การเดินทางของฉัน hilltribe สัญจรบ้านลาหู่
          และแล้วกิจกรรม hilltribe สัญจรก็หวนกลับมาอีกครั้งโดยครั้งนี้จะไปตามชุมชนลาหู่ ใน อ.ฝาง และ อ.แม่อาย จ. เชียงใหม่ เวลาบ่ายโมงตรงของวันที่ 23 เมษา ทีมงาน hilltribe ต่างเตรียมสัมภาระต่างๆ เพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง จากนั้นจะลาได้ขับรถคู่ชีพจากเวียงป่าเป้ามาถึงมูลนิธิกระจกเงา ทุกคนขนสัมภาระขึ้นรถมีทั้งเครื่องเสียง ลำโพง และชุดนักเรียนสำหรับนำไปมอบให้กับเด็กๆ โห !! แค่ของก็จะเต็มรถอยู่แล้ว ทีมงานหลายคนอุทานออกมาว่าแล้วเราจะนั่งยังไงกันดี เพราะครั้งนี้มีคนกว่า 12 คนด้วยกัน ข้างหน้านั่งเบียดกัน 5 คนพร้อมคนขับ กระบะหลังก็เหลือ 7 ชีวิต เมื่อทุกอย่างพร้อมเราก็ได้ออกเดินทางจากมูลนิธิกระจกเงา มุ่งหน้าไปยังถนนสายแม่จัน-แม่อาย เป้าหมายแรกของเราคือหมู่บ้านจะกอนะ ระหว่างทางได้แวะพักที่ น้ำพุร้อนห้วยหินฝน ก่อนจะไปต่อยังบ้านจะกอนะ ตลอดการเดินทาง อากาศร้อนอบอ้าวเป็นอย่างมาก ทั้งแดดที่ร้อนจัดจนรู้สึกแสบร้อนตามผิว แต่พอถึงทางเข้าหมูบ้านจะกอนะ ที่รายล้อมด้วยภูเขาหลายลูก ก็สัมผัสได้ถึงอากาศที่เย็นสบาย เราเก็บข้าวของไว้ที่บ้านผู้นำหมู่บ้าน เดินเที่ยวรอบหมู่บ้าน และเริ่มกิจกรรมในยามค่ำคืน ลืมบอกไปว่าหมู่บ้านนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้นะ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์หรือโซล่าเซลล์แทน เราจึงได้เจอกับปัญหาแล้ว เพราะเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ใช้ไฟเยอะ ไฟจากโซล่าเซลล์คงไม่พอ ในตอนแรกเราคิดจะแก้ปัญหาโดยการเปิดซีดีจากโทรทัศน์ และแล้วท่าน อบต.ก็บอกว่า ชาวบ้านมีเครื่องปั่นไฟซึ่งน่าจะใช้ได้ เราจึงได้ทดลองด้วยใจที่หวั่นนิดๆ เพราะกลัวเครื่องจะพัง จึงได้เช็คดูจึงเห็นว่าเครื่องปั่นไฟมีตัวแปลงไฟอยู่ จึงได้ทดลองและผลปรากฏว่าใช้ได้ผล ชาวบ้าน เด็ก เยาวชน ผู้เฒ่าผู้แก่ ได้ให้ความสนใจกับกิจกรรมของพวกเราอย่างดี และเด็กๆก็ได้รับชุดนักเรียนไปกันอย่างถ้วนหน้า กิจกรรมเสร็จลงในเวลาเกือบจะห้าทุ่ม ถึงแม้ว่าคืนนี้อากาศค่อนข้างจะหนาวเหน็บและเจอกับอุปสรรค แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
วันที่ 24 เมษายน 2550
          ทีมงานต่างทยอยกันตื่นมาทีละคน สองคน เมื่อทุกคนเสร็จภารกิจส่วนตัวและทานข้าว ก็ได้กล่าวขอบคุณผู้นำหมู่บ้าน พร้อมทั้งกล่าวลา จึงได้ออกเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านดอยแหลม อ.แม่อาย เชียงใหม่ คืนนี้เรามาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านดอยแหลม และฝากท้องไว้ที่บ้านผู้นำชุมชนบ้านดอยแหลม หมู่บ้านนี้ค่อนข้างใหญ่ มีเกือบร้อยหลังคาเรือน เป็นหมู่บ้านที่ทั้งน้ำ ไฟฟ้าและการคมนาคมสะดวก โดยหมู่บ้านตั้งอยู่บนดอย (ตามชื่อหมู่บ้าน)

บ้านแต่ละหลังเรียงยาวกันไปตามข้างถนนลาดยางที่ตัดผ่าน และพื้นล่างจะเป็นสวนลิ้นจี่และสวนส้มของชาวบ้าน กิจกรรมในตอนกลางคืนได้เริ่มขึ้นตรงลานหมู่บ้าน เริ่มกันที่แนะนำทีมงานและแนะนำองค์กร ตามด้วยฉายสารคดีชนเผ่าลาหู่ เช่น ประเพณีปีใหม่กินวอ ผู้นำทางศาสนา และตามด้วยการเต้นรำต่างๆ ต่อด้วยการให้ความรู้เรี่อง โรคเบาหวานจาก Liz อาสาสมัครจากอเมริกา และยังมีการเล่นเกม สันทนาการกับเด็กๆ พร้อมทั้งมอบชุดนักเรียน เป็นอันเสร็จกิจกรรมในคืนนี้

วันที่ 25 เมษายน 2550
          ตอนเช้าพวกเราได้ถ่ายรูปร่วมกับผู้นำ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณสำหรับอาหารที่แสนอร่อยทั้งสองมื้อ ระหว่างที่คุยกันมีชาวบ้านมาบอกว่า หมู่บ้าน ป่ากุ๋ย(ลาหู่) จะมีการกินแขกกัน (ไม่ได้กินแขกที่ไปร่วมงานนะ ตอนแรกเข้าใจอย่างนั้นเหมือนกัน) แต่เป็นการจัดงานเลี้ยงให้แขกหลังจากพิธีแต่งงานผ่านไป วันนี้เจ้าภาพของงานจะฆ่าหมูไว้ทำอาหารต้อนรับแขก เมื่อโอกาสเหมาะเช่นนี้และยังเป็นทางผ่านที่เราจะไปยังหมู่บ้านต่อไป เราจึงไม่พลาดที่จะเข้าไปบ้านป่ากุ๋ย ได้เจอกับพี่ศิระหนึ่งในคนลาหู่ที่ทำงานร่วมกับพี่น้องลาหู่ในพื้นที่ พี่ศิระเป็นคนพาเราเดินเที่ยวรอบหมู่บ้าน เมื่อมองไปยังเขาลูกหนึ่งเห็นธงชาติไทยโบกสะบัดไหวๆไปตามลมอย่างสวยงาม จึงรู้ว่าเป็นค่ายทหารของไทย และถัดไปไม่ไกลก็มองเห็นฐานทัพของพม่า

          ซึ่งหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่อยู่เขตชายแดนระหว่างชายแดนไทย-พม่า ทางพม่าบอกว่าเป็นเขตของพม่า ส่วนไทยก็บอกว่าเป็นเขตของไทยเหมือนกัน ด้วยความที่ไม่ชัดเจนของพื้นที่ทำให้ผู้นำและชาวบ้านอยากย้ายไปอยู่ที่อื่นแต่ไม่ผ่าน พี่ศิระได้เล่าความเป็นมาของหมู่บ้านให้ฟังยาวพอสมควร ก็เดินต่อไปยังบ้านที่มีพิธีกินแขก และเมื่อใกล้ถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้วเราจึงได้ไปเติมพลังให้กับท้อง และจึงได้เข้าไปยังหมู่บ้านห้วยจันสีเป็นหมู่บ้านของชาวลาหู่และลีซูอยู่รวมกัน

          คืนนี้เรามีอุปสรรคอีกแล้ว ขณะที่กำลังจะเริ่มกิจกรรมฝนก็เริ่มตกลงมาอย่างไม่มีวี่แววมาก่อน พวกเราจึงได้รีบช่วยกันคนละไม้คนละมือย้ายของเข้าไปที่ศาลาของหมู่บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก แต่กิจกรรมก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ ชาวบ้านก็ให้ความสนใจอยู่กับเราจนถึงช่วงสุดท้าย วันนี้อากาศจึงค่อนข้างเย็นด้วยสายฝนที่โปรยลงมา เราทุกคนจึงหลับกันอย่างสบายภายใต้ชายคาบ้านของ อบต. บ้านห้วยจันสี

วันที่ 26 เมษายน 2550
          เช้านี้อากาศแจ่มใสเป็นพิเศษ จริงอย่างที่เขาบอกว่าหลังฝนตกฟ้าย่อมสดใส วันนี้เราเดินทางไปที่หมู่บ้านขอบด้ง หมู่บ้านลาหู่แซแลที่ตั้งอยู่บนดอยอ่างขาง เมื่อมองออกไปจะเห็นบ้านแต่ละหลังเรียงรายกันลงไปตามแนวเขาและแปลงเกษตรที่ชาวบ้านปลูกพืชผักและดอกไม้ จากนั้นเราก็ไปกันตามเส้นทางที่คดเคี้ยวและขึ้นเขาที่สูงชัน ยิ่งทางโค้งนี่น่ากลัวสุดๆ โค้งแล้วแล้วก็โค้งอีก ไม่อยากคิดเลยว่าถ้ามีรถสวนมาจะหลบกันยังไง พี่บางคนถึงกับต้องหายาดมกันใหญ่ พี่แลนด์นั้นไม่ถึงกับต้องใช้ยาดม แต่ไม่กล้ามองออกไป ส่วนฉันยืนท้าลม ถ่ายรูป ชมวิว สูดอากาศให้เต็มปอด และปากก็ตะโกนไม่หยุด “ สวยๆๆ ” Laura จึงรีบลุกขึ้นยืนมองไปรอบๆและถ่ายรูปธรรมชาติอันงดงาม ไม่นานนักก็ถึงโครงการเกษตรหลวงดอยอ่างขาง เราจึงได้พบกับผู้นำหมู่บ้านขอบด้งเพราะวันนี้ท่านมีประชุมที่นี่เอง ในโครงการมีทั้งพืชผัก ผลไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ เราจึงหามุมที่ตัวเองชอบถ่ายรูปกันยกใหญ่เลย ได้ยินเสียงทางโน้นทางนี้ก็เรียกหาแต่ “ พี่ต้นซุง พี่ต้นซุง ” ช่างภาพของเรา เหตุผลน่ะหรือก็กล้องอยู่กับเขานี่ ไม่นาน คุณพี่จะมู ที่รออยู่ข้างนอกก็ตะโกนมา “ ฝนจะตกแล้ว เร็วเข้าด้วยครับ ” เราจึงได้ไปหาที่หลบฝนกันที่สวน ๘0 สวนดอกไม้นานาชนิดที่ได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งเราและชาวบ้านที่มาขายสินค้าได้ชายคาของสโมสรดอยอ่างขางเป็นที่กำบังฝน พี่ๆที่เป็นชนเผ่าลาหู่จึงได้ส่งภาษาชนเผ่ากับชาวบ้านอย่างเต็มที่แข่งกับเสียงฝนและเสียงฟ้าที่ร้องคำรามอย่างกระหน่ำ ขอบคุณสโมสรที่ให้พวกเราไม่ต้องเปียกปอนและยังเป็นที่พักสายตาชั่วคราวให้กับพี่อาตี พี่อาซา และพี่ต้นซุงอีกคน

          กลับเข้าไปถึงหมู่บ้านพี่จะคะแตพาเราเดินเที่ยวทักทายชาวบ้านไปรอบหมู่บ้าน และก็ไปเจอลานเต้นจะคึของหมู่บ้าน ด้วยความสงสัยฉันจึงได้ถามพี่จะคะแตไป จนได้ความรู้ใหม่ว่า ลานเต้นจะคึนี้เป็นเหมือนลานประเพณีวัฒนธรรมของชาวลาหู่แซแล เขาจะฉลองกันเมื่อมีงานประเพณี เช่น ปีใหม่กินวอ พิธีบวงสรวงเจ้าที่หมู่บ้าน เป็นต้น และจะสังเกตได้ว่าด้านหน้าประตูของลานจะคึ จะเป็นบ้านของปู่จารย์ (แก่หลูป่า) ซึ่งหมายถึง ผู้นำทางศาสนาของลาหู่แซแล พวกเราจึงได้ถือโอกาสไปร่วมพูดคุยกับท่าน เรื่องประเพณี และพิธีกรรมต่างๆของชาวแซแล โดยคุณพี่จะคะแตเป็นล่ามแปลเป็นไทยให้เข้าใจ และพี่แลนด์ก็แปลเป็นอังกฤษให้ Liz กับ Laura ฟังอีกที คืนนี้เราก็มีกิจกรรมร่วมกับชาวบ้านตามเดิม และเมื่อเสร็จกิจกรรมทีมงานต่างหลับไหลด้วยความเหนื่อย เพลียกับการเดินทาง

วันที่ 27 เมษายน 2550
          วันนี้อากาศดีอีกแล้ว เพราะเมื่อคืนฝนตกหนัก พี่เค้าบอกว่าอย่างนั้น ส่วนเราไม่รู้เรื่องเลย(หลับสนิท...) อาหารเช้านี้มีน้ำพริกลาหู่(เผ็ดสุดๆเลยนะขอบอก) ผักดอง(ก็ยังมีพริก) และไก่ต้มแบบลาหู่ (รสจัดอีกเหมือนกัน) กินกับข้าวดอยแบบใช้มือเปิบ อร่อยแบบหาที่ไหนไม่ได้นอกจากบ้านลาหู่ ขนาดฉันเองเคยคิดตัวเองเนี่ยกินเผ็ดสุดๆแล้ว ยังต้องขอยกธงขาวให้กับน้ำพริกเขาเลย

          ที่หมู่บ้านนาแล หมู่บ้านติดเขตชายแดนไทย-พม่า และด้านหลังของหมู่บ้านจะเป็นฐานทัพชายแดนไทย-พม่า เราเดินฝ่าสายหมอกเข้าไปยังค่ายทหาร ตอนนี้ 10โมงกว่าแล้ว หมอกยังขาวยังขาวโพลนปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง หุบเขากลายเป็นสีหมอกขาว น้ำค้างเกาะตามยอดหญ้า ภาพนี้สวยงามตรึงตาประทับใจฉันที่สุด จึงได้เก็บภาพทุกภาพด้วยกล้องตัวน้อยของฉัน และต้องขอบคุณสายฝนที่โปรยลงมาแล้วทำให้ฉันและพี่ๆทุกคนได้เจอภาพที่สวยงามเช่นนี้ ระหว่างทางลงที่สูงชันและคดเคี้ยว เพื่อจะกลับเข้า อ.ฝาง สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าไม้ ภูเขา ด้านหนึ่งเป็นของไทยเรา ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นประเทศพม่า เมื่อไปถึงด่านตรวจพี่ทหารได้โบกให้เราจอดและซักถาม “ ไปไหนกันครับ ” แต่พอทหารเค้าหันหน้าไปคุยกันเอง ฉันจึงได้ยินภาษาที่คุ้นหู ถามเค้าไปว่ามาจากไหน ทหารคนหนึ่งบอก “ หนองบัวลำภูครับ ” บางคนบอกว่ามาจากขอนแก่นบ้าง ฉันจึงรีบส่งภาษากลับไปว่าฉันเองเป็นคนอีสานเช่นกัน ถามไถ่กันสักพักตามประสาคนบ้านเดียวกัน พวกเราเหล่านักเดินทางจึงเดินทางต่อ เพื่อไปยังจุดหมายต่อไป

          และแล้วเราก็เดินทางมาถึงบ้านห้วยเดื่อ พูดคุยกับผู้นำถึงการเข้ามาทำกิจกรรมของทีมงาน ก่อนที่จะเก็บข้าวของเข้าบ้านแล้วไปเที่ยวเขื่อน ทานข้าว เล่นน้ำ กลับมาเตรียมของ ทำกิจกรรมในตอนกลางคืน หนังสั้นสารคดีชนเผ่าได้รับความสนใจเป็นอย่างดี เห็นได้จากเสียงหัวเราะจากท่านผู้ชม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เมื่อได้ดูหนังสั้นเรื่อง ลาหู่ฮาเฮ วันนี้คงนอนหลับฝันดีกันทุกคน เด็กๆคงดีใจกับชุดนักเรียนใหม่ที่รับกันทุกคนและผู้ใหญ่เองก็คงสนุกกับสารคดีที่เราฉายให้ดู

วันที่ 28 เมษายน 2550
          วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายแล้วซินะ พรุ่งนี้ก็จะได้กลับบ้านแล้ว !! วันนี้เราเดินทางจากบ้านด้วยเดื่อมายังบ้านห้วยม่วง ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากผู้นำชุมชน ได้คุยกับผู้นำ เห็นผู้นำบอกว่าชาวบ้านนี้ค่อนข้างให้ความสนใจกับเรื่องของวัฒนธรรม สังเกตได้จากกิจกรรมตอนกลางคืน มีคนเข้ามาร่วมเยอะ นับแล้ว ราวๆ 350-400 คน เห็นจะได้ กิจกรรมในภาคกลางคืนก็เป็นไปอย่างราบรื่น สังเกตได้ว่าคืนนี้ทีมงานของเราทุกคนดูหน้าตาอ่อนเพลีย อ่อนแรงกันทุกคนแล้ว เนื่องจากได้ออกจากบ้านมาแล้ว 6 วัน ต่างคนต่างหลับด้วยความเพลีย ไม่นานก็มีเสียง ครอกกกก ฟี้..... ดังตามๆกันมา จากพี่ผู้ชาย(ไม่ประสงค์จะออกนาม) 3 คน

วันที่ 29 เมษายน 2550
          เช้านี้ทุกคนค่อนข้างตื่นสาย อาจเพราะภาระหน้าที่ของการสัญจรลาหู่ ได้เรียบร้อยลงแล้ว หลังจากทานอาหารเช้า พ่อหลวงได้เรียกทีมงานทุกคนไป เพื่อผูกข้อมือให้ หลังจากผูกข้อมือเสร็จพวกเราก็กล่าวขอบคุณสำหรับน้ำใจที่พ่อหลวงมีให้ และร่ำลากัน เราทั้งหลายก็ได้เดินทางกลับมามูลนิธิกระจกเงาและกลับยังบ้านของตัวเองโดยสวัสดิภาพ ตอนนี้ต้องขอตัวไปพักกาย พักใจและพักสายตาก่อนนะคะ

   
   
 
ปล.หมี่ออ