แด่ความรักที่ยิ่งใหญ่ของ สองพี่น้อง

 

    “ เบื้องหน้าคือเด็กหนุ่มที่นอนทอดร่างเหยียดยาว เครื่องมือทางการแพทย์ซึ่งเต็มไปด้วยสายยางนานาพาดผ่านไปมาบนร่างของเด็กหนุ่ม มือน้อย ๆ ที่ซีดเซียวเย็นยะเยือก สายตาของเขาส่ายไปมาเพื่อมองว่ามีใครอยู่รอบ ๆ กายเขาบ้าง” แต่เมื่อสายตาประสานพบผู้คนพลันคิ้วบนใบหน้าของหนุ่มน้อยก็เริ่มขมวดเกร็ง น้ำตาเอ่อล้นที่ดวงตาคู่น้อย บอกได้ถึงความหวาดกลัวต่อสภาพร่างกายของตน เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่พร้อมที่จะละร่างจากโลกนี้ไป ... จากอาการติดเชื้อในกระแสเลือดและสมอง วันนี้เส้นเลือดของสุวิทย์ไม่สามารถรับยาได้แล้ว หมอต้องผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่เพื่อให้ยาตรงเข้าร่างกายทางเส้นเลือดใหญ่ อาตี...บอกอาการของน้องให้ฟังด้วยแววตาของผู้พี่ที่ดูช่างอ่อนล้า “ สุวิทย์จะไม่ค่อยยอมนอน จะหันหน้าไปทั้งซ้ายและขวาเพื่อมองหาคนข้างกายเสมอ เสมอ และหากมีใครยืนอยู่ข้าง ๆ เขาก็จะส่งสายตาที่เอ่อล้นด้วยน้ำตาประหนึ่งจักบอกว่าเขากลัว เขายังไม่อยากตาย ... ”

      สุวิทย์...เป็นเด็กหนุ่มที่น่ารัก...เด็ก ๆ ในรุ่นเดียวกันต่างยอมรับและเล่าขานในความดีของสุวิทย์ เขาเป็นเด็กที่เรียบร้อย พูดน้อย และขยันขันแข็ง สุวิทย์อยู่กับยายและช่วยเหลืองานบ้านเป็นอาจิณ เขาเป็นที่รักใคร่ของบรรดาครูอาสาที่ได้เคยแวะเวียนไปใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้าน จากอุบัติเหตุทางรถเพียงเล็กน้อยเมื่อ 7 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ชีวิตของเด็กน้อยผู้นี้พลิกผลันไปจนแทบไม่น่าเชื่อ... 7 เดือนแห่งการต่อสู้กับสภาพร่างกายและจิตใจที่บาดเจ็บ เขามีอาตีพี่ชายนักสู้ผู้อ่อนโยนยืนอยู่เคียงข้าง อาตี..คุยให้ฟังว่า “ เขาใช้ทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ หรือการทำพิธีกรรมตามเชื่อของชนเผ่า การประสานไปตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพิเศษ เพื่อที่จะทำให้น้องชายของเขาดีขึ้น ในขณะเดียวกันเขาก็ทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาใจของคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นแม่หรือยาย ซึ่งต้องเฝ้ามองลูกชายหรือหลานยายคนนี้ต่อสู้กับสภาพร่างกายที่อ่อนแรงลงทุกวี่วัน” อาตี...บอกว่า “ เขากลัวเหลือเกิน..กลัวน้องชายของเขาจะหมดกำลังใจ ไม่ยอมสู้ต่อ ” หลังเลิกงานประจำที่อาตีทำอยู่ที่มูลนิธิกระจกเงา เขาจะต้องไปกินข้าวกับน้องชายและแม่ที่โรงพยาบาลตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา จนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาทางโรงพยาบาลให้อาตีพาน้องกลับบ้านเพื่อดูแลรักษาแผลกดทับที่เกิดขึ้น ขณะพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน สุวิทย์..พยายามโทรคุยกับครูอาสาที่เขารักและนับถือ สุวิทย์...บอกกับครูว่า “ เขาหายแล้ว ดีขึ้นแล้ว เดินได้แล้ว ” แม้นในความเป็นจริงเขายังคงนอนอยู่บนเตียงโดยมีแม่และพี่ชายพลัดกันดูแลทำแผลทุกเช้าและเย็น ฤานี่คือความคิดฝันของเด็กคนหนึ่ง



      เสาร์ที่ 7 เมษายน สุวิทย์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอีกครั้ง ด้วยอาการหายใจไม่สะดวก ความทรงจำเริ่มขาดตอน หมอบอกว่าสุวิทย์ติดเชื้อในกระแสเลือดและสมอง
2 ทุ่มของวันที่ 12 เมษา เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ข้าพเจ้าจำเสียงของอาตีซึ่งอยู่ต้นสายได้ดี แม้นเจ้าของน้ำเสียงจักดูอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด ข้อความที่ส่งผ่านมาบอกว่าอาการของสุวิทย์แย่ลงมาก…. ความคิดหลายอย่างโลดแล่นอยู่ในสมองอันหนักอึ้งของข้าพเจ้า 1 ชั่วโมงผ่านไปข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ อีกจำนวนหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าห้องศัลยกรรมชายรวม 1

………………

    


วันนี้ คืนนี้ คืออีกหนึ่งช่วงเวลาที่ทำให้ข้าพเจ้าได้หยุดคิด และทบทวนถึงการมีชีวิตอยู่ของตน การมีชีวิตช่างมีค่าเสียเหลือเกิน เรา..ควรใช้สิ่งที่มีค่านี้ให้มีคุณค่าอย่างไรในวันนี้

……………….

12.10 น. ของวันที่ 13 เมษายน.....
“ สุวิทย์ ” ได้ละร่างอันบอบช้ำของเขาไว้บนเตียง เขาจำต้องจากไป โดยไม่มีใครสามารถทัดทานได้…..ขอวิญญาณหนุ่มน้อยจงสู่สุขคติเทอญ


    บทความนี้..หากมีคุณค่าหรือความดีใดข้าพเจ้าขอมอบไว้แก่ อาตี และ สุวิทย์ - 2 พี่น้องที่ทำให้ข้าพเจ้าอิ่มเอมไปกับความรักที่แสนยิ่งใหญ่ ประจักษ์ได้ถึงการต่อสู้ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งและสงบยิ่ง…….และที่สำคัญคือได้ตระหนักคิด…ถึง… “ คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ”

write by..ประไพ เกสรา