“ เอาอะไร ลีโอหรือช้าง ” เสียงแม่ค้าหน้าใสร้องถามหญิงอายุวัยสาว แต่การกรำงานหนักมาหลายปี ทำให้อายุของเธอดูเหมือนล่วงเลยเข้าวัยกลางคนแล้ว “ เอาลีโอ 2 กระป๋อง ” เสียงตอบกลับมากลับกลายเป็นเสียงของเด็กชายวัยเพียง 5 ขวบ เด็กตัวน้อยแววตาใสซื่อ ร้องตอบคำถามก่อนที่ผู้เป็นแม่จะเอ่ยคำพูดออกมาด้วยซ้ำ หากไม่ได้ยินเสียงเล็กๆ ฉันคงคิดว่าเป็นคำตอบของผู้ใหญ่ ฉันจึงเกิดคำถามขึ้นมากลางใจทันทีว่า ทำไมเด็กถึงรู้จักเครื่องดื่มประเภทนี้มากกว่าน้ำเต้าหู้หรือนมกล่องที่วางขายในร้านเสียอีก เทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ของชาวเขาเผ่าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านที่นับถือศาสนาคริสต์ ในการฉลองวันคริสต์มาส หรือปีใหม่ของชาวเขาที่นับถือแบบดั้งเดิม เบียร์กระป๋องจากในเมือง เริ่มเข้ามามีบทบาทร่วมฉลองกับพวกเขามากขึ้น ค่ำคืนในวันฉลองเทศกาลคริสต์มาส เบื้องหน้าคือเวทีแสดงความสามารถของเด็กๆ
มุมหนึ่งของงานที่แสงไฟจากหลอดนีออนส่องแสงเพียงรางๆ หญิงวัยกลางคนสวมเสื้อชนเผ่าที่ปักลวดลายสวยงาม เดินโซซัดโซเซมาตามถนน ไหล่ของเธอไปกระทบไหล่หญิงวัยกลางคนที่เป็นเพื่อนร่วมหมู่บ้าน น้ำเมาที่เธอดื่มเข้าไปเมื่อตอนหัวค่ำเริ่มทำงานทันทีที่เจ้าของร่างรู้สึกตัวว่ามีบางสิ่งบางอย่างมาสัมผัสร่างกาย มือของเธอสัมผัสกับไหล่ของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เสียงตะโกนโหวกเหวก และถ้อยคำด่าทอที่ไม่สู้สุภาพจะพร่างพรูออกมา อีกฝ่ายที่มีอาการมึนเมาไม่แพ้กัน ก็มีปฏิกิริยาตอบโต้ทันทีเช่นกัน แต่ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย มีมือที่ยังมีสติ เข้ามาห้ามเหตุการณ์ไว้ได้ทัน วันแรกของการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่กินวอของชาวลาหู่
ความมืดของคืนเดือนแรมเข้ามาปกคลุมนานแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลานี้ เสียงกลอง ฉาบ ฆ้อง จะดังสนั่นรอบต้นวอแล้ว แต่วันนี้คนส่วนมากในหมู่บ้าน ร่ำเครื่องดื่มมึนเมาที่ซื้อมาจากในเมืองกันมาทั้งวัน จึงยังไม่มีแรงที่จะมาเต้นรำเฉลิมฉลองรอบต้นวอ แต่สักพักเสียงดนตรีก็เริ่มบรรเลง หนุ่มสาว หญิงชายวัยกลางคน รวมถึงผู้เฒ่าผู้แก่ ก็เริ่มเคลื่อนไหวมือแขนตามจังหวะดนตรี พวกเขาเต้นรำรอบต้นวอ ร่วมกันฉลองเทศกาลปีใหม่ของชนเผ่า แต่เสียงมอเตอร์ไซค์แผดดังลั่นจากปากทางหมู่บ้าน ก่อนเจ้าของฝีเท้าจะขับอย่างรวดเร็วผ่านลานชุมชนที่คนในหมู่บ้านกำลังเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน เด็กหนุ่มวัยรุ่นคึกคะนองกับขวดเบียร์ในมือ ก่อนที่จะเดินผ่านวงเต้นรำไปดื่มกินกับเพื่อนร่วมกลุ่ม ที่นั่งรออยู่รอบกองไฟใกล้ๆ ลานชุมชน “ ตอนอยู่บนดอย บ้านเราไม่ได้เป็นอย่างนี้เลย เหล้าที่กินก็เป็นเหล้าที่ทำเองจากข้าวเหนียวบ้าง ข้าวโพดบ้าง ต้มเองเอามาหมักเอง พอปีใหม่ก็กินเหล้าที่ทำเอง กินฉลองปีใหม่เท่านั้น ไม่มีใครเมามายขนาดออกมาเต้นรำไม่ได้ หรือเมาจนก่อกวนงานแบบนี้ ตั้งแต่ลงมาอยู่ใกล้เมือง เหล้าก็ซื้อกินเอง กินกันจนเมามาย ไม่มีแรงมาเต้นรำ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ป่านนี้มีคนเต้นรำกันเต็มลานแล้ว เต้นกันแบบนี้ทั้งคืน ไม่มีเหน็ดเหนื่อย ถ้าเหนื่อยก็นั่งพักรอบกองไฟแล้วลุกขึ้นมาเต้นรำต่อจนเช้า เดี๋ยวนี้คนกินเหล้ามาทั้งวันก็เหนื่อย ไม่มีแรงแล้ว ” “ แล้วทำไมกินกันเยอะแบบนี้ ”
ฉันตั้งคำถามกับหญิงวัยกลางคนที่ผ่านการร่วมฉลองเทศกาลปีใหม่กินวอมาหลายปี ตั้งแต่หมู่บ้านยังตั้งอยู่บนดอยจนลงมาอยู่พื้นราบ “ อยู่ใกล้เมือง ซื้อขายง่าย สะดวกกว่า ไม่ต้องหมักกินเอง อีกอย่างแขกมาเที่ยวก็มากขึ้น ถ้าไม่มีเหล้าให้เขากินก็อายเขา บ้านอื่นเขามีเหล้าไว้ต้อนรับแขกกันหมด ” ฉันคิดว่าชุมชนชาวเขาคงไม่ปฏิเสธที่จะมีเครื่องดื่มมึนเมาไว้ร่วมฉลองเทศกาลสำคัญ เพราะแต่เดิมก็มีการทำเหล้าไว้ดื่มกันในหมู่บ้าน เหล้าในความหมายของชาวเขา เป็นการแสดงน้ำใจและสื่อถึงการต้อนรับแขกผู้มาเยี่ยมเยือน อีกทั้งเหล้าที่ต้มเองหมักเองยังมีคุณค่าเป็นยาสมุนไพรด้วย แต่เหล้าที่มีบทบาทในสังคมคนดอยในปัจจุบัน กลับไม่ได้มีความหมายเช่นนั้น และฉันก็คิดว่าพวกเขาคงอยากจะให้เหล้าที่มาจากในเมือง มีบทบาทเพียงแค่เป็นหนึ่งในการมีส่วนร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลเท่านั้น ไม่ใช่เป็นบทบาทหลักในเทศกาลประเพณีของพวกเขา แต่ ภาพเหตุการณ์ที่เคยผ่านตา...ความคิดของฉันอาจจะผิดก็ได้ การมีเครื่องดื่มมึนเมาในปริมาณที่มากตามงานเทศกาลประเพณีของชาวเขา ภาพงานสังสรรค์ที่มีเหล้าเป็นตัวชูโรง จากโฆษณาหรือละครที่ปรากฏตามจอโทรทัศน์ คงจะเป็นคำตอบให้ฉันได้ว่า ทำไมเด็กชายวัยเพียง 5 ขวบ จึงตอบคำถามแทนผู้เป็นแม่ได้ว่า จะเอาช้างหรือลีโอ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ในวันนั้น เป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่วันเทศกาลเลย