทนกองบัญชาการรักษาชายแดนเดิม เพื่อทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนและชาวเขา ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๓ – ๒๕๐๓ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กรมประชาสงเคราะห์ จัดตั้งนิคมสร้างตนเองในพื้นราบขึ้นหลายแห่ง พร้อมทั้งทดลองสร้างนิคมสร้างตนเองส่งเคราะห์ชาวเขา ๔ แห่งคือ นิคมสร้างตนเองชาวเขาดอยมูเซอ (ลาหู่) ที่อำเภอเมือง จังหวัดตาก แห่งที่สองนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขาดอยเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ แห่งที่สามนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขาม่อนแสนใจ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงรา (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง) และแห่งที่สี่นิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขาภูลมโล เขตต่อจังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก และเลย สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐ ทำให้กรมประชาสงเคราะห์ ได้ดำเนินนโยบายกับชนเผ่า เพื่อเข้าไปรวบรวมข้อมูล พัฒนาคุณธรรม ตลอดถึงคุณภาพชีวิต โดยใช้หลักธรรมพุทธศาสนาเข้าไป จึงทำให้เกิดโครงการพระธรรมจาริกขึ้นมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ตลอดระยะเวลา ๔๐ ปี ที่ผ่านมา โครงการได้ทำงานประสบความสำเร็จอย่างมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเผยแผ่พุทธศาสนากับชนเผ่า การส่งเสริมด้านอาชีพ การจัดการการศึกษา การอนุรักษ์วัฒนธรรมชนเผ่า ตลอดถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติน้ำ ดิน ป่า ฯลฯ เพื่อเป็นการศึกษาข้อมูลในเชิงลึกของโครงการพระธรรมจาริก จึงได้สัมภาษณ์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชวิมลเมธี เจ้าอาวาสวัดศรีโสดา ผู้อำนวยโครงการพระธรรมจาริกส่วนภูมิภาค และรองเจ้าคณะภาคที่ ๗


        โครงการได้ทำงานประสบความสำเร็จอย่างมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเผยแผ่พุทธศาสนากับชนเผ่า การส่งเสริมด้านอาชีพ การจัดการการศึกษา การอนุรักษ์วัฒนธรรมชนเผ่า ตลอดถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติน้ำ ดิน ป่า ฯลฯ เพื่อเป็นการศึกษาข้อมูลในเชิงลึกของโครงการพระธรรมจาริก จึงได้สัมภาษณ์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชวิมลเมธี เจ้าอาวาสวัดศรีโสดา ผู้อำนวยโครงการพระธรรมจาริกส่วนภูมิภาค และรองเจ้าคณะภาคที่ ๗
อายิ : กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อครับ
หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี : เจริญพร
อายิ : วันนี้ขอความกรุณาจากหลวงพ่อ มาสัมภาษณ์เกี่ยวกับการทำงานของพระสงฆ์ในโครงการพระธรรมจาริก เพื่อเผยแพร่ในเว๊ป hilltribe.org ครับ
หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี : ได้....ได้
 
       อายิ : ขอบคุณมากครับหลวงพ่อ ก่อนที่จะลงรายละเอียดลึก ผมของขออนุญาตหลวงพ่อ อยากให้หลวงพ่อช่วยอธิบายถึงโครงการพระธรรมจาริก ว่าโครงการพระธรรมจาริกคือโครงการอะไรครับ?
หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี : โครงการพระธรรมจาริก คือโครงการของคณะสงฆ์ เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ สมัยนั้นท่านเจ้าคุณพระพุทธวงศมุนี ได้พบกับคุณประสิทธิ์ ดิศวัฒน์ หรือพระประสิทธิ์ ปวฒโก ปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการกองสงเคราะห์ชาวเขา และได้พูดคุยกันถึงชาวเขา เช่นว่าพี่น้องชาวเขายังไม่รู้จักพระพุทธศาสนาคืออะไร เมื่อเจอพระก็วิ่งหนี ผลจากการสนทนาครั้งนี้ได้ก่อเกิดโครงการพระธรรมจาริกขึ้นมา ในช่วงระยะแรกๆ ได้พระภิกษุ จำนวน ๕ รูป แบ่งเป็นกลุ่มๆส่งไปตามถิ่นทุรกันดาร พระภิกษุได้ไประจำหมู่บ้านชาวเขา เอายาไปแจก และอบรมหลักธรรมพุทธศาสนาว่าคืออะไร สำคัญอย่างไร การเผยแผ่ในระยะแรกนี้บางส่วนก็ยอมรับนับถือ และมีบางส่วนที่ยังไม่ยอมรับนับถือ และในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ คณะพระธรรมจาริกได้ชักชวนเยาวชนชาวเขาามาบวชเป็นครั้งแรก ปัจจุบันก็ครบ ๔๐ ปีแล้ว มีอาศรมพระธรราจาริกทั่วภาคเหนือ และภาคกลางบางส่วน มีอาศรมฯเกือบ ๒๐๐ แห่ง ชาวเขาเกิดเลื่อมใสศรัทธาส่งลูกหลานเข้ามาบวชปีละกว่า ๒๐๐ รูป
 
        อายิ : โครงสร้างการบริหารงานของโครงการพระธรรมจาริก เป็นอย่างไรบ้างครับ?
หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี : การบริหารงานของโครงการพระธรรมจาริก มีอยู่ ๒ ระดับคือ ส่วนกลางมีอยู่ที่วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพ ส่วนภูมิภาคที่วัดศรีโสดา เชียงใหม่ การเกิดพระธรรมจาริกส่วนภูมิภาค สืบเนื่องมาจากการบริหารงานส่วนกลางอย่างเดียวไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ จึงได้มาก่อตั้งส่วนภูมิภาคที่วัดศรีโสดา ซึ่งเป็นสถานที่เหมาะแก่การจำพรรษาของพระภิกษุสามเณร จึงได้มาติดต่อพระครูสิริธรรมจารี ซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีโสดา และปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้จัดตั้งเปิดศูนย์อบรมพระภิกษุสามเณรชาวเขาขึ้น วัดศรีโสดาเป็นสถานที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมอย่างมาก เพราะอยู่เชิงดอยสุเทพ สภาพพื้นที่เต็มไปด้วยป่าไม้ มีอากาศเย็น เมื่อได้ทำการเปิดศูนย์ฯ แล้วได้ส่งเสริมการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรชาวเขา ทั้งการศึกษาทางธรรม และปริยัติธรรมแผนกสามัญ ในเบื้องต้นการศึกษาปริยัติธรรมแผนกสามัญ ได้เปิดการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องชนเผ่า โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โครงการพระธรรมจาริกจึงเป็นโครงการยุคแรกๆ ที่บุกเบิกการทำงานกับชนเผ่าอีกโครงการหนึ่ง

        อายิ : โครงการพระธรรมจาริกมีจุดเริ่มต้นการทำงานกับชนเผ่าอย่าไรบ้างครับ?
หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี : จุดเริ่มต้นการทำงานของโครงการพระธรรมจาริก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ เริ่มจาก ได้พระราชาคณะจากส่วนกลาง จำนวน ๕ รูป ซึ่งมีความชำนาญต่างกันมารวมตัวกัน เช่น พระที่มีชำนาญด้านวิปัสสนากรรมฐาน ๑ รูป ชำนาญด้านการเทศน์ ๑ รูป ชำนาญด้านการอบรม ๑ รูป ส่งท่านมาในถิ่นทุรกันดาร ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากชนเผ่าดี และเกิดการยอมรับ แต่ก็มีบางส่วนที่เกิดการระแวง เพราะในสมัยนั้นสงสัยพระว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ แต่เมื่อยู่ไปนานๆ ทำงานร่วมกับผู้นำชุมชน เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็เริ่มเชื่อถือและวางใจ จึงได้ส่งบุตรหลานมาบวชกว่า ๕๐ รูป การเผยแผ่ธรรมในช่วงแรกได้เผยแผ่ที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดน่าน จังหวัดเชียงใหม ่ การเผยแผ่พุทธศาสนาเริ่มจากการเข้าไปหาชาวบ้านอย่างสันติและเริ่มแจกยาเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับพระสงฆ์ จากนั้นก็มีการสอนธรรมะสอดแทรก และได้อธิบายพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาประจำชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีก็นับถือพุทธเหมือนกัน

        อายิ : ปัญหาและอุปสรรคการเผยแผ่ธรรมะของพระธรรมะจาริกช่วงแรกๆมีอะไรบ้างครับ?
หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี : ปัญหาและอุปสรรคการทำงานของพระสงฆ์ในช่วงแรกๆกับชาวเขา มีมาก ปัญหาที่สำคัญประการแรกคือ พระสงฆ์มาจากส่วนกลาง ไม่เข้าใจภาษาชาวเขา ชาวเขาไม่เข้าใจภาษาภาคกลาง ประการที่สองปัญหาคมนาคมไม่สะดวก ต้องเดินเข้าไปในชุมชน ต้องมีความอดทนอย่างมาก อย่างหลวงพ่อก็เดินเข้าไปเหมือนกัน ประการที่สามพระที่มาจากส่วนกลางมีเวลาน้อย อย่างมากก็อยู่ได้ไม่เกิน ๔ เดือนต้องกลับไปเพราะเป็นพระสังฆาธิการ ประการที่สี่เรื่องอาหารขบฉัน ต้องหาเสบียงจากในเมืองขึ้นไป แต่พระก็ฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคไปได้ ด้วยความเห็นแก่พุทธศาสนาและชาวเขา

        อายิ : การทำงานกับชนเผ่าที่ต่างกัน พระธรรมจาริกมีกลวิธีเข้าถึงชนเผ่าอย่างไรบ้างครับ?
หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี : ในประเทศไทย มีชนเผ่าใหญ่ๆ ๖ เผ่าด้วยกัน ประกอบไปด้วย กะเหรี่ยง ม้ง อ่าข่า ลีซู ลาหู่ เมี่ยน นอกจากนั้นก็มีชนกลุ่มน้อยบ้าง เช่น ไทยใหญ่ จีนฮ่อ แต่ละเผ่ามีประเพณีวัฒนธรรมต่างกัน ในสมัยนั้นก็มีศูนย์สงเคราะห์ชาวเขาเข้าไปศึกษาชาวเขาอยู่แล้ว จึงได้ศึกษาข้อมูลและได้เข้าไปในหมู่บ้านชาวเขา เมื่อเข้าไปก็ปรากฏว่าชนเผ่ามีการเจ็บป่วยมาก จึงได้นำเภสัชไปแจกจ่ายรักษา การเข้าไปของพระธรรมริก ไม่มีแนวคิดทำลายความเชื่อดั้งเดิมของชาวเขา แต่มีความคิดผสมกลมกลืนระหว่างดั้งเดิมกับของพุทธ เช่น สอนให้รักษาภาษา พิธีกรรม ความเชื่อ แต่พระสอดแทรกหลักธรรมเข้าไป และไม่บังคับว่าเมื่อเข้ามานับถือพุทธศาสนาแล้วต้องเปลี่ยนความเชื่อ แต่ก็มีบ้างบางเผ่าที่เข้ามานับถือพุทธศาสนาแล้ว ต้องการให้พระตัดความเชื่อดั้งเดิมบางอย่างให้ อันนี้ไม่ได้หมายความว่าพระทำลาย ประเพณีเทศกาลทุกอย่างยังอยู่ครบ

        อายิ : โครงการพระธรรมจาริกมีการใช้ธรรมะพัฒนาจิตใจ และคุณภาพชีวิตชาวเขาอย่างไรครับ?
หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี : วัตถุประสงค์ของโครงการพระธรรมจาริกข้อแรก การเผยแผ่พุทธศาสนาเพื่อสร้างความร่วมมือ ความรักและความสามัคคี โดยเฉพาะในช่วงนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับการทำลายป่า จึงสอนให้รักษาป่า และให้มีความหมั่นเพียรในการทำงาน เมื่อได้เงินมาก็สอนให้รู้จักเก็บออมไว้ใช้ในยามขาดแคลน อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และใช้ในทางที่ผิดโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับยาเสพติด ให้รู้จักแบ่งสัดส่วนการออมเงิน ใช้จ่ายอย่างพอเพียงแบบที่พระเจ้าอยู่หัวสอน คือมีน้อยให้ใช้น้อย มีมากก็เก็บออม สำหรับการพัฒนาจิตใจนั้นก็มีการนำลูกหลานมาบวชเรียนทั้งทางธรรมและทางสำมัญ สอนให้ชาวเขารู้จักการเสียสละสร้างศาลาอาศรม และพระย้ำให้ชาวเขาปฏิบัติตามหลักศีล ๕

        อายิ : โครงการพระธรรมจาริกทำงานร่วมกับหน่อยงานหรือองค์กรใดบ้างครับ?
หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี : เมื่อก่อนได้ทำงานร่วมกับกรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งปัจจุบันได้เข้าไปอยู่ในกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ ได้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ทุกๆปีอุดหนุนงบประมาณมากว่า ๑๒ ล้านบาท และอีกส่วนหนึ่งก็ได้รับบริจาคจากประชาชนทั่วไป และยังได้รับความร่วมมือจากพระสังฆาธิการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ในส่วนวัดศรีโสดา ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีในการเลี้ยงเพล อาหารแห้งใส่บาตร ในปัจจุบันได้มีประชาชนใส่บาตรถวายพระเณรทุกเช้าที่หน้าอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยเป็นจำนวนมาก และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้บริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้กับวัดศรีโสดา เดือนละ ๕๐ , ๐๐๐ บาท ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน


        อายิ : ปัจจุบันพระธรรมจาริกมีพื้นที่ทำงานกี่จังหวัด และกับชนเผ่าอะไรบ้างครับ? หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี : ทำงานร่วมกับหกชนเผ่า และมีชนกลุ่มน้อยใหม่ๆ เช่น ถิ่น ลั้ว ในจังหวัดน่าน เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน และเข้าไปทุกเผ่าที่อยู่ห่างไกลทุรกันดาร บางพื้นที่ที่หน่วยงานราชการยังเข้าไม่ถึง แต่พระธรรมจาริกก็ไปถึงทั้งภาคเหนือ และภาคกลางบางส่วน
อายิ : การทำงานเผยแผ่ธรรมะกับชนเผ่า ที่มีความเชื่อหรือลัทธิของตนเองอยู่แล้ว โครงการพระธรรมจาริกมีวิธีการอย่างใด ในการสร้างความเข้าใจถึงความเป็นพระ และสร้างทัศนะคติที่ดีต่อพระสงฆ์?
       หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี : ก่อนที่จะส่งพระธรรามจาริกส่งในพื้นที่ มีการอบรมความรู้เข้มให้กับพระ จำนวน ๓ วัน ก็มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับชาวเขาแต่ละเผ่ามาให้ความรู้ นโยบายของโครงการพระธรรมจาริก ไม่ไปทำลายความเชื่อดั้งเดิม หรือสิ่งดีงามชาวเขา แต่เราจะใช้วิธีการประยุกต์ใช้ ด้วยการสอดแทรกธรรมะเข้าไป เช่น ภาษาชาวเขา เราสอนให้อนุรักษ์ไว้ และพิธีกรรมหรือประเพณีสำคัญๆ ก็อนุญาตให้พระเณรชาวเขากลับไปบ้านได้ เช่น พิธีกรรมมัดมือ และนับตั้งแต่เริ่มตั้งโครงการมา ยังไม่ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ปัจจุบันพระธรรมจาริกหลายรูปที่ไม่ใช่ชาวเขา สามารถพูดภาษาชาวเขา และเข้าใจวัฒนธรรมชาวเขาถึงขณะมีการลงมือทำวิจัยกันเลย

        อายิ : เมื่อชาวบ้านเกิดความศรัทธาในพุทธศาสนาแล้ว มีการจัดการกับพิธีกรรมหรือความเชื่อดั้งเดิมของชนเผ่าอย่างไรบ้างครับ?
หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี : วิธีดำเนินการ ก็ต้องดูว่าอันไหนดั้งเดิมของชาวเขาควรอนุรักษ์รักษา แก้ไข หรือปรับเปลี่ยน ในด้านการแก้ไข เปลี่ยนแปลง ปรับเปลี่ยนในเรื่องความเชื่อดั้งเดิมพระธรรมจาริกให้ชาวเขาคุยเอาเองในฐานะที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรม ปรากฏว่าชาวเขามีการพูดคุยเอาเองและมีการจัดการได้ในระดับหนึ่ง ในเรื่องนี้โครงการพระธรรมจาริกไม่ได้เข้าไปชี้แนะหรือชี้นำแต่อย่างใด แต่หัวใจหลักของพระธรรมจาริกคือการเผยแผ่สอดแทรกธรรมะเข้าไปให้เข้าใจว่าธรรมะคืออะไร มีความจำเป็นอย่างไรบ้าง และเมื่อเข้าใจหลักธรรมพุทธศาสนาก็ให้กลับไปพัฒนาชุมชนและชนเผ่าตนเอง ปัจจุบันมีกลุ่มและหน่วยงานที่เป็นศิษย์เก่าโครงการและวัดศรีโสดา ได้ตั้งหน่วยงาน กลุ่ม เพื่ออบรมและอนุรักษ์วัฒนธรรมชนเผ่า วัดศรีโสดาได้เอื้ออำนวยความสะดวกในเรื่องการใช้สถานที่เท่านั้น

        อายิ : โครงการพระธรรมจริกมีบทบาทในการอนุรักษ์ ดิน น้ำ ป่า อย่างไรบ้างครับ?
หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี : บทบาทของพระสงฆ์ในโครงการพระธรรมจาริกเมื่อเข้าไปในชุมชนแล้ว ให้ไปสำรวจทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ว่ามีอะไรบ้าง มีจำนวนมากน้อยแค่ไหน เช่น หากมีป่าจำนวนน้อยในชุมชน ก็ให้พระธรรมจาริกเสนอโครงการเข้ามา เพื่อร่วมกันปลูกป่า ฯลฯ อันนี้ก็เป็นการมารวมตัวกันเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน เรียกว่ามีการพัฒนาควบคู่ไปด้วยทางทางกายและจิต เช่น การสร้างอาศรมฯ อย่าตัดไม้มาทำ อย่าสร้างอาศรมฯใหญ่โต ซึ่งเป็นคำสั่งของหลวงพ่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ อดีตประธานโครงการพระธรรมจาริก นอกจากนั้นยังแนะนำให้มีการปลูกต้นไม้รอบอาศรมฯ บวชป่า เพราะพอบวชป่าแล้ว ไม่มีใครกล้าตัดต้นไม้ เราเสียดายต้นไม้ขนาดใหญ่ๆ ที่มีอายุร้อยๆปี

        อายิ : ปัญหาอุปสรรคของการทำงานของพระธรรมจาริกในปัจจุบันคืออะไรครับ?
หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี : ปัจจุบันคือจำนวนพระธรรมจาริกน้อยลงไป เพิ่มอาศรมฯ ปัจจุบันมีอาศรมฯ ที่ขาดพระจำนวน ๔๐ กว่าแห่ง เยาวชนที่เคยอยู่ในอาศรมฯมาอยู่ที่วัดศรีโสดามากขึ้นทำให้สถานที่แคบลง เพราะมีจำนวนพระเณรมากขึ้น ปัญหาหนักอีกประเด็นหนึ่งของโครงการพระธรรมจาริกกับวัดศรีโสด คือปัญหาการเงิน จริงอยู่ที่พระมาบวชไม่ใช่เพื่อเงิน แต่สถานการณ์สังคมบังคับต้องมีค่ารถ แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากประชาชนส่วนหนึ่งแล้ว และในอนาคตต้องมีการรับสมัครพระธรรมจาริกเพิ่มให้สอดคล้องกับจำนวนอาศรมฯ และจะต้องมีค่าใช้จ่ายค่านิตยภัตรเพิ่มขึ้นไปด้วย

        อายิ : แนวโน้มการทำงานกับชนเผ่าของโครงการพระธรรมจาริกในอนาคต เป็นไปในทิศทางใดครับ?
หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี : จะมีเยาวชนชาวเขามาบวชมากขึ้น มีการศึกษาทั้งทางเปรียญ สายสามัญ ปริญญาตรี โท และเอก มากขึ้น และเมื่อจบการศึกษาแล้วจะผลักดันให้กลับไปพัฒนาหมู่บ้านและเผ่าของตนเอง เพราะการให้ชาวเขาที่มาบวชเรียนนั้นกลับไปบ้านเกิดนั้น ทำให้ลดปัญหาอุปสรรค โดยเฉพาะอุปสรรคด้านภาษาก็หมดไป และโครงการพระธรรมจาริกกับวัดศรีโสดาจะต้องขยายวัดในบนดอยที่ใดที่หนึ่ง จำนวน ๑ – ๒ แห่ง เพื่อเป็นแหล่งรองรับการขยายงานของโครงการพระธรรมจาริกต่อไป
สัมภาษณ์โดย ป. อายิ


      
  ***บอกบุญครับ เนื่องในวโรกาสอันเป็นปีมหามงคล ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี มูลนิธิเผยแผ่พุทธศาสนาแก่ชนถิ่นทุรกันดาร ร่วมกันกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และโครงการพระธรรมจาริก ได้ร่วมกันจัดพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวเขา จำนวน ๖๐๐ รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมกิจกรรมและบริจาคได้ในวันที่ ๑ – ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ณ.วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุเทพฯ


คุณคิดอย่างไง ให้เราได้รับรู้ด้วยคะ

อายิ: ผู้มีจิตรศรัทธาที่ประสงค์จะร่วมบริจาคในการจัดพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่ในครั้งนี้แต่ไม่สามารถไปด้วยตนเองได้สามารถบริจาคเข้าบัญชีของทางวัด โดยนำฝากเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยห้วยแก้ว ชื่อบัญชี วัดศรีโสดา/โครงการพระธรรมจาริก เลขที่บัญชี 549-1-02118-0 *เมื่อท่านได้นำฝากเงินเข้าบัญชีทางวัดแล้วให้ส่งใบนำฝากเงินพร้อมแจ้ง ชื่อนามสกุล ที่อยู่ ของท่าน มาตามที่อยู่ของวัด ดังนี้ วัดศรีโสดา เลขที่ 17/2 ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 57180 วัดจะจัดส่งใบอนุโมทนาไปให้ท่านตามที่อยู่ที่ท่านแจ้งมา ถ้าต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ 053-892346
  (26.06.2006, 16:43)


จ๋า: เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมและหลักการปฏิบัติให้เข้ากันได้เป็นอย่างดีและไม่ขัดต่อรูปแบบและวิถีของชาวบ้านได้เป็นอย่างดีและยังเปิดโอกาศ ให้ชาวบ้านได้รู้จักกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ได้โดยไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตเขา เป็นโครงการที่ดีมากค่ะ
  (29.06.2006, 12:35)


จอหลู่แบ พาบะโคะ อ.ลี้: เป็นอีกหนึ่งสถาบันที่นอกจากจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจแก่พีน้องชาวเขาทั้ง 6 ชนเผ่าให้ได้มีโอกาสได้เรียนรู้ทัดเทียมกับพี่น้องชาวพื้นราบและเป็นการชุบชีวิตเด็กชาวเขาและญาติมิตรได้สัมผัสพระธรรมอันลุ่มลึกและชุ่มเย็นเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ขอขอบคุณและอนุโมทนากับ หลวงพ่อพระราชวิมลเมธี และพระอาจารย์ทุกอาศรมพระธรรมจาริก ท่านคือไฟไต้ส่องนำทางให้กับพวกเราโดยแท้..สาธุ
  (12.07.2006, 11:21)


ศิษย์เก่าเส้าหลิน: คุณ ป. อายิ ขอบคุณมาก ๆๆๆ เลยที่ลงบทความนี้ นับเป็นความคิดสรรค์สร้างที่ดีเยี่ยมเลยทีเดียว ผมเคยคิดมานานปีแล้วว่าหากมีโอกาสอยากจะกลับมาสัมภาษณ์เหมือนกัน แต่มีคนทำออกมาแบบนี้แล้วนับเป็นสิ่งที่ดีจริง ๆ ครับ เพราะว่าหากเรามองดูสถาบันที่ทำงานเพื่อคนชนเผ่าในสายพระพุทธศาสนาและผลิตบุคคลากรชนเผ่าออกมาสู่โลกภายนอกมากที่สุด ก็คงไม่มีสถาบันไหนจะเทียบได้กับวัดศรีโสดา ผมคิดว่าปราศจากสภาบันแห่งนี้ไม่รู้วิถีชีวิตของพวกเราหลายร้อยหลายพันคนปัจจุบันนี้จะเป็นเช่นไรเหมือนกัน เท่าที่รู้มีเพื่อนทั้งรุ่นพี่ ๆ และ รุ่นน้อง ๆ หลังจากออกจากที่เรารู้ ๆ กันและเรียกกันว่า "เส้าหลิน" หรือ "วัดศรีโสดา" แล้ว ไปเรียนต่อถึงระดับ ป. ตรี โท และ เอก ไปเรียนต่อและอยู่เมืองนอกก็มี ไปเป็นทหาร ตำรวจ และทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐก็มี นี่เป็นผลงานของเส้าหลินทั้งสิ้น กระผมในฐานะศิษย์เก่าผู้หนึ่งไม่มีวันลืมสถาบันแห่งนี้ และภูมิใจที่วิถีชีวิตได้นำพาให้ได้มีโอกาสมาพักพิงอาศัยอยู่เป็นแรมปีและได้ลิ้มรสของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา ถึงแม้จะรู้เพียงน้อยนิดแต่ก็เป็นความรู้ด่านแรกที่สุดที่ได้เข้ามาสัมผัสชีวิตของเด็กชาวเขาผู้หนึ่ง (คงมีอีกหลาย ๆ ท่านก็คงเช่นกัน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันได้หล่อหลอมชีวิตของผม มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของผมในภายหลัง และเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของกระผมจนถึงทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม คิดว่าหาก "ชาวเขา" ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเคยผ่านมาทางนี้ และหากปัจจุบันท่านมีจิตวิญญาณคิดถึงความเป็นชนเผ่าของท่าน และกำลังร้องเรียกหาการรวมตัวกันหรือความสามัคคีในชนเผ่า เพื่อทำงานกับชนเผ่า สร้างสรรค์ชนเผ่า ก็อย่าลืมสถาบันแห่งนี้ "วัดศรีโสดา" "วัดเส้าหลิน" แห่งเมืองไทย

ขอบคุณ
  (15.07.2006, 16:15)


ป. อายิ: ผมก็เป็นศิษย์คนหนึ่งของ เส้าหลินเมืองไทย ศรีโสดาตกศิลา สถานที่ที่ให้มากกว่าคำว่าการศึกษาและพัฒนาจิตใจ ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่อยู่ในโครงการฯผมเป็นหนี้บุญคุณโครงการและพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชวิมลเมธีอย่างมาก ข้าวเม็ด น้ำหยด เลือดเนื้อ ผมได้มาจากตรงนี้และเป็นสถานที่สร้างผมมา ผมจึงสำนึกในบุญคุณและหาโอกาสเพื่อตอบแทนพระคุณ
  (21.07.2006, 13:35)


อิสระ: ขอชื่นชมด้วยคนนะครับ
ผมอีกคนที่เป็นศิษย์เก่า หกปีที่ศึกษาอยู่ที่นั่น ไม่เคยลืมบุญคุณของวัดศรีโสดาเลยครับ ตอนนี้เรียนจบแล้ว แล้วสักวันหนึ่งผมจะกลับมา รับใช้ นะครับ
เป็นกำลังใจให้กับทุกคน
  (22.07.2006, 13:56)


ป. อายิ: ศิษย์เก่าวัดศรีโสดา ปัจจุบันมีมากมายเป็นแสนๆ หากเป็นไปได้คนที่มาอ่านในบทความนี้ลองบอกชื่อ - นามสกุล หน่อย เผื่อรู้จักกันครับ ผม ป.อายิ หรือปฏิภาณ อายิ เป็นศิษย์เก่าตั้งแต่ปี 2549 - 2535 เคยทำงานในห้องสารสนเทศ เป็นเจ้าหน้าที่ตั้งเบิกค่านิตยภัตรพระธรรมจาริกครับ
  (25.07.2006, 11:03)


โม: เคยไกล้ชิดและผูกพันธ์กับโครงการพระํธรรมจาริก เมื่อครั้นยังเป็นนิสิต มจร.ถึงจะไม่ใช่ ศรีโสดา แต่ความความเข้าใจ ผูกพันธ์ระหว่างศิษย์พุทธบุตร ย่อมมีค่าเหนือกว่าสิ่งใดๆ ขอส่งใจให้กับพระสหายที่ยังปฏิบัติศาสนกิจ ขอให้อดทนต่อความยากลำบาก ฝ่าฝันอุปสรรคนานับประการสมดังปณิธานของพระพุทธองค์
  (31.08.2006, 20:03)


sakchai: โครงการนี้ดีมากเลยครับขอขอบพระคุณท่านมากที่ได้พัฒนาโครงการนี้ข้นมา
  (18.11.2006, 15:32)


ไอ่ดม ตะบิ: ผมนายอุดม ตะบิ ศิษย์เก่าศรีโสดา เข้ามาดูเว็บของ hilltribe ประจำส่วนมากฝากกระทู้ความเห็นไว้ที่ ภาษากะเหรี่ยง เคยเป็น(เณร)พระธรรมจาริก ไปจาริกที่ โซโกล ท่าสองยางตาก มา 3 เดือน ที่บ้านผม ผญบ. อบต. หมอ สสช. ครู. ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์เส้าหลินด้วยกันทั้งหมด แต่ มีข้อเสียที่ทุกคนชอบดื่ม แม้น อาจารย์ ไม่เคยสอนให้ดื่ม หากท่านมหา มรกต ยังไม่มรณภาพไปเสียก่อน ผมจะนิมนต์ท่าน มาเทศน์พวกนี้สักหน่อย
  (29.01.2007, 12:16)


ป. อายิ: ท่านอุดมครับ ท่านอยู่บ้านไหนครับ ผมคิดว่าท่านต้องเป็นชนเผ่ากะเหรี่ยงหรือปว่าเกอญอแน่เลย อีกเรื่องท่านรู้เรื่องเกี่ยวกับวัดศรีโสดาดี จึงอยากถามว่าท่านไปอยู่วัดเสาหลินเมืองไทย ช่วงปีไหนครับ
  (07.06.2007, 12:08)


tada: สวัสดี พี่ป.อายิ ทำงานอยู่ที่ใหนแล้ว เป็นไงบ้างสบายดีหรือเปล่า คิดถึงศิษย์เส้าหลิน ทุกคนนะครับ ใครมีงานดีๆ ก็เสนอมาได้นะครับ เห็นใจเพื่อนๆที่ว่างงานกัน ร่วมด้วยช่วยกันเน้อ (karen freedom not KNU and DKBA)
  (20.07.2007, 12:53)


พ.วัมนกุล: ถ้ามีโอกาสให้เผยแพร่โครงการพระธรรมจาริกออกสู่สรธารณะชนให้มาก ให้ประชาชนได้รู้ให้มากที่สุด เพื่อที่จะช่วยพัฒนาคุรภาพชีวิตของพี่น้องบนดอยให้ดีขึ้นมากกว่าเดิม
  (20.07.2007, 14:23)


หนุ่มกรุงเทพฯ: ผมผิดอะไร เคยได้ยินว่าคนกรุงฯชอบหลอกลวงสาวเหนือต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แล้ว ขอความเป็นธรรมตัดสินด้วยว่ากรณีนี้ใครผิด เรื่องก็คือ ผมได้รู้จักกับสาว บ้านเลขที่ 39 หมู่ 14 ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่บ.แห่งหนึ่งจ.สมุทรสาคร เธอน่ารักนะเมื่อใกล้ชิดความสัมพันธ์ก็มากขึ้น ผมตั้งข้อแม้ไว้ว่าช่วงเวลาที่คบกันขอให้เธอบอกหรือเล่าความจริงทุกอย่างให้รู้ทั้งหมดห้ามโกหกปิดบังต่อกัน การกระทำที่แสดงออกมาของเราทั้งสองคนและผู้คนรอบข้างได้รู้ว่าเราเป็นแฟนกัน จนเราได้เสียกัน ผมพร้อมที่จะรับผิดชอบทุกอย่างที่ได้ล่วงเกินเธอไป เพราะว่าผมรักเธอ แต่แล้วคืนหนึ่งจู่ๆเธอก็บอกกับผมว่า เธอมีความจริงจะสารภาพกับผม "พี่เราเลิกกันเถอะ พี่ไม่ใช่คนแรกของน้อง น้องมีคู่หมั้นแล้วเรียนอยู่ที่ จ.เชียงราย รอกลับไปแต่งงาน คิดเสียว่าคำพูดที่น้องเคยบอกว่ารักพี่ น้องโกหกก็แล้วกัน ที่ผ่านมาก็แค่สนุกๆ เราทั้งสองต่างก็มีความสุขด้วยกัน อย่าไปคิดอะไรมาก เพราะว่าน้องเคยผ่านผู้ชายมาแล้ว 2 คน พี่นะเป็นคนที่ 3 " เหมือนฟ้าผ่าเข้ามาที่กลางหัวใจ กับคำพูดของสาวที่รัก ( กฤษณา จางวัน น้องติ๋ว )ชาตินี้ผมจะไม่มีวันลืมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ความจริงผมไม่เสียหายอะไร มีก็แต่เสียความรู้สึก ผมได้รู้ความจริงว่าเธอประชดแฟนที่ทะเลาะกันโดยใช้ผมเป็นเครื่องมือหรือเกมส์ในการดึงแฟนกลับมา ยอมลงทุนใช้ร่างกายเข้าแลก "ก่อนเอ่ยคำว่ารักให้กับใคร โปรดจงตรองใจดูให้ดี อยากให้ลองคิดดูอีกที ว่าใจดวงนั้นมันว่างไหม อย่าเอ่ยคำว่ารักให้กับฉัน หากว่ารักนั้นยังสั่นไหว อย่าหลอกกันให้รักแล้วจากไป ปล่อยให้จิตใจต้องเปลี่ยวเหงา ตรองดูให้ดีว่ารักที่มีต่อกัน ที่เธอให้ฉันมันซ้ำมันซ้อนกับใคร อย่าให้ต้องซ้ำเพราะความที่ไม่แน่ใจ ว่าสิ่งใดคือรักที่แท้แน่นอน อย่าเอ่ยคำว่ารักมาอีกเลย ปล่อยให้ลงเอยให้ผ่านไป อยาเอ่ยคำว่ารักให้เจ็บใจ ปล่อยให้ผ่านไปก็คงลืม"ทำได้อย่างไรโกหกผม โกหกแฟน และสำคัญที่สุดก็คือ โกหกตัวเอง ในเมื่อตัวเองยังไม่รักตัวเอง ก็อย่าหวังว่าชาตินี้จะมีใครรักอย่างจริงใจโดยเฉพาะแฟนที่ขนาดเรื่องสำคัญขนาดนี้ยังกล้าทำ บาปกรรมนี้จะติดตัวไปจนตาย สุดท้ายนี่ฝากสอนไว้ว่า จงซื่อสัตย์กับตัวเองและคนที่เรารัก อย่าได้คิดนอกใจอีก มีแฟนแล้วจะประชดแฟนอย่าได้ทำอีกมันไม่ดี
  (25.09.2007, 17:28)


เดกดอย: อยากเป็นพระธรรมจาริกจัง อ่านดูแล้วน่าสนใจมากเลย
  (26.12.2007, 22:11)


เลือดศรีโสดา: ผมรักโครงการพระธรรมจาริกมากเพราะโครงการนี้ให้หลายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆสิ่งแก่พี่น้องที่อยู่บนพื้นที่สูง
40 ปีพระธรรมจาริกที่อยู่คู่กับชาวเขา
  (28.03.2008, 00:52)


หนึ่งในล้านคนที่ได้มาสัมผ: ใครที่ไม่เคยมาสสัมผัสกับโครงการพระธรรมจาริกก้จะไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ยากที่จะบรรยายให้ฟัง ลองมาศึกษาดูสิครับ ....ว่ามีดีอย่างไร.......
  (10.04.2008, 10:13)


นะ ศิษย์เก่าปี 27 - 30: เคยมาเป็นส่วนหนึ่งของวัดศรีโสดาตั้งแต่ยังเป็นโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ และจาริกที่อาศรมแม่อูคอและอาศรมแม่สะเรียง ความเป็นพี่น้องของศิษย์เก่าที่นี่ยังคงเหนียวแน่นถึงแม้จะเรียนกันคนละปีละรุ่นเพราะที่วัดศรีโสดาหล่อหลอมดวงใจหลายดวงที่นี่ให้เป็นดวงเดียวกันอยากรู้จักรุ่นพี่และรุ่นน้องที่ไม่ได้เรียนมาด้วยกัน
  (11.07.2008, 09:13)


สุขไชนะ ผ่องสะอาด: อยากพบเพื่อนเก่าที่เชียงใหม่คือ อุทัยลาน ทำงานโรงแรมออคิด,ทิตย์ วอดู, ทวน นักหนังสือพิมพ์เชียงใหม่นิวส์, และหลายๆคนที่เคยเรียนมาด้วยกันแห่งนี้ ถ้าเข้ามาอ่านติดต่อมาที่ 0871613722 คิดถึงเพื่อนมาก (กะเหรี่ยงเมืองกาญจน์ครับเพื่อน)
  (16.07.2008, 12:29)


ความเห็นของคุณ

ชื่อ:
อีเมล์ หรือ โฮมเพจ:


เข้าพิพิธภัณฑ์ : เกี่ยวกับโครงการ : กระดานข่าว : สมุดเยี่ยม : ติดต่อเรา : English Version
ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ โดย ฅนบ้านนอก เจ้าของเว็บ "มูลนิธิกระจกเงา"
รูปภาพและข้อมูลภายในเว็บไซต์แห่งนี้ หากท่านประสงค์จะนำไปเผยแพร่่ สามารถเผยแพร่ได้
JavaScript Menu By Milonic.com