ลีซู เผ่าอื่น ๆ

ทรายขาว

เสียงที่ว่างเปล่า
Monday 31st March 2008, 3:29 PM

เงียบ.........................ไปนานจริง ๆ วันนี้มานั่งอ่าน วันนี้มานั่งเขียน ผ่านไปนานจริง ๆ นานจนจะจบมหาวิทยาลัย ใบที่ตนเองใฝ่ฝันจะได้มันมาครองแล้วในอีกไม่นาน (ไม่ขอวิเคราะห์ใบปริญญานะ อาจจะหน้ากระดาษนี้ไม่พอ) ระลึกถึงทุก ๆ ๆ คน รู้สึกเหงา ๆ ยังไงไม่รู้ ชีวิตเหมือนไม่มีสีสัน เหมือนอะไรที่ว่างเปล่า จริง ๆ ยอมรับช่วงนี้ท้อมาก ๆ อยากร้องให้ ฮือ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ให้มันเหมือนเด็ก มันจะได้หายจากความรู้สึกนี้ซะที เนอะ
***ระลึกถึงเสมอ***
Wednesday 10th May 2006, 11:08 AM

กลับมาอีกครั้งกับความรู้สึกแบบเก่าที่คงความสนุกสนาน เฮฮาตามสูตรของชาว hilltribe คิดถึงนะคะ คิดถึงทุก ๆ คนเลย คิดถึงพี่จอน พี่ลักษณ์ พี่หยี พี่อาซา พี่อาตี เหลาซาน พี่จะมู พี่สมชาย และพี่เล็ก คิดถึงคืนวันเก่า คิดถึงตอนไปลาว ไม่ได้เรียกร้องให้คืนวันกลับมาอีกครั้ง เพียงแต่ระลึกถึงว่าเราเคยผ่านช่วงเวลาดี ๆ ที่แค่คิดก็รู้สึกว่าเราได้ย้อนเวลาไปอยู่ ณ จุดนั้นอีกครั้ง มันจะเป็นความทรงจำที่ อยู่ในความทรงจำตลอดไป เรายังอยู่ด้วยกันเสมอ อยู่ในความทรงจำของกัน และกันไง แค่คิด ความทรงจำก็กลับมาแล้ว****^_^
เล่ารื่องตัวเองดีกว่า
Friday 16th December 2005, 4:20 PM

สวัสดีค่ะ แอ๋นค่ะ นิสัยผีเข้าผีออกเป็นประจำ เฮ้ย ไม่ใช่ซินี่ไม่ใช่การแนะนำตัวนะ แต่เป็นการเล่าเรื่องตัวเองมากกว่าเนอะ...แอ๋นนี่......ถ้าจะบ้า
ค่ะ งานยุ่งมาก ๆ อาจเป็น เพราะใกล้สอบมั่ง งาน ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ตูจะบ้าตาย...วนเวียน เวียนหัว.....คิดแล้วกลุ้ม (ถ้าไม่คิดก็ก็ไม่กลุ้มใช่ป่ะ) อากาศก็หนาว............มาก ๆ ขอบอก ใครอยากหนาวมาเลยที่เชียงรายนะ แล้วคุณจะจดจำไม่ลืมเลยล่ะ ว่าเสร็จแล้ว ขอตัวไปอาบน้ำแล้ว จะสี่โมงเย็นแล้ว การอาบน้ำเป็นอะไรที่ทรมานมาก เหมือนตกนรกทั้งเป็นเลยล่ะ เมื่อคืนก่อนอาบน้ำเพื่อนมันยังบอกว่า เฮ้ย แอ๋นโชคดีว่ะ (ประการว่าอวยพรก่อน) ออกมายังต้องมาขอจับมือเพื่อแสดงความยินดีอย่างยิ่ง (ประการว่าประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่) จริง ๆ นะ เว่อร์นิด ๆ แต่มันก็เป็นความจริง^_^

ไม่มีชื่อเรื่อง..........
Monday 7th November 2005, 3:24 PM

วันนี้หลังจากเรียนหมดคาบเรียนในวันนี้รู้สึกอยากมาติดตามดูเว็บต่าง ๆ เพราะเราหลีกจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาก็นานเหมือนกัน ตอนนี้อยู่ตึก E-leanning ของมหาวิทยาลัย อยากบอกว่าความทรงจำของฉันเริ่มเลือนลางเหลือเกิน เมื่อไม่ได้สัมผัสกับสิ่งที่คุ้นเคยนาน ๆ (ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม) ได้อ่านการบันทึกในไดอารี่ของตนเองหมดแล้ว ก็รู้สึกว่าเราก็ผ่านอะไรมาเยอะแยะมากมายเลยนะ แต่เราก็ผ่านมาได้ด้วยดีนิ แล้วทำไมทุกวันนี้เริ่มเฉยชา ไม่ค่อยกระตื้อรือร้นเหมือนแต่ก่อนนะ เอ้.... หรืออาจจะเป็น เพราะเริ่มมีคนมาจีบนะ.........อื้มน่าคิด... เพราะคนส่วนใหญ่เสียการเรียน เพราะความรัก แต่ก็นั่นล่ะคนมักจะบอกว่า ความรักทำให้โลกสดใส (สำหรับคนรักเป็น) แต่เรารักไม่เป็นสงกะสัยว่าความรักจะทำให้ตาบอดซะมากกว่าว่ะ เฮ้ย.อย่าเข้าใจผิดฉันยังไม่มีความรักนะ และยังไม่พร้อมจะมีด้วย เพียงแต่มีคนมาจีบเฉย ๆ และเป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งด้วยว่า ฉันก็ไม่ได้หน้าตาขี้เหร่อะไรมากมายจริงไหม? แต่ก็นั่นล่ะ นับวันจะยิ่งฟุ้งซ่านนะ ขาดความกระตื้อรือร้น ไม่ยักกะทะเยอทะยานเท่าใดเลย แต่ก็พยายามหาทางออกให้ตนเองนะ วิธีการคือ พยายามเครียร์การบ้านให้เสร็จแล้วก็อาจจะเลือกวิธีการหนึ่งคือ ปิดมือถือเวลาอ่านหนังสือด้วย อาจจะไม่เวิคร์นะ แต่มันก็เป็นวิธีการเดียวที่จะทำได้***คงจะดีขึ้น*** เพราะรู้สึกว่าตอนนี้ฉันจะเจอปัญหาที่เล็ก ๆ ตอนนี้ และจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในอนาคตก็ได้ ถ้าตราบใดที่ฉันไม่ปิดคดีปัญหาก่อน ไม่ใช่แค่ฉันหรอกนะที่กำลังจะเผชิญปัญหาเกี่ยวกับการรักในวัยเรียนน่ะ ถ้าเป็นคนเมือง หรือคนไทยทั่วไปคงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกค่ะกับเรื่องมีฟงมีแฟนน่ะ แต่นี่.....การยอมรับของชนเผ่ายังถือว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้นะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผิดศีลธรรมประเพณีตามบ้านเราที่พ่อแม่เราเคยสอนตลอดเวลา ซึ่งเป็นปํญหาที่ใหญ่มาก ๆ นะกับวัยรุ่นสมัยนี้ที่อยู่กันเป็นคู่ ๆ น่ะ เชื่อเถอะเราคนชนเผ่าทุกคนย่อมได้รับการปลูกมาในเรื่องการใช้ชีวิตคู่ใช่น้อยเลย จึงอยากให้เราชนเผ่าระลึกถึงเรื่องประเพณีต่าง ๆ นา ๆ ด้วยนะคะ "เราคือคนชนเผ่า ถึงเราจะเป็นใครเป็นอะไร เราก็ยังมีเลือดเนื้อของชนเผ่าอยู่ในตัวของทุกคนเสมอ"
พี่อาซา คนน่ารักค่ะ
Thursday 22nd September 2005, 2:43 PM


อยากร้องให้อีกล่ะ เมื่อนึกถึงเวลาที่จะจากกัน น้ำตามันจะไหลออกมาทุกทีแล้วนะ ก่อนอื่นอยากตั้งคำถาม และคำตอบก็ไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน ทำไมต้องมีการ จากลาด้วย หรือ ทำไมคนเราต้องแสวงหาอะไรมากมายทำไม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ และทำไมอยู่อย่างนั้น.............
หนูไม่อยากบอกว่าหนูรักพี่อาซามากแค่ไหนนะ เพราะความในใจ หนูบอกกับพี่ในวงเหล้าหมดแล้ว..... แต่สิ่งที่จะคงอยู่คือ ความทรงจำดีดี กับวันเวลาเก่า ที่หนูมมักจะโดนแกล้ง และหนูจะแกล้งพี่เสมอ เราหัวเราะ ร้องให้ เหงา มาด้วยกัน 1ปี เต็ม ที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน นอนด้วยกัน กินด้วยกัน เรียนรู้นิสัยซึ่งกัน และกัน อยากกินเหล้าเราก็ไปซื้อเหล้ามากิน จำได้ไหมวันที่เราเกิดอยากกินเบียร์ แล้วให้พี่จรัลไปส่งซื้อเบียร์มาน่ะ ตั้ง 3ขวด เปิดขวดเบียร์ก็ไม่เป็น จนเกลอะไปทั่วห้องหมด ที่คือขวดแรกที่เลอะ แต่ขวดที่สอง และสาม เราก็เรียนรู้ที่จะเปิดมันง่ายขึ้น ตอนนี้ทำได้เพียง นึกถึงช่วงเวลาเก่า ๆ เราไม่เคยมีเรื่องอะไรที่ปิดบังกันเลย พี่ยังรู้เลยว่าหนูชอบใครบ้าง และวันหนึ่ง ๆ หนูจะซ้ำรักซักกี่รอบ^-^ ส่วนพี่ก็กลับกันกับหนู คือมีใครบ้างที่มาชอบพี่ และพี่เล่นด้วยกับใคร มีกิ๊กในแซตก็แยะจนนับไม่ถ้วน
จริง ๆ คนเรากว่าที่จะหาใครที่เข้าใจ และเข้ากับเราได้เนี่ยมันหายากเหลือเกิน ขอบอกหนูเจอมันแล้ว พี่อาซาคือคนที่หนูแสวงหามาเนินนาน (18 ปี) เจอคนที่รับฟัง เข้ากันได้ ถึงแม้จะไม่ทุกเรื่องก็เถอะ อย่างน้อย เวลาใครไปไหนก็คอยเป็นห่วงใยกัน ถ้าวันไหนพี่ยังไม่กลับมาหนูก้นอนไม่หลับ ต้องคอยผวาทุกครั้งเมื่อไม่มีพี่นอนใกล้ บางครั้งก็โมโหนะ กับการกับการรอพี่อาซากลับมาเนี่ย เพราะพี่อาซาชอบเที่ยวตอนกลางคืนชะมัด
นี่ล่ะคือสิ่งที่เราไม่เหมือนกัน พี่ชอบงานสังสรรค์พี่ชอบการเผชิญ แต่กับกันกับหนู หนูมันขี้กลัวกลัวความมืด เพราะรู้สึกว่ามันจะมีอะไรแฝงอยู่ในเงามืด หนูรู้ เพราะหนูอยู่กับพี่ไง หนูว่าคุ้มค่าสุดคุ้มค่านะกับการได้มาเจอพี่อาซานะ
พี่อาซาคือผู้หญิงที่น่าค้นหา ผู้หญิงกล้าเผชิญ สิ่งหนึ่งที่หนูได้เรียนรู้จากพี่คือ การกล้าเผชิญหน้านะ ปกติ หนูเป็นคนขี้กลัวมาแต่ไหนแล้ว แต่มาเจอพี่เนี่ยล่ะ จำคำพี่ได้เสมอนะ “กลัวทำไมถ้าเราไม่ผิด”ค่ะ

บอกเล่าเรื่องพี่จอน
Thursday 22nd September 2005, 2:39 PM


เขา คือ น้ำ ที่ชุบให้ต้นไม้ต้นนี้เติบโตมาให้รู้จักคิด
พี่จอน คือ พ่อ (คนที่เท่าไหร่นับไม่ถ้วน)
พี่จอน คือ คนที่ปลุกความคิดให้รู้จักโต รัก และเคารพในความเป็นเรา
พี่จอน คือใคร? (ก็พี่จอน)
พี่จอน มาจากไหน? (อเมริกา)
พี่จอน มาทำอะไร?
พี่จอน มาเมื่อไหร่?
พี่จอน ต้องการอะไร?
นี่คือคำถามที่ทุกคนจะถามเมื่อเห็นเขา ส่วนฉันก็คงจะถามคำถามนี้เช่นกันเมื่อฉันเจอเขาครั้งแรก แต่ที่ฉันสงสัยยิ่งกว่าคือ ความคิดของเขาน่ะซิ เขาคิดอะไรอยู่นะ ทำไมถึงพยายามปลุกความคิดของความเป็นเผ่า พันธ์ การรักษา เพราะอะไร???? กับเราซิพยายามเดินทางเข้าหาความเจริญทั้งหลาย
แต่เมื่อได้รู้จักได้ทำงานด้วย จึงรู้ว่า เขาเป็นนักอนุรักษ์ตัวยงนั่นเอง ตัวฉันนับถือเขามากนะ ในนามของ ความคิดอันน่าทึ่ง

อยากบันทึกถึงพี่ลักษณ์
Thursday 22nd September 2005, 2:37 PM


คิดถึงจัง ไม่รู้ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง นั่งคิดถึงวันเวลาที่เราหัวเราะ ขึ้นดอยด้วยกัน เจออุปสรรคมานานับไม่ถ้วน นึก ๆ แล้วน้ำตาจะไหล........บอกจริง ๆ นะหนูสนิท และใกล้ชิดพี่ลักษณ์มากกว่าแม่หนูด้วยซ้ำไปนะคะ ได้ใกล้ ได้รู้จัก ได้รู้อะไรหลายอย่างจากพี่ลักษณ์ พี่ลักษณ์คือ ผู้หญิงที่เก่งที่ติดอันดับ 1 ในใจหนูเลยก็ได้ ใจดีเกินใคร อารมณ์ดีจนใคร ๆ ก็อยากอยู่ด้วยแล้วสบายใจ เป็นผู้ที่ช่วยเหลือคนรอบข้างจนลืมตัวเองใช่ไหมคะ รักนะคะ รักพี่ลักษณ์เหมือนแม่ แล้ววันหนึ่งหนูจะเป็นผู้หญิงที่เก่ง และแกร่งอย่างพี่ให้ได้ใน สักวัน......ค่ะ

เยี่ยมอะบ้อยี 17 กันยายยน48
Thursday 22nd September 2005, 2:35 PM


หลังจากสอบเสร็จ เหมือนกับยกภูเขาอันหนักหน่วงทิ้งไปเลยก็ว่าได้ นึก ๆ แล้วช่างเป็นช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อยทางสมองเลือเกิน นอน ตี3 ตื่น 6โมงเช้าเกือบอาทิตย์หนึ่งเต็ม ๆ (สิวก็เต็มหน้า.เฮ้อ...) อ่าน ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ หนังสืออยู่นั่นล่ะ ใครโทรมาเป็นตกเป็นศัตรูเราหมด เพราะเขาคือมารคอยก่อกวนสมาธิ.....แล้วหลังจากสอบเสร็จแล้วค่อยโทรไปง้อ......
ฉันได้เดินทางไปดอยแม่สลอง บ้านป่าคาสุขใจ เพื่อจะไปประชุมกับชาวบ้านเรื่องเกี่ยวการส่งเสริมอาชีพของโครงการของพี่จุฑามาศ และเราไปเพื่อไปปลดปล่อยความตึงเครียดด้วย (ถ้าเกิดอยู่หอต่อนะ คงบ้าตายแน่ ๆ) นี่ล่ะสาเหตุที่เรารู้จักคนเยอะก็ดีอย่านี้นี่เอง เมื่อเขาไปไหน เขาจะไม่ลืมเรา เราก็สำคัญนิ แต่ก่อนที่เขาจะให้ความสำคัญกับเราเนี่ย เราก็ต้องให้ความสำคัญกับเขาด้วยนะ เรารักเขาไง เขาถึงรักเรา... ( เพราะฉะนั้นจึงอยากรักคนทั้งโลกจัง) บนดอยแม่สลอง อากาศดีนะ สดชื่นเมื่อตื่นนอน บรรยากาศที่ล้อมไปด้วยธรรมชาติ ขุนเขา เฆมหมอก รู้สึกเหมือนอยู่บนสวรรค์ยังไงยังงั้นเลยนะ วันนี้ไปเยี่ยมอะบ้อยีด้วยล่ะ อาบ้อยีอาการดีขึ้นมากเลยล่ะ ซึ่งตอนนี้เขาเป็นโรคร้ายระยะสุดท้าย (มะเร็ง) นะ แต่แกก็เก่งแสนเก่งจริง ๆ นะ ไม่รู้จะชื่นชมแกยังไงว่า ไม่มีใครเก่งได้เท่าแกอีกแล้วในโลกนี้ อันนี้ไม่ใช่มีความสามารถนะ แต่เป็นการที่แกสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่บนโลกนี้อย่างมีความสุข และไม่เดือดร้อนใคร แกเป็นที่รักของใคร ๆ เมื่อพบเจอ แกเป็นนักกวีเอกแห่งขุนเขา เมื่อเจอแก แกจะมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ต้อนรับ พร้อมเสียงเพลงที่ขับกล่อมลำเนาไพรให้ตื่นจากผวัง....เสมอ
เพราะถึงขนาดเจอคราวก่อนดูท่าว่าแกจะไม่ไหวแล้ว.....แต่มาวันนี้แกไปไร่ได้ ช่างน่าทึ่งมาก อาบ้อแกบอกว่า “ตราบใดที่เท้ายังมีแรง ขาก็ต้องเดินได้” สิ้น ๆ แต่แฝงไปด้วยความหมายมากมาย นี่ซินักสู้ตัวจริงอ่ะ ขอบอกให้ไปเจอด้วยตัวเองที่บ้านหล่อโย ดอยแม่สลอง รับรองคุณจะรู้ว่า โลกนี้ยังมีอะไรที่เราจะได้ค้นหาอีกมากมาย “ตราบใดที่ลมหายใจยังไม่สิ้น ตราบนั้นการเรียนรู้ก็ไม่ถือว่าสิ้นสุด”

18 สิงหาคม48 “เจอ จด ท่อง จำ”
Thursday 22nd September 2005, 2:33 PM


วันทั้งวัน จมอยู่กับหนังสือ วิชาภาษาอังกฤษ อ่านไปอ่านมาก็สนุกดี อ่านไปอ่านมาก็เครียด! เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง อ่านออกบ้างไม่ออกบ้าง เปิดศัพท์กันวุ่นทั้งวัน จนมึนหัวเลย เพราะสิ่งหนึ่งที่พี่ลักษณ์บอกคือ การเรียนรู้ภาษาอังกฤษจะให้ได้คือ เปิดศัพท์บ่อย ๆ “เจอ จด ท่อง จำ”เหมือนกับคติของเราอย่างหนึ่งนะ “เจอเอง เจ็บเอง ถึงจะจำ” ไง แค่นี้ ถ้าจะง่าย ๆ เนอะ แต่สำหรับฉันแล้วมันยากจัง เพราะตอนนี้ฉันนึกแต่ว่า ฉันอยากเก่งภาษาอังกฤษ อยากพูดรู้เรื่องอย่างเขาบ้าง .............แต่ฉันยังไม่เริ่มต้น สิ่งที่คิดที่ฝันก็ไม่เป็นจริงใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นคุณผู้อ่านคงรู้คำตอบจากฉันดีว่าควรทำอย่างไร สิ่งที่ฉันเกิดพลังขึ้นมาจากอะไรรู้ไหม มาจากเพื่อนคนหนึ่ง บอกว่า “คนเราไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้น หรือนับหนึ่ง” ไงคะ ฉะนั้น ถึงมาติดตาซิคะว่า ฉันจะทำได้ไหม วิธีการฝึกเริ่มแรกของฉันคือ การหัดสะกดคำ A-Z เมื่อแปลมาเป็นไทยคือ ก ถึงฮ ตัวอะไร จากนั้นก็เปิดศัพท์ใช่ไหมคะ แต่ขอบอกว่า เปิดศัพท์บ่อยเหลือเกินคำ ๆ เดียวเนี่ยนะ เพราะดันจำไม่เคยได้ซักที ขนาดจดลงสมุดแล้วก็ยังจำไม่ได้เลยว่า...จดลงหน้าไหน..........โห...ยอมรับ สมองเรานี่เหลือเกินจริง ๆ ^_^

วันมึนๆกับวันนี้ที่ 17 สิงหาคม48
Thursday 22nd September 2005, 2:30 PM


เวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว วันนี้ไม่มีการ์ตูนเลย เลยหยิบสมุดบันทึกประจำที่สุดรักมาอ่าน.....อ่าน ๆ ก็สนุกดีมีทั้งสาระ และไร้สาระ แต่อย่างน้อย ๆ ก็อ่านแล้วสามารถนึกถึงบรรยากาศ สิ่งที่เคยผ่านมา เป็นความทรงจำหลาย ๆ อย่างรดชาดชีวิตที่เจอะเจอะ ได้พบใครได้เจอใครได้รู้จัก เฮ้อ....จีปาทะ อยู่ในสมุดนั้นล่ะ
อย่างเช่นวันนี้ ฉันนั่งอ่านบันทึกแล้วไปเจอสิ่งที่ ฉันเคยบันทึกถึงเหลาซาน ก็ทำให้คิดถึงเหลาซาน.....ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ ปรับตัวได้ หรือยัง เพราะนี่คือสิ่งสำคัญของการอยู่ในสังคม ฉันตั้งชื่อให้กับบันทึกนี้คือ “วันนี้ฉันเมาเหล้าที่บ้านเหลาซานเมื่อไปเยือนบ้านเหลาซาน” คิดถึงนะเพื่อนถ้าเกิดมาอ่านเจอ ก็อย่าลืมคิดถึงพวกเราบ้างนะ เพราะนายเหลาแกยังอยู่ในความทรงจำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นวันนี้ หรือตลอดไปนะ................. ไดอารี่เอ่ย เมื่อฉันเหงา ฉันร้องให้ ใครคอยซับน้ำตาฉัน ก็เธอไง ไดอารี่ จ๋า เมื่อฉันสุขฉันสนุก ฉันก็จะเล่ามันให้เธอรู้เรื่องราวของฉันเสมอ แต่ก่อนจะถึงเธอได้ ก็ต้องผ่านการกลั่นกลองจาก สมุดประจำตัวฉันก่อนนะ แต่ยังไงเธอก็รู้อยู่แล้วว่า ฉันคิดยังไง........ (ถ้าจะบ้าคุยกับไดอารี่เนอะ)

8 สิงหาคม 48
Thursday 22nd September 2005, 2:18 PM


กลัว............เหมือนฉันกลัวอะไรซักอย่างหนึ่ง ทำไมถึงไม่กล้าเปิดตัวเองล่ะ?
วันนี้ความรู้สึกเหนื่อยมาอีกแล้ว ท้อทุกครั้งเมื่อหาทางออกไม่เจอ (คิดหนัก) ทำไมความรู้สึกนี้ถึงมาเยือนเป็นระยะ ๆ นะ ฉันไม่อยากเจอความรู้สึกนี้ แต่ความรู้สึกมันบอกว่า ยิ่งหนีก็เหมือนกับยิ่งใกล้....แต่รู้ทั้งรู้ในเรื่องการปฏิบัติกับการไม่คิดมากได้คือ อย่าหนีใช่ไหม กล้าที่จะเผชิญกับมัน ความกลัวคือสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาเอง อย่างในโฆษณา วัน ทู คลอ ไง............แต่ก็ไม่เคยละทิ้งมันเลย ใช่ไหม พูดน่ะมันง่าย........นะ แต่การที่เราจะหาช่องทางของเราเจอนี่ซิมันยาก.... ไม่งั้นคงไม่มีคนบ้าเกิดขึ้นมากมายหรอกจริงไหม!
.....................ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ในที่ ๆ หนึ่งที่มีสายน้ำไหลผ่านมีภูเขาล้อมอยู่ตรงหน้า บรรยากาศเงียบกับอีกความคิดหนึ่งที่ไม่หยุดคิด (ฟุ้งซ่าน)
ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วซิ ฝนก็ทำท่าว่าจะตกด้วย ไม่ได้โทรหาพ่อตั้งนานแล้ว คิดถึงพ่อจัง “ตอนนี้คงมีเพียงสายน้ำที่พัดผ่านกับอีกใจหนึ่งที่ล่องลอย”

การท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่
Wednesday 24th August 2005, 1:32 PM

คือได้ไปกรุงเทพไปพัทยาชลบุรี ได้พบเจอหลายสิ่งที่เราไม่เจอบนดอยล่ะกันเช่น ขึ้นรถไฟฟ้า ที่เชียงรายมีแต่รถโดยสาร ทะเลน้ำเค็มที่กว้างใหญ่แต่ที่เชียงรายมีแม่น้ำสายน้ำเล็ก และที่สำคัญน้ำจืดเด้อ การไปครั้งนี้ในวันที่ 19-22สิงหาคม2548ได้เปิดความหลากหลายทางความคิดมากขึ้น เหนื่อยแต่ก็สนุก หลังจากที่กลับมาแล้วได้นำความดำกลับมาด้วย คงต้องใช้เวลาในการปรับ (ผิว) ^_^
การไปชลบุรีครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งที่สองล่ะที่ได้เล่นน้ำ เจ้าแมงตะพรุนทำแสบทำเอาเราคันทั้งตัว แต่กรุงเทพไปหลายครั้งอยู่แต่คิดว่าอาจจะหลงแน่ถ้าได้ไปคนเดียว เพราะว่าคนเยอะจนตาลาย.........แต่ไม่เข็ดหรอกถ้าไปโอกาสอยากไปอีก แต่จะให้อยู่ อยู่บ่ได้แน่ ๆ

หลังจากกลับมาจากค่ายเด็ก
Tuesday 16th August 2005, 11:38 AM

ค่าย สืบสานตำนานชนเผ่า...อะไรไม่รู้ชื่อเต็ม ๆ จำไม่ได้ล่ะ สนุกค่ะ มีหลายสิ่งที่ควรแก่การจดจำตลอดไป เพราะเราได้ขึ้นดอย ตกดอย...ด้วยใช่ไหมคะพี่อาตี (เหอะ ๆ ๆ ๆ ^_^) พี่เลี้ยงเกือบสิบคน น้องชาวค่าย 41-1ก็กลายเป็น40 เพราะคิดถึงแม่กลับไป1คน วันแรกเดินไปถึงบ้านห้วยชมพู่เกือบ7กิโลเมตร เหนื่อยขนาดเด้อ วันที่สองน่าประทับใจเดินขึ้นดอยท่ามกลางสายฝนโปรยปราย เพื่อเรียนรู้สมุนไพร และสิ่งที่ไม่เคยลืมเลยคือ กินข้าวกลางสายฝน กินไปด้วยสั่นไปด้วย น้อง ๆ ก็อดทนจริง ๆ ไม่บ่นสักคำมีแต่เสียงเพลง (ฟังก้ไม่ยอมฟังกันมั่ง) กว่าจะลงถึงหมู่บ้านเราก้เห็นสภาพคนที่เลอะไปด้วยโคลน และยังเห็นภาพเด็น ๆ ที่หาดูได้ยากนัก เพราะคนดอยตกดอยอย่างไม่มีท่าเล้ย ค่ะสรุปประทับใจหลาย ๆ เด้อ ถ้าอยากเรียนรู้โอกาศหน้าเรียนเชิญนะคะ และจะรู้.....
เหลาเอ้ย ฉันคงคิดถึงแกหว่ะ
Thursday 11th August 2005, 6:47 PM

เหลา ไม่มีคำไหนที่ดีที่สุดสำหรับคำพูดเราคือ ขอให้โชคดีนะ นึก ๆ แล้วใจหายนะ ทีมเราเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน มีอะไรหลายอย่างที่เจอมาด้วยกัน และฝ่าฟันมันจนได้ถึงวันนี้ และเมื่อยามที่ฉ้นมีทุกข์เมื่อฉันอ่อนแอ นายก็อยู่ข้างฉันเสมอ ฉันร้องให้ยังมีนายที่ทำให้ฉันหัวเราะ เป็นห่วงฉันเสมอเมื่อฉันทำอะไรไม่ได้เรื่อง... (อยากร้องให้แล้ว)...ฉันจะจำนายเหลาซานผู้ชายที่คอยช่วยเหลือคนอื่นมากมาย (จนลืมตัวเอง) และเราก็เชื่อด้วยว่านายจะไม่ลืมเรานะ นายเหลาซาน อย่าลืมมีเวลาเข้าเว็บด้วยนะ พูดภาษาจีนได้มาสอนด้วยเน้อ เพราะเราจะติดอีอยู่แล้ววิชาภาษาจีน....
.....
Friday 22nd July 2005, 4:51 PM

ดดดด



คคค








เอาใหม่ค่า
Friday 22nd July 2005, 4:50 PM

www.hilltribe.org/thai/blogs/blog-ann/images/2005-07-22-1122025680-pic1.jpg" width="298" height="384">
วันนี้ฉันมาที่นี่...
Friday 22nd July 2005, 4:47 PM

กิจกรรมวันนี้ วันที่ 22กรกฎาคม2548
8กรกฎาคม2548
Friday 22nd July 2005, 4:18 PM

จะเริ่มยังไงดี เอางี้ดีกว่า ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ชั้นล่างสุดของตึก26 ตึกที่สูงใหญ่ของมหาลัย นั่งอยู่คนเดียว รู้สึกเหงา ๆ ชอบกล หลังจากเรียนเสร็จวิชา ประชาคมโลก กลับหอพักก็เบื่อ ๆ
เพราะเพื่อน ๆ กลับบ้านกันหมดแล้ว ถ้าเรากลับไปก็คงเจอการบ้านเป็นกองล่ะ ยังไม่มีกะจิตกะใจจะทำเลย บรรยากาศโรแมนติกนะ นั่งมองผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา บางคนหน้าบึ้งบ้าง (เรียนไม่สนุกแน่) ยิ้มบ้าง (อันนี้เรียนสนุกชัวร์) จากนั้นก็มานั่งถามตัวเอง เรามาใช้ชีวิตที่นี่ได้นานเท่าไหร่แล้ว? เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง? การปรับตัวของเราของเราถึงขั้นไหนแล้ว? คำตอบจากใจ...ฉันเริ่มเข้ามาเรียนวันที่ 5มิถุนายน และวันนี้วันที่8กรกฎาคม เรียนรู้ ความรู้สึกของนักศึกษาที่คิดว่าตัวเองด้อยแต่ถ้าเราจะพยายามมันก็ไม่แพ้กว่าคนเก่งหรอก...การใช้จ่าย ซึ่งจ่ายไปแล้วเกือบ 8000บาท ^_^ การกินอยู่ของนักศึกษาที่ส่วนใหญ่จะอยู่กินกันเป็นคู่ ๆ ซะส่วนใหญ่ (แต่หนึ่งในนั้นไม่ใช่ฉันแน่) เรียนรู้นิสัยผู้คนหลากหลายได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับเพื่อน ๆ หลายคน ดีนะ ได้รู้ว่าเขาคิดยังไง และเขาต้องการอะไร บางคนชีวิตของเขาก็ไม่ต่างอะไรจากเราเลย คือการมาที่นี่เพื่อต้องการอะไร และมุ่งทำวัตถุประสงค์ใด การปรับตัว ให้เท่าทันกับเพื่อน ๆ การเรียนคือการพยุงกันก้าว นี่คือสิ่งหนึ่งที่ได้ เพราะการเรียนถ้าเราก้าวคนเดียวรับรองเราไปไม่รอดแน่ เพราะเชื่อเหอะคนเราไม่ได้เก่งไปซะทุกอย่างนี่ เพื่อนติวเพื่อน เพื่อนช่วยเพื่อน มันถึงไปได้ตลอดฝั่งได้ (คือมันถึงจะจบน่ะ) เชื่อว่าอย่างนั้นนะ... ถ้ามีคนถามว่า จากคำถามที่ตั้งขึ้นมานั้น ฉันทำได้ไหม และทำได้กี่เปอร์เซ็นแล้ว ขอตอบว่า ฉันสามารถอดทนอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขได้แล้ว เพราะอะไรล่ะ เพราะฉันเข้าใจระบบการอยู่อาศัย เข้าใจว่าฉันจะต้องทำอะไรบ้าง ฉันจะต้องพยายามขนาดไหนถึงจะไม่แพ้ใจตัวเอง...

5 กรกฎาคม2548
Tuesday 5th July 2005, 3:55 PM

วันนี้ฉันได้เผยแพร่ข้อมูล ไม่เชิงว่าเผยแพร่หรอกแต่คิดว่าน่าจะเป็นจุดแรกของการนำไปซึ่งการเข้าใจของคนนะ ฉันแนะนำเว็บนี้กับเพื่อนที่นี่ ซึ่งเขาก็เป็นคนชนเผ่าเช่นกัน อยู่ที่นี่มีคนชนเผ่าเยอะนะ เยอะขนาดล่ะ และรู้สึกว่าเป็นจุดสนใจของเพื่อน ๆ ด้วยนะ ยิ่งถ้าเราสะพายย่ามชนเผ่ามีลวดลายหน่อยเหอะ โห.........ครั้งนี้ล่ะตอบคำถามยาวค่ะ รู้สึกดีนะ เพราะมักจะได้คำชมจากเพื่อน ๆ เสมอว่า สนใจในความเป็นชนเผ่า และอยากเรียนรู้วิถีชีวิตของพวกเราด้วย ก็เลยพลอยทำให้เราภูมิใจในความเป็นชนเผ่าด้วย ที่นี่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย เท่าที่ได้สัมผัส มีคนชนเผ่าที่ได้เข้ามาเล่าเรียนเกือบ 40% ของที่นี่เลยก็ว่าได้ ก็เลยมีความรู้สึกว่าเหมือนอยู่ที่ในหมู่บ้านซะมากกว่า ตอนแรกที่เข้ามาที่นี่ความรู้สึกบอกว่ามันกว้างนะกว้างมากขนาดกลัวว่า ถ้าฉันหลงฉันจะหาทางออกได้ไหมเนี่ย? แต่ตอนนี้มาอยู่ได้เกือบ 5อาทิตย์แล้ว อะหยั่งมันแคบหยั่งอี้เนอะ (ทำไมมันแคบอย่างนี้นะ) เพราะเมื่อวานฉันปั่นจักรยานกับเพื่อนไปสำรวจเส้นทางเดิน (เพลินตาดี เพราะเจอบ่าว เหอะ ๆ ๆ) ไปให้อาหารปลา ที่เพื่อนนี้คือ เพื่อนที่ชื่อเล็กค่ะ เราเรียนด้วยกันมา ตั้งแต่มัธยม โรงเรียนม่อนแสงดาว และเราก็มาเรียนด้วยกันที่นี่ เป็นเพื่อนที่เข้าใจ ที่เคยมีเพื่อนมา คนนี้ล่ะที่หายากที่สุดแล้ว หัวเราะด้วยกัน บ๊องพอ ๆ กัน มีปัญหาเราก็มาร่วมกันแก้ มีอะไรเราก็แบ่งกันกิน พอก่อนเรื่องของเพื่อนคนนี้ยังมีอีกยาว วันนี้ตอนนี้รักกันเข้าใจกันอยู่ แต่เมื่อวันไหนผิดคอกันวันนั้นล่ะ ผู้อ่านจะเจอข้อเสีย........... ค่ะต่อค่ะ ก็รู้สึกว่ามันแคบลงนะคะแล้วก็ จริงมันเป็นเช่นเดิมล่ะ แต่ว่าเราคุ้นชินมากกว่า เออจะว่าก็ว่าเถอะพรุ่งนี้ต้องพรีเซ็นต์วิชาสีแล้วเรายังบ่ได้หาข้อมูลเล้ย... เพราะฉะนั้น เดี๋ยวว่างเจอกันค่ะ ระลึกถึงผู้อ่านเสมอ...
2ก.ค.48
Saturday 2nd July 2005, 3:53 PM

มีหลายครั้งที่หลงลืมตัวตน มีหลายหนเราต้องเห็นแก่ตัว บางครั้งเผลอลืมไปว่าเรามาจากไหน ยังมีสิ่งที่ฉันต้องค้นหา และเรียนรู้ต่อไป ไม่โทษสังคมที่พาไป เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ตัวของเราเอง...
ข้อความเก่า
More Archives

Diary ของทีม hilltribe.org:

เล็ก: พี่ ผมขอเบิกตังค์

อาตี: ฟันขาวจั๊วะ

อีจอน (Shan State!)

เลาซานครับผม

หยี: ไม่เคยแพ้

อาซา (มาลีก็ว่า)

ป้าลักษณ์: ลูกผัวบ่มี

ต้นซุง

แอ๋น: มองโลกผ่านแก้มยุ้ย

สมชาย: อย่าเรียกผมว่าสุรชัย