ลีซู เผ่าอื่น ๆ
ตามรอยบรรพบุรุษ
Tuesday 17th January 2006, 3:22 PM

เหตุที่ผมใช้ชื่อของกิจกรรมนี้ว่าตามรอยบรรพบุรุษ ก็ เพราะว่าเป็นกิจกรรมที่มาจากตัวชาวบ้านเอง โดยผู้นำชุมชนบ้านจะแล วัลลภ หนุ่มไฟแรงที่อยู่ช่วงระหว่างรอยต่อของชีวิตระหว่างวิถี วัฒนธรรมดั้งเดิมของชนเผ่าที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ กับ กระแสสังคมที่เข้ามาในชุมชน ผู้นำศาสนา หรือโตโบแห่งบ้านจะแล ผู้ซึ่งกำลังหวาดกลัวสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน เรื่องราววิถีชีวิต ประเพณี ต่าง ๆ ของชาวลาหู่ ที่นับวันจะไม่ได้เกิดการถ่ายทอด และเรียนรู้จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง โตโบพร้อมด้วยชาวบ้านบ้านอีก สองคน บวกกับ ทีมงาน hilltribe.org จำนวนสามคนจึงได้เดินทางตามหาผู้รู้ในหมู่บ้านลาหู่ตามที่ต่าง ๆ


เพื่อเก็บบันทึกเรื่องเล่า ตำนานเพลง รวมทั้งเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยมีในอดีต ที่ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องที่ล้าสมัย และไม่ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่ วันแรกของการเดินทางโดยมอเตอร์ไซค์จากเชียงรายมายังเชียงของในระยะทางเกือบร้อยกิโลเมตร วันนี้เราไปที่หมู่บ้านสองพี่น้อง ซึ่งเป็นหมู่บ้านของลาหู่ญี๊ (แดง) ลาหู่ลาบา และลาหู่ฟุ๊ย (ขาว) มีการอยู่รวมกันหลายเชื้อสาย เป็นหมู่บ้านที่ยังคงมีการนับถือดั้งเดิมอยู่

กิจกรรมของเราในค่ำคืนนี้คือบอกวัตถุประสงค์ของพวกเราที่มาที่นี่ พร้อมทั้ง จัดฉายสารคดีของบ้านจะแล เครื่องดนตรีลาหู่ และเรื่องโตโบ ให้ชาวบ้านดู ชาวบ้านต่างสนใจในกิจกรรมที่เราเข้าไปทำพร้อมทั้งให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หลังจากที่ฉายสารคดีของลาหู่แล้วเราก็ทำการบันทึกเรื่องเล่าของชาวบ้านที่เขามีความรู้ในเรื่องต่าง ๆ อาทิ การเล่านิทานในแนวตลก การเป่าแคน การเป่าจิ๊งหน่อง เราใช้เวลาในการบันทึกทั้งหมดนี้ถึงเกือบเที่ยงคืน หากแต่ว่าชาวบ้านที่นี่อยากให้เรากว่านี้ เขาสนใจ และอยากให้เก็บเรื่องราวที่เขารู้ไว้ให้กับลูกหลานของเขา จึงนัดเราไปบันทึก การ “หน่อเม๊อดะเว” การร้องเพลงโต้ตอบ ระหว่าง หนุ่มสาว ที่พวกเขาใช้ร้องกันเมื่อก่อน

แต่เขาบอกว่าตอนนี้แทบจะไม่ได้ยินแล้ว หรือถึงร้องก็มีแต่คนหัวเราะ บอกว่าหัวโบราณอะไรประมาณนั้น และที่สำคัญกว่านั้นคือเนื้อเพลงที่เขาร้องคนรุ่นใหม่ หรือแม้กระทั่งวัยกลางคนยังฟังไม่ไดความเลย ซึ่งเขาก็บอกว่าการบันทึกอยากให้ห่างจากหมู่บ้าน เพราะไม่อยากรบกวนชาวบ้าน ดึกมากแล้ว และอีกอย่างเรื่องการร้องเพลงพวกนี้เขามักไม่ร้องในหมู่บ้านเขาจะร้องกันเวลาไปทำไร่ ทำสวน หรือในป่าลึก ที่ห่างจากผู้คน

เราจึงต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านไปประมาณเกือบกิโลเพื่อไปบันทึกเสียง “หน่อเม๊อดะเว” ในบรรยากาศที่เงียบเหงา แถมอากาศหนาวจัด ได้บรรเกิดเสียงของของหญิงวัยกลางคน พร้อมเสียงแคนประสาน เสียงจิ๊งหน่องตาม เป็นเสียงที่น่าฟังยิ่งนัก เขาบอกว่า เมื่อก่อนการจีบสาวของลาหู่ จะใช้วิธีการร้องเพลงโต้ตอบกันแบบนี้แหละ หรือแม้กระทั่งการดีดจิ๊งหน่องโต้กัน ซึ่งถ้าเราคนที่ไม่รู้เรื่องฟังการดีดจิ๊งหน่องของเขา เราจะได้ยินแค่เพียงเสียงดังแต่ว ๆ ที่ดังในปากของคนดีด แต่ลึก ๆ ในระหว่างที่ดีดไปเขามีการกล่าวคำไปด้วย แทนคำพูด ซึ่งจะมีการโต้ตอบกันแบบนี้ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย
ในการมาบ้านลาหู่สองพี่น้องครั้งนี้เราได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เขาบอกว่าไม่ว่าใครก็ตามที่มาบ้านของเขา เขาถือว่าเป็นพี่น้องกัน ถึงแม้ว่าจะรู้จัก หรือไม่ก็ตาม แต่หลังจากที่ใครก็ตามค้างบ้านของเขา ก็จะเป็นรู้จัก หรือญาติของเขาต่อไป จากหมู่บ้านนี้แล้วเราไปต่อที่บ้านมูเซอลาบาซึ่งอยู่ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย การมาครั้งนี้ทำให้ผมซึ่งไม่ใช่ลาหู่ได้รู้ว่า ชาวลาหู่ โดยเฉพาะผู้นำศาสนา หรือ โตโบ นาน ๆ ทีจะมีการไปเยี่ยมเยียมเพื่อนบ้าน ทั้งที่เป็นญาติพี่น้อง หรือไม่ ก็ตาม เสมือนเป็นการสร้างเครือข่าย และเรียนรู้ซึ่งกัน และกัน คืนนี้เราไปค้างยังบ้านของโตโบ ของหมู่บ้านนี้ ส่วนกิจกรรของคืนนี้คือ บันทึกเรื่องเล่าตำนานลาหู่ จากหมอผีประจำหมู่บ้าน มีบทเพลงประกอบด้วย ระหว่างที่เขาร้องเพลงลาหู่นั้นน้ำตาของเขาไหลออกมา เหมือนจะร้องไห้ เขาบอกว่านึกถึงเมื่ออดีต สิ่งเลวร้ายที่พวกเขาพบเจอแล้ว ทำให้กลั้นน้ำตาไม่อยู่ รุ่งเช้าอีกวันหนึ่งในบ้านโตโบ ห้องพิธีกรรมของโตโบ ภรรยาของโตโบทำหน้าที่ในการตระเตรียมของต่าง ๆ เพื่อใช้ ในการทำพิธีของโตโบ

หลังจากที่เตรียมของเสร็จโตโบของหมู่บ้านนี้พร้อมโตโบของเราจากบ้านจะแลก็เขาห้องพิธี พร้อมมีการร่ายบทสวดของโตโบ เสมือนเทพเจ้าของลาหู่มาเข้าทรงโตโบ การทำพิธีของโตโบในห้องพิธีกรรมนี้จะบังเกิดขึ้นเมื่อชาวบ้าน หรือแขกที่มาอยากไดพร หรือ บุญจากโตโบ ผู้ที่ให้ทำพิธีต้องมีการเซ่นไหว้ เป็นเงินลงในบาตรที่เตรียมไว้ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นเท่าไหร่แล้วแต่จิต หรือเราจะให้ หลังจากโตโบร่ายบทเสร็จก็ทำการผูกข้อมือให้ถือเป็นการเสร็จพิธีกรรม
การเดินทางของเรายังไม่มีที่จบ เพราะเราต้องไปอีกหลายหมู่บ้าน เราลาโตโบ พร้อมเดินทางต่อมายังบ้านดอยแหม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ซึ่งตรงงกับปีใหม่กินวอร์พอดี เราจึงได้เห็นการเต้นจะคึร่วมกัน

โดยมีทีม หรือนักเต้นจากหมู่บ้านอื่นมาร่วมเต้นด้วย จะมีการเดินขบวนมาตามเส้นทาง ส่วนทางเจ้าภาพงานก็จะมีการต้อนรับโดยการรดน้ำ ดำหัว ก่อนที่ต่างฝ่ายต่างจะเต้นรอบ ๆ ต้นไม้ปี หรือต้นวอร์ ซึ่งจะมีทั้งการเต้นธรรมดาโดยใช้กลอง และ ท่าเต้นประกอบ อันนี้เป็นส่วนของวัยหนุ่มสาว ส่วนวัยผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะมีการเต้นอีกแบบหนึ่ง คือเต้นตามจังหวะของเสียงแคน ซึ่งจะมีการเป่าแคนตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ประสานเสียงกัน เมื่อเสียงแคน กับเสียงกลองบวกกัน ทำให้เกิดเสียงดัง ลั่นทังหุบเขา หลังจากที่มีการเต้นในหมู่บ้านนี้แล้ว

ชาวบ้านก็จะไปเต้นยังหมู่บ้านอื่น ซึ่งเป็นแบบนี้เรื่อยไป จนครบหมู่บ้านที่อยู่ในระแวกเดียวกัน เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์กันในกลุ่มของลาหู่ด้วยกัน
วันนี้ตอนเช้าเราจะยังคงอยู่ที่หมู่บ้านดอยแหลม ถ่ายบรรยากาศของงานกินวอร์ในช่วงเช้า จากนั้นเราก็ถ่ายรูปครอบครัวที่เราไปนอนด้วย พร้อมทั้งล่ำรา และเดินทางต่อเพื่อจะไปยังบ้านลาหู่อีกหมู่บ้านหนึ่งที่ อ. ฝาง เชียงใหม่ ก่อนที่เราจะเข้าไปบ้านลาหู่ที่ว่านี้ก็แวะหมู่บ้าน หนองไผ่ ซึ่งเป็นบ้านลาหู่เหมือนกัน แต่จะเป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างจะเจริญแล้ว แวะที่บ้านของโตโบ ทานน้ำ พักเหนื่อย ก่อนที่จะเดินทางต่อ เข้ามาที่ตลาดเมืองฝาง ซื้อกับข้าวกับปลาเพื่อเอาไปทานในหมู่บ้าน ซึ่งหมู่บ้านที่เราจะไปตอนนี้เราไม่รู้แม้แต่เส้นทางว่าทางไหน แต่ในหมู่บ้านนี้มีญาติพี่น้องของโตโบอยู่ด้วย ก็แวะถามทางกับคนขับรถรับจ้าง แล้วเดินทางต่อ จนถึงหมู่บ้าน

ซึ่งหมู่บ้านนี้ชื่อ บ้านสันติสุข ลาหู่ญี้ หรือลาหู่แดง ไปถึงเราก็เข้าไปที่บ้านของญาติพี่น้องโตโบ เก็บเข้าของ และรับประทานอาหาร คืนนี้เราก็เอาผลงานที่เราเก็บจากหมู่บ้านลาหู่ที่อื่นมาเปิดให้ชาวบ้านดู พร้อม สารคดีของลาหู่อีกประมาณ 4 เรื่อง ชาวบ้านชอบใหญ่เลย ดูแล้วก็ดูอีก ไม่มีเบือ ประมาณ ดึก ๆ หน่อย ได้เดินขึ้นไปเที่ยว เดินชมบรรยากาศตอนกลางคืนของหมู่บ้านแห่งนี้ ก็เจอชาวบ้านคนหนึ่ง แบกกวาง มาด้วย เขาบอกว่ายิงได้ในป่าใหญ่ซึ่งอยู่ไกลจากหมู่บ้านประมาณ 8 กิโลเมตร กวางตัวใหญ่เหมือนกัน เป็นกวางตัวผู้ เขาก็ทำการชำแหละกวางตัวนั้นออกเป็นชิ้น ๆ เราเลยถามซื้อว่าจะเอาไปทำเป็นอาหารเช้าของอีกวันหนึ่ง แต่เจ้าของบอกว่าไม่ขาย เราเลยกลับมาที่บ้าน แต่ยังดีที่เขาแบ่งให้กับเจ้าของบ้านมานิดหนึ่ง เราก็เลยได้กินเนื้อกวางในคืนนี้ เป็นการกินเนื้อกลางครั้งแรกตั้งแต่เกิด เลยภูมิใจมาก ๆ

การมาทัวร์หาผู้รู้ลาหู่ และเก็บเรื่องราวของลาหู่ในครั้งนี้ ทำให้เราได้รู้ถึงสภาพของวัฒนธรรมในหมู่บ้านลาหู่ที่กำลังอยู่ในช่วงที่ชาวบ้านต้องปรับตัวกันใหญ่ทั้ง เรื่องของสถานที่ประกอบพิธีของลาหู่ หรือ หอแหย่ ก็มีการทำอย่างดี คงทน อีกทั้งหลายหมู่บ้านที่เรื่องราวเหล่านี้จะเริ่มน้อยลง ชาวบ้านบอกไม่ได้ยินเสียงแคน หรือการเป่าจิ๊งหน่องมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว เราไปเหมือนปลุกกระแสให้ชาวบ้านว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ควรจะเก็บไว้ และให้เกิดการถ่ายทอดไปยังลูกหลานของตน