ช่วงพายุฝนคะนองทั่วฟ้า ท้องฟ้าช่างน่ากลัวเหลือเกินเมื่อต้องอยู่คนเดียวท่ามกลางห้องที่มืดมิดไร้ผู้คน ไร้เสียง มีแต่เสียงฟ้าคำรามทั่วปฐพี ความอ่อนแอได้เข้ามาครอบคลุมจิตวิญญาณ น้ำตาเจ้ากรรมเริ่มไหลออกมาอีกครั้ง พร้อมกับบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร อีกสักพักท้องฟ้าคงสว่างไร้เสียงฝ้าร้องและสายฝน อีกสักพักคงจะมีผู้คนที่หลบฝนใต้ผ้าห่มออกมาสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังพายุฝนพัดผ่าน แม้ว่าพายุฝนจะจากไปแล้วแต่ก็ยังทิ้งร่องรอยความเสียหายฝากไว้เบื้องหลัง ซึ่งยังฝังใจผู้ได้รับความเสียหายนั้น

ครั้งยังเยาว์วัยทุกครั้งที่พายุฝนมา คนเฒ่าคนแก่มักจะบอกเสมอว่าหลังพายุพัดผ่านไปแล้ว ท้องฟ้าจะกลายเป็นสีฟ้าสดใส สะอาด ไร้มลพิษที่ค้างบนหมอกเมฆต่างๆ มาวันนี้ฉันสังเกตและพบว่า นั่นคือความจริง เพราะคนเฒ่าคนแก่มักจะบอกกับฉันว่า พวกเค้าอาบน้ำร้อนมาก่อน, รู้มาก่อนจึงได้ตักเตือน แต่มีเด็กน้อยคนที่จะสนใจคำพูดเหล่านี้
..ฉันอยู่ภายใต้อ้อมอกของแม่กับพ่อช่างอบอุ่น ปลอดภัยเหนือที่ไหนอื่นใด ...ฉันยังจดจำแต่สิ่งที่พ่อแม่บันทึกไว้ในความทรงจำของฉันเสมอ ท่านบอกทุกครั้งที่ฉันทำผิด แม้แต่ใส่รองเท้าผิดข้างท่านก็สอนว่า ใส่ใหม่ลูกยังไม่ถูก ถ้าใส่ถูกมันจะใส่ได้พอดีกับเท้าคู่น้อยๆของฉันพอดี หรือแม้แต่ใส่เสื้อผิดข้าง นั่นคือฉันมักจะใส่เสื้อกลับด้านกัน ท่านมักจะบอกกับฉันเสมอว่า เวลาใส่เสื้อตะเข็บเสื้อจะไม่ออกมาด้านนอกจะอยู่ข้างในติดกับตัวเอง ฉันยังจำไม่ลืมเลือน หรือแม้แต่บางครั้งฉันเดินล้ม ท่านมักจะบอกฉันว่า เวลาเดินไม่ต้องรีบร้อน เดียวล้ม เพราะถนนในหมู่บ้านฉันเป็นถนนดินลูกรัง ขรุขระ บ้านฉันอยู่นอกชานเมืองซึ่งคนที่อยู่ในตัวเมืองมักจะเรียกกันว่า “ บ้านนอก ” ซึ่งฉันก็ยอมรับเพราะไฟฟ้าเพิ่งจะเข้ามาในหมู่บ้านตอนที่ฉันอายุประมาณ 4 ขวบ คุณย่าเคยพาฉันไปเดินเล่นแถวหมู่บ้านที่มีไฟฟ้าใช้แล้ว ฉันยอมรับว่าฉันตื่นเต้นมาก มันเป็นสิ่งใหม่มหัศจรรย์สำหรับคนบ้านนอกอย่างฉันและคนอื่น ๆอีกด้วย ในปีนั้นพ่อกับแม่ของฉันจึงได้แจ้งความจำนงค์ขอใช้ไฟฟ้า เจ้าหน้าที่จึงได้เข้ามาติดตั้งให้ที่บ้านจนมีไฟฟ้าใช้มาจนถึงทุกวันนี้ เป็นเพราะความฉลาดของพ่อฉันที่ท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจเก็บหอมรองริบจากการทำงาน เป็นเม็ดเงินของหยาดเหงื่อของพ่อแม่ของฉัน ฉันยังจำไม่มีวันลืมเลือน ทำให้ฉันมีความสุขเมื่อเข้าในบ้านและมีไฟฟ้าใช้อย่างกับคนอื่น ๆ
พ่อแม่ฉันเป็นคนชนเผ่าม้ง แม่ของฉันไม่มีการศึกษาพูดภาษาไทยไม่ได้ ส่วนพ่อของฉันท่านได้ร่ำเรียนจนจบป. 4 ท่านสามารถอ่านออกเขียนได้ ครั้งเมื่อฉันเข้าโรงเรียนประถมหนึ่ง พ่อไปรับส่งทุกวัน หลังเลิกเรียนท่านจะสอนฉันอ่านหนังสือเป็นประจำ เพื่อให้ฉันอ่านออกเขียนได้ ฉันแปลกตาแปลกใจกับอักษรเหล่านั้น เพราะฉันไม่เคยคุ้นตาเลย พ่อแม่ก็ไม่เคยสอนฉันพูดภาษาไทย ทุกครั้งที่ฉันมาโรงเรียนอาจารย์ถามฉัน ฉันไม่รู้เรื่องเลย ฉันตอบอาจารย์ไม่ได้ เพราะไม่รู้จะตอบอย่างไร หากว่าอาจารย์ถามฉันด้วยภาษาของฉัน ฉันก็สามารถตอบกับอาจารย์ได้ แต่นี่คืออะไร แต่สุดท้ายฉันก็ต้องเรียน ต้องพยายามทำความเข้าใจกับตัวหนังสื่อเหล่านั้น และดูว่าเหมือนว่าฉันจะต้องทำให้เป็นไปตามที่พ่อปรารถนา นั่นคือฉันจะต้องอ่านออกเขียนได้ ทั้งที่ฉันไม่รู้เลยว่าเพื่ออะไร ทำไปทำไม เรียนไปทำไม ไม่เห็นเข้าใจเลย
แต่โชคก็ไม่เข้าข้างฉัน เมื่อฉันล้มป่วยด้วยโรคฝีเป็นหนองที่ข้อแขนด้านซ้ายหลายวัน แล้ววันหนึ่งฉันก็เดินไม่ได้โดยไม่รู้สาเหตุ แม่ถามฉันว่าเป็นอะไร ฉันก็บอกแม่ว่าเดินไม่ได้ แม่พาฉันไปหาหมอเพื่อตรวจดูอาการ หมอตรวจพบว่าฉันเป็นหนองในสะโพก ฉันจึงเดินไม่ได้ แม่จึงได้ส่งฉันไปตรวจพร้อมกับรักษาอยู่ที่ โรงพยาบาลชายแดนน้ำยาว ทางโรงพยาบาลไม่สามารถที่จะรักษาได้อีก ส่งต่อไปที่โรงพยาบาลน่าน คุณหมอใจดีมาก หลังจากผ่าตัดที่โรงพยาบาลน่านแล้ว ฉันก็ออกพักรักษาตัวอยู่บ้าน ฉันเรียนไม่ทันเพื่อนเนื่องจากพักการเรียนไป 1 ปี หลังจากที่หายแล้วฉันเริ่มอ่านหนังสือ เริ่มเรียนใหม่อีกครั้ง และฉันก็ทำได้ สอบได้เกรดสี่ทุกวิชา พ่อแม่ประทับใจฉันมาก ฉันยังจำรอยยิ้มของพ่อแม่ได้ แล้วฉันก็ได้เลื่อนชั้น ฉันเริ่มฉายแววว่า เรียนเก่ง โดยพ่อแม่ไม่ต้องสอนมาก ฉันก็เข้าใจและทำได้จริง อีกปีถัดมาฉันก็ได้เลื่อนชั้นแต่การเรียนของฉันมันแย่ลง เพราะว่าไม่มีใครสนใจฉันอีกแล้ว เพราะคุณพ่อแต่งงานใหม่ ตอนนั้นฉันยังเด็กมากไม่รู้เรื่องอะไรเลย แม่ของฉันเสียใจมาก ท่านฆ่าตัวตายโดยการดื่มยาฆ่าพิษฆ่าตัวตาย ท่านอาเจียนออกมาเป็นสีฟ้า แต่หนูไม่รู้จะทำอย่างไร หนูถามแม่ แม่ก็ไม่บอก ฉันกลัวว่าแม่จะเป็นอะไรไ ร้องไห้ตลอด พ่อรู้ข่าวมาดูแล้วก็ทุบตีแม่ก่อนที่จะนำส่งโรงพยาบาล ฉันไปเฝ้าแม่ทุกวัน อยู่เป็นเพื่อน ส่วนพ่อนั้นมีความสุขกับผู้หญิงที่แต่งงานด้วย ตอนนั้นหนูสาบานว่า จะไม่แต่งงานกับผู้ชายที่เค้าไม่ได้รัก จะหนีไปให้ไกลเพื่อหลบสิ่งเหล่านั้น ทั้ง ๆ ที่ฉันไม่รู้ว่ามันจะมีจริงหรือไมกาลเวลาช่างพัดพาเอาสิ่งต่าง ๆ จากฉันไปเร็วเหลือเกิน เหมือนฉันพึ่งตื่นจากความทรงจำเมื่อวานนี้เอง แต่นี่ล่วงเลยผ่านไปแล้วยี่สิบกว่าปี วันนี้เป็นวันที่ฉันจบการศึกษา คนทุกคนมักพบคนที่เห็นแก่ตัวอยู่บนความทุกข์ของผู้อื่น.