มนุษยชาติ กับเผ่าพันธุ์
Friday 15th July 2005, 12:04 AM
ฉัน และเพื่อนอีก 2 คน วางแผนจะพักจากชีวิตประจำวันที่เจออยู่ทุกวัน และเปลี่ยนไปเจอสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ในที่ ๆ เราเคยไป และชื่นชอบ เชียงตุง คือคำตอบ เราไปกันวันที่ 23 - 27 มิถุนายน 2548 เดินทางด้วยรถโดยสารเชียงราย แม่สาย สู่ด่านท่าขี้เหล็ก ยื่นบัตรประจำตัวประชาชนที่สำนักงานท่องเที่ยวพม่า ที่ท่าขี้เหล็กเหมือนเคย เราถามเขาเรื่องการเมือง เพราะได้ยินเรื่องประท้วง เนื่องจากเพิ่งเลยวันเกิดออง ซาน ซู จี ไม่กี่วัน เขาว่าไม่มีอะไรที่นี่ มันเกิดขึ้นที่ย่างกุ้ง เขาถามเราว่าจะพักที่ไหน เราก็ว่าคงพักที่ Harry (Harrys Trekking House and Adventures Tours) เพราะเคยพักเมื่อตอนไปเที่ยวปลายปีที่แล้ว พนักงานคนหนึ่งแจ้งเราว่า รู้ หรือเปล่าว่า Harry ตายแล้ว!!! อ้าวเหรอ.. เป็นอะไรเหรอ งง เพราะว่า Harry หรือ ฮาลี ในชื่อไทยใหญ่คือเจ้าของกิจการ Guesthouse ที่เราพัก อายุประมาณ 40-45 ปี ท่าทางแข็งแรง ไฉนถึงตายวัยขนาดนั้น เขาก็บอกว่าเป็น "ไข้" เอ.. งงเลย เป็นไข้จนตายเลยเหรอ พอดีมีคนขับรถ ซึ่งเป็นน้องเขยของแฮรี่ มารับนักท่องเที่ยวแถวนั้นด้วย เราก็คุยกับเขา เขาว่าเป็นไข้ครับ แต่ไว้ไปคุยกันที่โน่นเนอะ เอ.. ต้องมีอะไรแน่...
เดินทาง 3 ชม. บนรถแวนสีขาวเหมือนเดิม ไปถึงเชียงตุง เข้าจอดใน Harry Guesthouse ภรรยาคุณ Harry ก็มาเปิดประตู สวัสดี พอเห็นหน้าเราเขาก็จำได้ ฉันถามทันที ได้ข่าวว่าคุณ Harry เสียแล้วเหรอ เขาก็ อือ.. เพิ่งจะร้องไห้เนี่ย เป็นอะไร ได้ข่าวว่าเป็นไข้เหรอ เขาบอกว่า
เรื่องมันยาว เรารู้ได้ทันทีว่ามีอะไร
หลังจากพาเดินเลี่ยงพาเราไปที่ห้องพัก เขาก็พูดทันทีว่า Harry โดนจับตัวไป 18 วัน โดยทหารพม่า ถูกซ้อมทุกครั้งที่ถามคำถาม ทุกวันตลอดเวลานั้น โดยมีผ้าหนา ๆ พันตัวก่อน จึงไม่เห็นรอยช้ำด้านนอก ทำไม ถึงโดนทหารพม่าจับไป? ภรรยาเขาบอกว่า มีทีมทำสารคดีจากมาเลเซีย มาทำสารคดีเรื่องวิถีชีวิตคนไทยใหญ่ โดยติดต่อมาทางคุณ Harry โดยมีการจัดฉากให้ชายไทยใหญ่ 4 คนอยู่ในภาพด้วย ทีมสารคดีกลับไป แต่มีคนที่ภรรยาเขาอ้างว่า ใส่ร้ายเขา พวกกิจการเกสต์เฮาท์อื่น ไปแจ้งทหารว่า Harry ยุ่งเรื่องการเมือง และมีการนำต่างชาติเข้ามา ทหารพม่าก็มาจับตัวเขาไป โดยระหว่างที่หายตัวไป 18 วัน ไม่มีใครรู้ว่าโดนจับตัวไปที่ไหน ภรรยาเขาก็ไปหาทหาร เพื่อสอบถามว่าทำไมถึงจับสามารถเขาไป เขาผิดอะไร เขาว่าบางคนก็สงสาร แต่ไม่รู้จะช่วยอะไร รับฟังเขา
เขาว่ามีคนสงสาร Harry จนเขียนจดหมายไปแจ้งที่ย่างกุ้ง จนทำให้มีการหยุดชั่วคราวกับการถามคำถาม แต่ไม่ปล่อยตัว Harry ยังไม่ได้ตายเลยจากการกระทำนั้น สามารถมาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดกับตัวเองให้ที่บ้านฟัง หลังจากออกมา บอกว่าเขาคุกเข่า ยกมือไหว้ ถามทหารพม่าว่าเขาผิดอะไร เขาให้สอบสวนได้ ถ้าผิดจริงจะฆ่าเขาทิ้งก็ได้ แต่ทหารพม่าไม่ฟัง เตะเสยเข้าที่หน้าเลย Harry มีอาการที่ภรรยาแจ้งว่าเป็นวัณโรค (คิดว่ามีอาการเกี่ยวกับปอด) เพราะสมัยหนุ่มกว่านี้เป็นไกด์พานักท่องเที่ยว Trekking และอยู่กับเสื้อผ้าชื้นเปียกเป็นเวลานาน ต้องกินยาทุกวัน แต่นี่ขาดไปถึง 18 วัน พอแจ้งทหารพม่าว่าตัวเองป่วยต้องกินยาทุกวัน ทหารพม่าก็จัดการเข้าให้อีก บอกว่ามึงเป็นอะไรกันนักหนา
ไม่รู้ด้วยเหตุใด เขาปล่อย Harry ออกมา ไม่ได้กินข้าวเลยตลอด 18 วัน และไม่สามารถกินได้ เมื่อกลับมาบ้าน ภรรยาต้องพาไปหาหมอ เขาบอกว่าเขาพามาหาหมอที่เชียงราย ร.พ. ศรีบุรินทร์ด้วยตนเอง หมอคงทำกับผ่าตัด และพบว่า ไส้เน่า ไปหมดแล้ว เขาบอกว่ามีอาการ "ไส้ตก" เพราะถูกซ้อมมาก ช่วยไม่ทันแล้ว สุดท้าย Harry ก็ตายไป
ฉันคุยกับเขาจนขนาดนี้ก็กลัวความปลอดภัยของเขาเอง และตัวเองขณะอยู่ที่นั่นเหมือนกัน แต่ดูเหมือนเขาก็อยากเล่ามาก ภรรยาเขาซึ่งคราวที่แล้วฉันไปเยือน แล้วเกิดความไม่พอใจบริการ เพราะเหมือนจะเป็นนักธุรกิจประเภทเอาเงินเป็นที่ตั้ง คราวนี้เขาเปลี่ยนท่าทีไปเยอะ ทุกครั้งที่เจอฉันก็จะพูดคุยกับเราเรื่องนี้ ฉันพยายามบอกเขาให้พยายามมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ เขาว่าความสุขของเขามันหายไปหมดตั้งแต่สามีตาย ตอนนี้ก็อยู่ต่อ เพราะมีลูกถึง 3 คนต้องดูแล เขาไม่ได้บอกใคร ไม่ได้ติดต่อใคร ขนาดทีมงานที่มาทำสารคดี ที่อาจถือได้ว่าเป็นต้นตอการตายของเขา แต่จริง ๆ ก็คือความไม่เท่าเทียม และเผด็จการของการเมืองพม่านั่นแหละ
ฉันถามเขาว่า เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น ทำให้เขาคิดอย่างไงกับชีวิต เขาคุยกับเราแบบเศร้ามาก ๆ ถามว่าเป็นไปได้มั๊ย ถ้าเขาจะมาอยู่เมืองไทย... นี่แหละปัญหาเพื่อนบ้าน ที่ส่งผลกับประเทศไทยต่อมา เพราะเขาอยู่กันไม่ได้ ชีวิตชนกลุ่มน้อย ที่ไม่เท่าเทียม มิเพียงแต่เกิดขึ้นในเมืองไทย ฉันคิดแทนเขาว่า ถึงแม้เขาจะสามารถข้ามชายแดนมาใช้ชีวิตยังประเทศไทย คิดเลยไปถึงว่าเขามีบัตรประชาชนเรียบร้อย มีทุกอย่างที่เรียกได้ว่าเป็นคนไทย แต่สถานะเขา ที่เป็นนักธุรกิจ เปิดเกสต์เฮาส์ มีปั๊มน้ำมัน ทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เขาจะสามารถทำได้ที่เมืองไทยไหม หรือว่าการหนีเสือปะจระเข้ก็ยังเป็นอะไรที่ควรจะไปเพื่อความปลอดภัยในชีวิตที่ตัวเองพบเจอ และไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะโดนจับไปทารุณเมื่อไร จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
นี่มันประเทศของเขา ไม่ใช่ของเรา ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะโดนจับไปไหน หรือเปล่า อยู่กันไปอย่างนั้นแหละ
เศร้า เมื่อนึกถึงชีวิตคนที่นั่น ฉันคิดว่า มันจะต้องมีสักวัน ที่ชนกลุ่มน้อยในพม่าต้องลุกฮือ เหมือนจีนในวันก่อน กับการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบคอมมิวนิสต์ เสียเลือดเสียเนื้อ และชีวิตกลับมาใหม่ ประเทศนี้ถูกสาปเหรอ และยิ่งเศร้าไปกว่านั้น คนที่จะเรียกร้องเป็นแกนนำการเปลี่ยนแปลง ออง ซาน ซู จี ก็อายุ 60 ปีแล้ว เขาจะทำอะไรได้อีกเท่าไหร่กัน
อ่านเจอบทความนี้.. ยิ่งเศร้าใจ
http://www.dailynews.co.th/col/col.asp?columnid=10970
|