ความจำเป็นที่อ่าข่าหญ่าต้องรู้

ตอน
: ย้อง ซ้อง โขะ (ความเชื่อดั้งเดิม) อ่าข่า หายไป?
          การรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันเป็นความสุขอย่างหนึ่งของมนุษย์ เทศกาลและพิธีกรรมที่กลุ่มชนในสังคมชาวบ้านสร้าง ขึ้นจึงเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรม ที่มีผลต่อพฤติกรรมของสมาชิกในชุมชนที่สะท้อน ให้เห็นว่ากลุ่มชนในชุมชนยึดมั่นในศาสนาและการ ประกอบพิธีกรรม การพบปะสัมพันธ์กัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ทำให้ได้รับความเพลิดเพลิน มีชีวิตจิตใจเบิกบาน มีสุขภาพกายและจิต ที่ดี มีการแลกเปลี่ยนถึงความเป็นอยู่ของแต่ละคนและแต่ละครอบครัว ลักษณะวิธีของ เทศกาลและพิธีกรรมของแต่ละท้องถิ่นจะแตกต่างกัน ออกไป โดยจะสะท้อนให้เห็นว่า เทศกาลและพิธีกรรมเป็นสมบัติร่วมกันของคนในชุมชน ซึ่งมีการยอมรับ การถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่ง ไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งด้วยการสอน แนะนำ การเลียนแบบกัน ฯลฯ
          อ่าข่าเป็นชนเผ่าหนึ่งที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเทศกาลและพิธีกรรม และมีระบบความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ เช่น เทศกาล หล่า เฉ่อ บี่ เออ (โล้ชิงช้า), เทศกาลแช้ ลาลา-เออ ( หว่านพืชไร่ ) เทศกาล ยอ ลาลา - เออ เทศกาลคะ แยแย- เออ เทศกาล ยา จีจี- เออ (วิญญาณบรรพ บุรุษมาสำรวจสมาชิกในครองครัว) ฯลฯ ซึ่งเทศกาลและ พิธีกรรมเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับชีวิต การทำ
มาหากิน และชุมชนหรือสังคมเป็นส่วน รวม ต่อมาภายหลังเมื่อสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ในชุมชนเปลี่ยนไป ความเจริญเริ่มเข้าสู่ชุมชนจึงทำให้ชุมชนหันมา ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และมีค่านิยมในสิ่งที่อำนวย ความ สะดวกมากขึ้น จากความฟุ่มเฟือยนี่เองทำให้ชุมชนเริ่มมีหนี้สิน จึงต้องดิ้นรนเพื่อออกไป หางานทำในตัวจังหวัด และเมืองหลวงมากขึ้น สาเหตุหนึ่งที่ชาวอ่าข่าต้องออกมาจากชุมชนอาจเป็นเพราะไม่มีที่ทำกิน กลุ่มที่เป็นเด็กและ
          เยาวชนก็นิยมไปศึกษาเล่าเรียนในตัวอำเภอและตัวจังหวัด บางคนเข้าไปรับจ้าง ค้าขายหรือประกอบธุรกิจ อื่นๆ จากการที่ชาวอ่าข่าต้อง ออกจากชุมชนดั้งเดิม ไปทำให้เผ่าอ่าข่าจำนวนมากไม่มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่นเพราะการ ถ่ายทอดเทศกาล และพิธีกรรม เกิดการเรียนรู้ จากการเข้าร่วมกิจกรรม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เริ่มจะไม่เข้าใจถึงตำนาน / ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ความหมาย ความสำคัญของเทศกาลและพิธีกรรมต่างๆ ของชนเผ่าที่มีอยู่ในชุมชน ผนวกกับเยาวชนชาวเผ่าอ่าข่าได้รับ วัฒนธรรมจากคนภายนอก ชุมชนและนำหลักวิทยาศาสตร์ มาอธิบายแทนที่วัฒนธรรมของชนเผ่า ซึ่งอาจจะมีสาเหตุจากการ ไม่เข้าใจอย่างแท้ จริงเกี่ยวกับเทศกาลและประเพณี จึงก่อให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ภาคภูมิใจเทศกาลและประเพณีดั้งเดิม
          เนื่องจากมีแนวความคิดว่าประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชนเผ่าล้าสมัยและทำได้ยาก จึงพยายามเลียนแบบ ประเพณีวัฒนธรรมอื่นๆ ที่คิดว่าทันสมัยกว่าและเป็นที่ ยอมรับของผู้อื่น แทนที่จะรับวัฒนธรรมอื่นมาประยุกต์ ใช้กับ วัฒนธรรมดั้งเดิม จึงก่อให้เกิดช่องว่าง การสืบทอด ประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชนเผ่า ระหว่างผู้สูงอายุ กับเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้น ประกอบกับ ชุมชนยังไม่มีมาตรการ ที่จะถ่ายทอด ประเพณีวัฒนธรรมและภูมิ ปัญญาท้องถิ่นที่ดีพอ จึงทำให้เป็นสิ่ง ที่ไม่น่าสนใจ สำหรับเยาวชนรุ่นใหม่ อีกทั้งชุมชนยังไม่พร้อมที่ จะรับความเจริญ และเทคโนโลยีเต็มที่ ก่อให้เกิดปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างวัฒนธรรมใหม่กับวัฒนธรรมเก่า ซึ่งการทำหน้าที่ ของเทศกาลและพิธีกรรมต่าง ๆ ได้มีการปรับ เปลี่ยนและปรับตัว ให้เป็นไปตาม ยุคสมัย ทำให้ เทศกาลและพิธีกรรมค่อยๆ คลี่คลายลดลักษณะลงเรื่อย ๆ และบางอย่างค่อย ๆ ปรับเปลี่ยน เป็นไปเพื่อความสนุกสนานบันเทิงเริงรมย์ เมื่อนาน ๆ เข้าก็หลงลืมเค้าดั้งเดิม และอาจ ไม่หลงเหลือร่องรอยว่าสิ่งเหล่านั้นเคยมีความหมาย สำคัญอันขลัง และศักดิ์สิทธิ์ มาก่อน เพราะเทศกาลและพิธีกรรม บางอย่างกลายเป็นการแสดง เพื่อความสนุกสนาน และเชิงพาณิชย์
          การเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นในชุมชนอ่าข่าส่วนหนึ่งเกิด จากกระแสสังคมภายนอก ที่รุกเร้าเข้ามา ได้ส่งผลกระทบในแง่วัฒนธรรม เทศกาล และพิธีกรรมชาวอ่าข่า โดยตรง ถึงแม้ว่าชนเผ่า อ่าข่า มีขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นของตนเองและ ปฏิบัติอย่าง เคร่งครัดสูง แต่ในภาวะกระแสสังคม โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ชุมชนอ่าข่ามีความจำเป็นที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกชุมชน ด้วยเหตุผล และ เงือนไขต่างๆ การปฏิสัมพันธ์นั้น ได้นำการเปลี่ยนแปลงได้กลับเข้ามาสู่ชุมชน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ ชุมชนอ่าข่า ก็ วิ่งตามกระแส สังคม ภายนอก อย่างลืมตัว เมื่อกระแสสังคม เข้ามาอย่างต่อเนื่องและไม่ขาดสาย แต่ขนาดเดียวกันชุมชน อ่าข่าขาดกระบวน การวิเคราะห์ที่ดี ขาดการเรียนรู้เท่าทันกระแสภายนอก ที่เข้ามา ทำให้เกิดความเลื่อมล้ำในเรื่องต่างๆ เช่น ฐานะครอบครัว การยกย่อง คนมีเงิน ว่าคือคนดีไม่เห็นคุณค่าและละของดีชนเผ่า ปัญหาเหล่านี้นับวัน มีแนวโน้มมีความรุนแรงมากขึ้น เทศกาลและพิธีกรรม ของอ่าข่าจึงถูกกลืนไปทีละนิด และอาจสูญหายไปหมดในที่สุด หากไม่เกิดกระบวนการเรียนรู้ ้เพื่อการฟื้นฟูอย่างชาญฉลาด กระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนอ่าข่า ปัจจุบันได้ส่งผลให้เกิด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่าง ๆ ในสังคมชนเผ่า ไม่ว่า วิถีปฏิบัติ วัฒนธรรมบริโภค การใช้ภาษา การแต่งกาย ฯลฯ ซึ่งเหมือนว่าหากปล่อยให้กระแสที่กล่าวมา ไม่ได้รับการวิเคราะห์ หรือหาช่อง ทางที่เหมาะสมเพื่อต้านทาน หรือหากไม่สร้างกระบวนการให้เกิดการเรียนรู้ อย่างชาญฉลาด และเหมาะสมกับสถานการณ์ ในปัจจุบันแล้ว ย่อมส่งผลเสียอย่างกว้างขวางแก่ชนเผ่าและสังคมส่วนรวมมากขึ้น จึงอยากเสนอแนวทางที่ปรับเปลี่ยนความเชื่อดั้งเดิม อ่าข่าที่กลมกลืนกับ กาลสมัย เพื่อให้ความเชื่อและวิถีดั้งเดิมอ่าข่ายังคงอยู่ต่อไปดังนี้
          แนวทางที่๑ คือการลดหิ้งบูชา ปรกติครัวเรือนอ่าข่าแต่ละครัวเรือนมีหิ้งบูชาประจำบ้าน เป็นสิ่งประดิษฐานเป็นที่ พึ่ง ทางใจ และเป็นสิ่งที่เชื่อกันว่าวิญญาณบรรพบุรุษลงมาสถิตย์ โดยผ่านเสาหลักบ้าน การบูชาในเทศกาล และพิธีกรรม ต่างๆ จึงมีการวิงวอนผ่าน ในหิ้งบูชา เพื่อให้วิญญาณบรรพบุรุษรับรู้และปกป้อง จากภาวะปัจจุบันที่สังคมอ่าข่า มีการเข้าสู่ยุค บริโภคนิยมมีการแข่งขันกับเวลา ใช้ กฎหมายแทนกฎจารีตประเพณีต่างๆ ความเคร่งในเรื่องวัฒนธรรม น้อยลง สังคมอ่าข่าเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่วิถีชีวิต สังคม การ ประกอบอาชีพ การแต่งกาย ภาษา ความเชื่อ ฯลฯ โดยเฉพาะ เรื่อง การประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่ ของชนเผ่าอ่าข่า จากการเปลี่ยนแปลง ทั้งโครงสร้างและเงือนไขต่างๆตามยุคสังคม ปัจจุบันทำให้ชนเผ่าอ่าข่า หลายชุมชนเริ่มเปลี่ยนความ เชื่อจากการ มีหิ้งบูชา หรือที่อ่าข่าเรียกว่า เปาะ เหลาะ เปาะ ทู่ มาเป็นการนับถือลัทธิหรือศาสนาอื่นๆ เช่น นับถือพุทธ คริสต์ อิสลาม ฯลฯ
          การที่ชนเผ่าอ่าข่าได้เปลี่ยนแนวความเชื่อและวิถีปฏิบัติที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น “ จึ ” เพราะเรื่องปากท้องกับความเชื่อไปด้วยกันไม่ ได้ เนื่องจากอ่าข่ามีเทศกาล และพิธีกรรมที่สำคัญในรอบปี ๑๒ เทศกาล ๙ เทศกาลใหญ่ๆ ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย แนวทางให้ เรื่องความเชื่อ และปากท้องไปด้วยกัน คือการ รวม หิ้งบูชาจากครัวเรือนมาเป็นหิ้งบูชาระดับชุมชน ให้มีหิ้งบูชาเพียงหิ้งเดียวที่บ้านผู้นำ วัฒนธรรม หรือที่อ่าข่าเรียกว่า โจ่วมา เมื่อมีเทศกาลและพิธีกรรมต่างๆ ให้มีการรวบรวมองค์ประกอบในการทำเทศกาลและพิธีกรรมมา ประกอบกัน โดยไม่มีการตัดรายละเอียด เทศกาลและพิธีกรรมอย่างใด ทำให้ชาวบ้านอ่าข่าหรือที่อื่นๆ สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ถึง ร้อยละ ๙๕ % เพราะจากเดิมแต่ละครัวเรือนที่ต้องหา เครื่ององค์ประกอบมาเต็มร้อย และพอมารวมหิ้งบูชามาอยู่ในระดับชุมชน ทุกครัว เรือนก็นำองค์ประกอบมารวมกัน ดังตัวอย่างนี้ สมมติว่าชุมชน ก. มีจำนวน ๑๐๐ ครัวเรือน การประกอบพิธีกรรมในเทศกาล ข. แต่ละ ครัวเรือนมีค่าใช้จ่าย ในการประกอบพิธีกรรมตลอดเทศกาล ข. ครัวเรือนละ ๒ , ๐๐๐ บาท แต่เมื่อมารวมหิ้งบูชาระดับชุมชน แต่ละครัว เรือนเสียค่าใช้จ่าย ๒๐ บาทต่อครัวเรือน จากตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงการลดค่าใช้จ่าย และความแตกต่างระหว่างการมีหิ้งบูชาแต่ละครัว เรือนกับการรวมหิ้งบูชามารวมในระดับชุมชน
          อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าแนวทางนี้มีการรวมหิ้งบูชารวมมาเป็นระดับชุมชน แต่ขั้นตอนและ คุณค่ายังคงอยู่ ดำรงคงรักษาความเป็นอ่าข่า รูปแบบที่บรรพบุรุษได้ ยึดถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันชุมชนบ้านโป่ง ป้อม ( หมู่บ้านบริวารของห้วยศาลา ) อยู่ในเขตอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นอ่าข่า ประเภท อ๊าจ้อ อ่าข่า ได้ประยุกต์หิ้งบูชาจาก ระดับครัวเรือนมาเป็นชุมชนและใช้มาถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการเกิด ปรากฏการณ์เรื่องความรู้สึกสิ้นเปลืองนี้ เกิดจากคนอ่าข่ายึดถือเงินเป็นตัวตั้งมูลค่าและความสัมพันธ์ ทั้งระดับครอบครัว เครือญาติ ชุมชนเปลี่ยนไป ความรู้สึกจากเดิมที่การประกอบพิธีกรรม คือ การแบ่งกันกันกิน เช่น การล้มหมู ๑ ตัวใน อดีต คือการแบ่งปันกันกินในครอบครัวเครือญาติกัน แต่การล้มหมู ๑ ตัวในวันนี้ มีความรู้สึกสิ้นเปลือง เนื่องจากมีการ ตีราคาหมูถ้าขาย ให้นายทุน จึงทำให้รู้สึกสิ้นเปลือง
          แนวทางที่ ๒ . การลดเทศกาลในระดับชุมชน ด้วยอ่าข่ามีความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณ ของบรรพบุรุษ จึงมีการ บูชาเซ่นไหว้ใน แต่ละปีๆละ ๑๒ ครั้งหลักๆ ในปัจจุบันมีชนเผ่าอ่าข่า ที่ละทิ้งความเชื่อดั้งเดิม ด้วยเหตุผลว่า มีความยุ่งยาก มีขั้นตอนหลากหลาย จำเจและ ปฏิบัติยาก จึงหันไปนับถือศาสนา หรือความเชื่ออื่นๆ ที่มีความ รู้สึกง่ายและเบาแทน การปรับเปลี่ยนเพื่อ ให้มีความรู้สึกว่าง่าย และเบา โดยการลดเทศกาลการปฏิบัติมา ให้เหลือแต่เทศกาลหลักๆ ตามที่แต่ละชุมชนเห็นว่าสำคัญ การประยุกต์ ลักษณะนี้ ได้เกิดขึ้นตั้งนานกับ อ่าข่าบางประเทศแล้ว เช่น ประเทศจีน พม่า อ่าข่าได้ประยุกต์ เทศกาล ให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลง กับสังคม ปัจจุบันและวิถีชีวิต โดยให้เหลือแค่ ๓ เทศกาลหลัก และในประเทศไทยก็มีบางชุมชน ที่ได้เปลี่ยน โดยการลดจำนวนเทศกาลลง เช่นอ่าเค้ออ่าข่า ในชุมชน อ่าเค้อ ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
          แนวทางที่ ๓ . การจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการสืบสานต่อวัฒนธรรม ในชุมชนอ่าข่าในอดีตมีพิธีกรรมหนึ่ง ซึ่งเป็นหัวใจหลัก ในการสืบสาน บทสวดต่างๆ รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิมและผู้นำทางจิตวิญญาณ นั้นก็คือพิธีกรรมที่อ่าข่าเรียก แน่ เค่อ เค่อ – เออ ความสำคัญของพิธีกรรมนี้คือพี้มา พิญ่า และผู้อาวุโสในชุมชน มารวมตัวกันเรียนบทสวดต่างๆ ในเทศกาล ฮึ่ม สึ ฮึ่ม มี้ กับ ยา จิ จิ - เออ แต่ปัจจุบันพิธีกรรมนี้ในชุมชนอ่าข่าได้หายไป ทำให้การเรียนรู้บทสวดต่างๆ ไม่เกิด กระบวนการสืบทอดตำแหน่งทางวัฒน ธรรม การขาดการเรียนรู้ในพิธีกรรมนี้ทำให้พิญ่าซึ่งเป็นผู้ช่วยพี้มา และมาแทนที่พี้มาในอนาคต ท่องบทสวดไม่ได้ มีหลายชุนชนอ่าข่า เช่น บ้านแสนเจริญใหม่ ที่ละทิ้งความเชื่อเดิมไป เพราะเหตุผลไม่มีผู้สวดบทต่างๆ ในพิธีกรรมในรอบปี
          เมื่อไม่มีผู้สวดก็ไม่สามารถ ประกอบพิธีกรรมได้ โดยเฉพาะพิธีกรรมงานศพ จึงได้ละทิ้งไปเข้าศาสนาอื่นๆ ที่สามารถรับ ตอบสนองความต้องการได้ จึงได้ทิ้งความ เชื่อและวิถีปฏิบัติแบบดั้งเดิมไปในสภาพจำใจไป แนวทางการปรับเปลี่ยน คือ การเริ่มฟื้นฟูพิธีกรรม แน่ เค่อ เค่อ – เออ โดยจากเดิมที่ทำพิธีกรรมนี้ จำกัดด้วยกาลเวลาเฉพาะ บางเทศกาลเท่านั้น มาเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้ตลอดทั้งปี เพราะการจัด กระบวนการเป็นหัวใจในการชี้ชะตากรรมว่าวัฒนธรรม ความเชื่อของอ่าข่าจะอยู่ต่อหรือไม่ ขึ้นอยู่การเฟ้นหา และให้การเรียนรู้บทสวดอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มาทำหน้าที่ เป็นผู้นำ จิตและ วิญญาณต่อไป เทศกาลและ พิธีกรรมของอ่าข่าจะอยู่ได้ก็ต้องได้รับการจัดกระบวนการอย่างถูกต้อง เหมาะสม ตามความต้องการของสังคม อ่าข่า และเป็นการจัดการเรียนรู้อย่างชาญฉลาดเพื่อให้ไปรับใช้ ( คุณค่า ) ทั้งทางกาย และจิตวิญญาณ ของสังคมอ่าข่าต่อไป
          แนวทางที่ ๔ . การให้ความเท่าเทียมกันในการประกอบพิธีกรรมทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ตามความเชื่อของอ่าข่ามีการสืบเชื้อสาย ทางฝ่ายผู้ชาย และเมื่อมีการถือสกูลทางฝ่ายชายเป็นหลัก การประกอบพิธีกรรมใดต้องให้ผู้ชายประกอบเท่านั้น ซึ่งหากครอบครัวใดที่ ไม่มีผู้ชายก็ต้องไปหาผู้ชาย จากเครือญาติที่ยังอยู่ในจึเดียวกันมาประกอบแทน ความเป็นจริงการประกอบพิธีกรรมนี้ในหมู่บ้าน ถ้า ใน ครอบครัว มีผู้ชายเล็ก ก็ได้ หลายครั้งที่พบเห็น ผู้เป็นแม่ประกอบพิธีกรรม โดยให้ลูกชายซึ่งยังเล็กอยู่แบกหลัง สมมติให้ลูกชายประกอบ พิธีกรรม ความเชื่อตรงนี้ทำให้อ่าข่า จำนวนไม่น้อยที่ละทิ้ง ความเชื่อดั้งเดิมอ่าข่าไป เพียงเพราะเหตุผลไม่มีลูกชาย
          สิ่งที่ควรปรับเปลี่ยนคือให้ผู้หญิงและผู้ชายมีความเท่าเทียมกันในการประกอบพิธีกรรม ซึ่งสามารถช่วย ป้องกันไม่ให้คนมีไม่มี ลูกชายหนีไปเข้าลัทธิหรือศาสนาอื่นๆ อ่าข่าเรียกผู้ที่ไม่มีลูกชายว่า “ ซุ้ม เบ๊ะ ” แปลว่าผู้ไม่มีหน่อ แนวความเชื่ออีกอันหนึ่งที่สนับสนุนให้ อ่าข่าอยากได้ลูกชายมากกว่าลูกสาว เพราะมีความเชื่อตั้งแต่อดีตกาลว่า ผู้ชายคือผู้เลี้ยงพ่อกับแม่จนตาย ส่วนผู้หญิงต้องไปแต่งาน อยู่กับคนอื่น
          อย่างไรก็ตามชุมชนอ่าข่า ยังต้องมีการปรับเปลี่ยนความเชื่อดั้งเดิมอย่างชาญฉลาดทั้งเทศกาลพิธีกรรม ความเชื่อ การทำมาหา กิน กระบวนการสืบทอด การศึกษาฯลฯ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ความเป็นมา ความหมาย ความสำคัญ และท้ายสุดให้เกิดความศรัทธาในวีถี ชีวิตแบบดั้งเดิมอ่าข่าที่มีความสอดคล้อง กับโลกภายนอกให้ได้ และชนอ่าข่าต้องกล้ายืนหยัด สงบนิ่ง เชื่อมั่น และศรัทธาในวิถีแห่ง อ่า ข่าหญ่า??