ลีซู เผ่าอื่น ๆ

Lak's Diary

กลับไปเชียงราย
Friday 21st April 2006, 9:37 PM

และแล้วก็ตัดสินใจเดินทางกลับไปเชียงรายอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานเหลือเกิน... 6 เดือน เห็นจะได้ อยากกลับไปดูความเป็นไป ไปเรื่องส่วนตัวของตัวเอง และก็เที่ยวสงกรานต์ และเยี่ยมเพื่อนไปในตัว

นัดหมายเดินทางด้วยรถเจ้าใหม่ ผู้โดยสาร รวมคนขับก็มี 5 คน ใหม่ อาจู จรรดา อาซา และเรา เดินทางออกจากหลักสี่ ประมาณ 7 โมงเช้า เดินทางเรื่อย ๆ กินข้าว แวะพักรายทางไปเรื่อง ๆ นั่งเม้าท์ หลับ คุยกันไป ไปถึงเชียงรายประมาณ 2 ทุ่ม แวะซื้ออาหารเข้าไปกินที่ศูนย์ จากแถวห้าแยกปากเกร็ด

คืนแรกที่นั่น ถึงกับนอนลำบาก เพราะว่า ไม่เคยนอนมานาน เหมือนต้องปรับตัวใหม่อีก เปิดหนังสือ อ่านแล้ว อ่านอีก คิดว่าหลับไปที่ตี 3 เห็นจะได้ และตื่นนอนมาตอน 6 โมงกว่า ออกขี่จักรยานเสือภูเขาคืนเดิม ลงดอยไป 4 กิโลกว่า เฮ่อ เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน

ไปครั้งนี้ก็ได้เล่นน้ำสงกรานต์ชุ่มตัวหลังบ้านจะแล แล้วก็ไปกินไก่ย่าง ข้าวเหนียวกับอาซา อาตี จรรดา แอ๋น แล้วเดินเลยไปน้ำตกห้วยแม่ซ้าย เฮ่อ นานแล้วหนา ไม่ได้สนุกกันอย่างนี้

มีทำพิซซ่ากินกับกับหลาน ๆ เทียนวาด พู่กัน กับอ้อ เราลองทำเกี๊ยวซ่าด้วยแป้งเกี๊ยว ใช้ได้ กินกันหมด โอเค

หลังจากนั้น ก็แวะไปคุยกับอามะบ้านอาจ่า กับมาทะ พอจะจากมา ก็มีเสียน้ำตาอีก โธ่..อามะ อย่าร้องไห้นะ ชีวิตมันไม่ง่าย แต่ต้องมีแรงสู้ต่อนะ

ไปขี่จักรยานกับเทียนวาดตอนเช้าอีกวัน ได้คุยกับชาวบ้าน นั่งหัวเราะกับน้อย บูสึ ขอบคุณสำหรับไข่แดงที่เอามาให้ ขอบคุณสำหรับกระเป๋าอาข่าที่มาทะ กับ แอนนาปักให้ สำหรับวันเกิดปีที่แล้ว

จากที่นั่นมาตอนเช้าวันที่ 16 นั่งรถกันมาราธอนมาก เพราะว่า พอใกล้ถึงนครสวรรค์ก็รู้ว่ารถติดมาก ต้องเปลี่ยนเส้นทาง อ้อมไปโน่นสุพรรณบุรี กว่าจะถึงบ้านดิฉันที่อยู่แถบนนท์ บ้านแรกก็ปาเข้าไป 3 ทุ่มครึ่ง

เป็นการไปที่ได้รำลึกอะไรหลายอย่าง กับเวลาที่ผ่านเลยไป ไม่มีอะไรเหมือนเดิม ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงทุกวินาที หลายคนที่ติดตรึงกับสิ่งเก่า ๆ ทั้ง ๆ ที่มันน่าเบื่อ ก็อาจเป็น เพราะเกรงกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง ที่ต้องปรับ และยอมรับมัน

วันนี้ กลับไปอ่านไดอารี่แอ๋น ถึงกับเสียน้ำตา อือ.. ยอมรับว่าไม่ได้เข้ามาอ่านนานมาก แล้วก็ไม่รู้ว่ามีใครเขียนอะไรกันบ้าง ขอบใจลูกสาวแม่ ถึงแม้พี่จะไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกแท้ ๆ ของการเป็นแม่คน ณ ตอนนี้ แต่พี่ก็รู้สึกเป็นห่วง และอยากเห็นเรามีชีวิตที่ดี ในแบบที่เรามีสิทธิเลือกมัน ชีวิตมันไม่ง่ายเลย จริง ๆ

หายไปไหน..
Tuesday 11th April 2006, 12:46 AM

เฮ้อ นานจริง ๆ ที่ไม่ได้เข้ามาเขียน ขีด อะไรที่นี่ หลายครั้งก็ยังคิดถึงมากอยู่ ตอนนี้ก็ทำตัวให้ยุ่งวุ่นวาย หลายเดือนก่อนยิ่งยุ่งกว่านี้

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ฤกษ์ยามที่ได้ถูกกำหนดสำหรับเดินทางไปออสเตรเลียตั้งแต่ปลายปีที่แล้วก็ได้จัดการให้มันเกิดขึ้นเสียที หลายคนถามว่า ทำไมต้อง "ออสเตรเลีย" จริง ๆ แล้วก็เป็นประเทศที่อยากไปเยือนมานาน อยากรู้ว่าทำไมคนถึงไปอยู่ที่โน่นกันเยอะแยะ สภาพความเป็นอยู่เขาเป็นอย่างไง ในขณะที่เวลาผ่านเลย เพื่อน ๆ หลายคนก็ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น และเราเองก็รู้จักเพื่อนมากมากขึ้นที่ได้เกิดอยู่ที่นั่น เอาหล่ะ เมื่อเป็นเวลาเหมาะ เมื่อ "ฟ้า" ได้ผ่าพังครืนลงมากับชีวิต ไหนเลยจะปล่อยให้เรื่องเหล่านั้นมันมาสาบแช่งชีวิตเราไปเรื่อย ลุกขึ้น และเดินตามความฝันที่อยากจะทำมานานเหลือเกิน

ฉันวางแผนเดินทาง จากเมืองสู่เมืองเป็นเวลานาน คุยกับเพื่อนว่าควรจะเป็นไง แล้วจัดการวางแผนจากเหนือลงใต้จากเมืองสู่เมือง เพื่อดูบรรยากาศ ผู้คน ที่แตกต่างกันไป จากเมืองบริสเบน รัฐควีนแลนด์ ต่อไปซิดนีย์ รัฐนิวเซาส์เวลล์ แล้วจบลงด้วยเมลเบิร์น รัฐวิคตอเลีย ใช้เวลาทั้งหมดทั้งสิ้น 5 สัปดาห์

เวลาเดินทางเป็นคืนวันที่ 7 กุมภาพันธ์ หลังจากพยายามไปหลายครั้ง เนื่องจากได้วีซ่าปลายเดือนธันวาคม โทรศัพท์ไปจองที่นั่ง แต่ว่างเอาวันที่ 20 มกราคมเลย ก็เลยคิดว่ารออีกหน่อย เลยตรุษจีนเลยดีก่า โทรจองเวลาเดินทางกับสายการบิน แต่เป็นอันต้องเลื่อนจากครั้งที่ 1 (กำหนดการเดิม 29 มกราคม) เพราะว่า พ่อมาเป็นไข้ ไม่สบายหนัก วันก่อนเดินทางเพียงแค่ 2 วัน อ๊ะ ไปเทียวเอง ยังไม่ไปก็ได้เนอะ ไหน ๆ ก็ว่างมากอยู่แล้ว เลื่อนออกไปอีก 1 สัปดาห์ (เป็นวันที่ 5 กุมภาพันธ์) เพราะต้องรอดูอาการไข้ของพ่ออยู่ดี เวลาตกเป็นวันที่ 5 ด้วยความเซ็งอย่างที่สุด เพราะว่า ดูเหมือนจะมีเหตุทำให้สะดุด ทั้งสัปดาห์ ไม่ได้จัดของอะไรเลย อาการของพ่อดีขึ้น และคิดว่าคงได้เดินทางแน่ แต่แล้วก็มีเหตุอีก คืนก่อนการเดินทาง ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า พ่อของน้องสะใภ้เกิดเหตุ ล้มลง และ (คิดว่า) หัวใจวาย เสียชีวิต เสียใจกับเขา และเซ็งกับตัวเอง เพราะว่า เลื่อนอีกแล้วคร๊าบท่าน (คราวนี้เป็นคืนวันที่ 7) แล้วก็ไปร่วมงานศพเขา คืนวันที่ 6 เนื่องจากเขาเป็นคริสต์ เลยมีพิธีแค่ไม่กี่วัน และก็จะฝังเลย นี่เป็นเหตุให้เพื่อนบางคนถึงกับบอกว่า อย่าไปเลย ดูเหมือนจะมีอะไรมาบอกให้เราอย่าอยู่ห่างกับครอบครัว คือว่า.. ฝันมันมี อยากไปให้ถึง และรู้ว่าอุปสรรคเป็นเพียงสิ่งที่ทำให้เราทำอะไรได้ช้าลง แต่ไม่คิดว่าจะหยุดเราได้ อันนี้คือความมุ่งมั่นของเรา

และแล้วเราก็ได้เดินทาง เครื่องบินออกประมาณเที่ยงคืน เราต้องออกจากบ้านช้าสุด 2 ทุ่ม เผื่อรถติด และต้อง check-in ก่อนเวลา 2 ชม. รู้มั๊ย เราจัดกระเป๋าเสร็จ 2 ทุ่มพอดีเลย (ระหว่างนั้นก็จัดห้องไปด้วย เพราะคิดว่าถ้าเราไม่อยู่ ก็จะมีคนใช้ห้องเราได้ เป็นประโยชย์) ชั่งน้ำหนักแล้วไม่เกิน อาบน้ำ แต่งตัว เดินออกจากบ้าน น้องชายคนเล็กนั่งแท็กซี่ไปส่งพร้อมกัน แล้วไปเจอคุณเพื่อนสนิ๊ทที่ไปส่งด้วยอีกคน (อ่อ.. เพื่อนสนิทอีกคนที่ภูเก็ตก็คอยส่งข้อความมาทั้งวัน ว่าเราจะได้ไปเหรอ เฮ่อ.. ท้า ทาย ท้าทาย) ถึงสนามบิน 3 ทุ่มนิดหน่อย ออกจากบ้านประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง ไปต่อแถวเช็คอิน เพื่อฝากกระเป๋าใบใหญ่ และเดินในสนามบินด้วยกระเป๋าในเล็ก ๆ แค่นั้น ไปนั่งกินน้ำ ขนมที่แบล็คแคนยอน แล้วก็ส่งข้อความจากมือถือหาเพื่อนที่โน่น ที่ฝากซื้อน้ำหอม แต่จำไม่ได้ ได้ข้อความเรียบร้อย จดไว้ ก็ได้เวลาที่ต้องเข้าไปที่ประตู เดินทางขึ้นเครื่องซะ เอ้า.. ลุ้น ๆ มีอีกอย่างเดียวที่จะทำให้เราพลาด คือ ขึ้นเครื่องบินไม่ทัน เราทิ้งโทรศัพท์ให้น้องชายไปดำเนินการใช้ระหว่างที่เราไม่อยู่ เพราะว่า ต้องเสียค่ารายเดือนอยู่แล้ว ไหนเลยจะเสียเงิน โดยเปล่าประโยชน์ เดินไปจ่ายภาษีสนามบิน เดินเข้าไป ผ่านแถวยาวเหยียด คนเดินทางเยอะมาก นาฬิกาก็ลืมเอามา จะพลาดอีกมั๊ยเนี่ย พอหลุดจากเคาน์เตอร์ตรวจคน ก็ถามคนว่าเวลากี่โมง เอ้า.. ยังมีเวลาเหลือ เดินรี่ไปซื้อน้ำหอมที่เพื่อนต้องการ บวก Gin Tonic ฝากเพื่อนอีกคน และแล้วก็เดินทางไปที่ประตู คิดว่าจะโทรศัพท์กลับบ้านอีกที แต่ว่า ไม่มีโทรศัพท์ที่ Gate บวกกับไม่อยากหาเรื่องพลาดอีก สุดท้ายก็ได้ไปอยู่บนเครื่อง ฮ่า ๆ ๆ

เราเลือกเครื่องบินที่บินตรงเลย ใช้เวลาบนเครื่องบินประมาณ 8 ชม. เราจะไปถึงบริสเบน เวลาที่โน่นห่างประมาณ 3 ชม. ถ้าเครื่องไม่ช้า เราก็จะถึงประมาณเกือบเที่ยงของที่โน่น ขึ้นเครื่องก็ดีใจลิงโลดมาก บินไปเที่ยวคนเดียว หลายที่ด้วย วิ๊วววว สักพักเขาก็เอาข้าวมาเสริฟ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ จิบไวน์แดงไป 1 แก้ว แล้วก็ง่วง อยากดูหนัง แต่ว่า นะ ขึ้นเครื่องก็เที่ยงคืนแล้ว ไม่ไหว ๆ หลับไปตอนไหนไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกที ปวดท้อง บวกอยากอาเจียร ตายหล่ะหวา ฉันเป็นไรไปเนี่ย วิ่งเข้าห้องน้ำไม่ทัน ร่างกายทำงานดีมาก ในการขับพิษ ทั้งอาเจียร ทั้งท้องเสีย ฉันเป็นอะไรไปเนี่ย??? โอ๊ย บินคนเดียวด้วย ยังอีกหลายชม. กว่าจะถึง แง แง จะรอดมั๊ยเนี่ย (ตรู) กลับมานี่นั่ง ไปขอน้ำเปล่าแอร์เติม แล้วก็นอนพาด 3 ที่นั่งเลย เพราะว่าคนบินน้อยมาก เสร็จแล้วก็ผ่านไป เพลียอยู่

ถึงบริสเบนประมาณเที่ยง เขาสอบถามนิดหน่อย ทำไมเพิ่งมาคะ บอกจะมาตั้งแต่ธันวาคมปีที่แล้ว นี่กุมภาพันธ์แล้ว งง โห.. คำถามเดียว ตอนขอวีซ่าที่ตัวแทน ว้าว.. ก็รากยาวแบบที่เขียนไว้ข้างบนแหละ ทนฟังเอาหน่อยละกัน เสร็จจากนั้นก็เอากระเป๋าไปตรวจ ที่ออสเตรเลียนี่ขึ้นชื่อเรื่องของที่ติดไม้ติดมือเข้าประเทศ ไม้ ผลิตภัณฑ์จากพืช ดิน อาหาร ทุกอย่าง จะโดนตรวจหมด เพราะว่าเขาเป็นเกาะ แล้วยิ่งมาจากเมืองไทย ถ้าข้าพเจ้าบอกว่าไม่มีอะไรมา ก็โดนแน่ เอ็งโกหกเห็น ๆ ก็เลยแจ้งไปว่ามีเสื่อที่ทำจากปอ อันหนึ่ง เขาขอดู แล้วเอาไปตรวจแมลง ถ้าเจอ ก็ได้ใช้นั่งเล่นกันอยู่ที่สนามบินหล่ะคะคุณเจ้าหน้าที่ แต่ปรากฎว่าไม่เจอ เฮ่อ.. ปิดกระเป๋า เดินออกมาเจอเพื่อน ว้าว.. เปลี่ยนแปลงไปเยอะ ทั้งคู่ คุณเพื่อนเปลี่ยนทรงผมใหม่ ไอ้ดิฉันก็ผอมไปเกือบ 10 โล กอดกัน หัวเราะวี๊ดว้าย พอให้คนอิจฉาเล่น ๆ แล้วก็ลากกระเป๋าไปเรื่อย เพื่อหารอเพื่อน แล้วก็เดินทางไปบ้านท่านซะ พักอยู่กับท่าน 2 อาทิตย์ สบายแฮ สบายใจ ที่นี่บ้านพัก เหมือนเมืองไทยมาก ยกไต้ถุน เจอคนไทย แค่ที่ร้านอาหาร คนเจียงฮายด้วยคะ เขาว่าเขาเป็นคนพาล เอ้ย.. ไม่ใช่ คน อ . พาน อยู่ที่นั่น ก็มีอ้วก เป็นระยะ ๆ นอนร้อนอยู่กับห้องบ้าง ( เพราะเป็นหน้าร้อน) ทำอาหารไทยให้คุณเพื่อนได้กิน เที่ยวทะเลที่ Noosa Beach กับ Byron Beach ชุดว่ายน้ำได้ใช้ลงทะเลก็คราวนี้แหละ ที่นี่เขาทำกัน ไม่แปลก ฉันว่าชุดว่ายน้ำฉันเรียบร้อยที่สุดเลย ที่โน่นเขาบิกีนี่กันท๊างน๊าน

จันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ ก็ขึ้นเครื่องเดินทางไปซิดนีย์ ด้วยความอุปถัมภ์ของเพื่อนชาย (มีบ้าง แหม..) ถึงซิดนีย์สัก 4 โมงครึ่ง ตอนเย็น เพื่อนสาว และเพื่อนของเขาอีกที มารับ และขึ้นแท็กซี่กลับห้องพัก คอนโด กลางใจเมือง เมืองนี้ มีแต่คนไทย คิดว่า คงอยู่กันเป็นแสน ทั้งคนทำงาน คนเรียน ทั้งยูนิตของคอนโดอยู่กัน 8 คน ไทยล้วน เดินไปอีก 2 บล็อค ร้านวีดีโอ ละครไทย หนังไทย เพลงไทย แล้วก็ร้านขายของชำไทย เวลาที่นั่น 1 สัปดาห์ เดินไปที่ไหนก็เจอคนไทย ตามท้องถนน คุยกันอยู่ข้างหน้าบ้าง ข้างหนังเราบ้าง เมืองนี้ เดินจนเมื่อยขาไปหมด เยอะมาก ๆ อยู่ไป 3 วัน รู้สึกเหมือนไปเที่ยวบ้านเพื่อนสักแห่งในเมืองไทย เพราะน้อง ๆ ที่ห้องส่วนใหญ่มาเรียน แล้วก็เปิดรายการทีวีไทย กันทั้งวัน ถ้าอยู่บ้าน ที่นี่คาดหวังจะไป Blue Mountain แต่แห้ว เพราะว่า พายุเข้าอาทิตย์ที่เราวางแผนจะไป ก็เลยได้ไปทะเล Coogee Beach กับ Bondi Beach เดินเองไป Opera House, Daring Habour, The rock, Sydney Habour Bridge, China town, เยอะแยะ พรุน เมืองนี้ เมื่อยทั้งตัว จนเดินแทบไม่ไหว ได้เจอเพื่อนเก่าที่ไม่เจอกันนานมาก มันออกจากประเทศไป 13 ปีแล้ว บอกเล่าชีวิต เป็นไงบ้าง ระหว่างแยกย้ายกันไป รองเท้าได้ขาดไปคู่ ตอนเดินไปหาเพื่อน หัวเข่าเขียว ล้มชนพื้น รู้สึกเลยว่าคนที่โน่น เขาต่างกับเมืองไทย เมืองไทย คงมีแววตาสงสารบ้าง ที่โน่นเขาว่า รองเท้าไม่ดี นั่นแหละปัญหา จ้า ๆ เข้าใจแล้ว แล้วยังได้เจอเพื่อนที่ทำงานด้วยกันมาหลายปี แต่ได้ยินเสียงทางโทรศัพท์ เจอกันทาง chat แล้วก็อีเมลล์ อยู่ที่นี่ใช้เงินน้อยมาก เพื่อนเลี้ยงหมด ฮ่า ๆ ๆ ขอบคุณม๊าก ๆ เพื่อน ๆ จ๋า

จันทร์ถัดมา วันที่ 28 กุมภาพันธ์ เดินทางต่อไปเมลเบิร์น ตื่นสาย เพราะเมื่อคืน เที่ยงคืนแล้วยังเดินไปไชน่าทาวน์ กินไอติมกันอยู่เลย นอนตี 2 เห็นจะได้ ตั้งนาฬิกาปลุกแล้วไม่ตื่น เครื่องออก 9 โมงเช้า ควรต้องออกจากบ้านเจ็ดโมง แต่ตื่น 6.45 น. จะบ้าตาย รีบลุกไปห้องน้ำ อ่าว.. หน้ามืดอีกแล้วครับท่าน ห้องน้ำ กับห้องส้วมที่นี่ เขาจะแยกกัน สักพัก ฉันก็ปวดถ่าย ต้องนุ่งผ้ามาห้องส้วม แล้ววิ่งกลับมาห้องน้ำ เพื่อจะอาบน้ำอีก แล้วก็มืด วาว ๆ จนต้องนั่งลงกับพื้น แล้วพอเอาน้ำโดนตัวก็เกิดหนาว อุ้ย.. ช่างมันละกัน คนที่นี่ เขาก็อาบน้ำ วันเว้นวัน เอาวะ.. 7 โมง ออกจากบ้านได้ คิดดู รีบมาก รากกระเป๋าไป แล้วก็เรียกแท็กซี่ ไปสนามบินคนเดียว เพราะเพื่อนต้องเรียน แล้วก็เปลืองเงินด้วย ไปสนามบิน เกือบ 20 เหรียญ (600 บาท) บินถึงที่โน่นเที่ยงได้ เครื่องบิน delay เพื่อนมารับ เราก็โทรติดต่อไม่ได้ เงินในมือถือหมด ต้องเติม สรุปก็รอไป เราก็หิวชิบเป๋ง บนเครื่องก็ไม่มีอะไรกิน ถึงก็บ่าย เพื่อนขับรถพาไปเที่ยวคาซิโน จำได้ว่ากินข้าวไก่ย่าง 8 เหรียญ (240 บาท) หิวมาก แต่กินไม่หมด คิดถึงอาตีเลย ถ้าอยู่ด้วย คงเหมาให้ เข้าไปดูโบส์คาทอลิก นั่งรถราง (Tram) แล้วขับรถกลับบ้านเพื่อน ก็อีกชั่วโมงกว่า ไกลพอควร เราก็หลับ ๆ ไปบ้าง อยู่โน่น ก็ไปเที่ยวหลายที่ Great Ocean Road, Twelve Apostles, Frankston, Mornington, Springville, ไปฟาร์มรีดนมวัวของญาติเพื่อน แล้วก็นั่งรถไฟ เข้าเมืองวันอาทิตย์ 2.50 เหรียญ ขึ้นได้ตลอด ที่นี่ ก็ไปท้องเสีย จะเป็นลมอีก ร้อนมาก ๆ ไปตลาดหลายที่ Dandenong, St Kilda Beach Market ก็สนุกสนาน บวกเครียดสำหรับที่นี่ เพราะคุณเพื่อนก็ทะเลาะกันเป็นปกติ 2 สามี-ภรรยา อ่อ.. ได้ทำพรมเช็ดเท้าให้เพื่อนผืนหนึ่งจากผ้าห่ม คิดดูว่าเครียด ขนาดต้องหาอะไรทำ ฮ่า ๆ ๆ

เดินทางออกจากประเทศวันที่ 14 มีนาคม โน่น หลังเที่ยงคืน ข้ามไปวันที่ 15 มีนาคมอีก สนุกสนาน เปิดโลกทัศน์ อยากกลับไปอีก.. วันไหนน๊า..

รู้แล้วใช่มะ ไปไหนมา เดินทางออกจากบ้านคราวนี้ ชีวิตรู้สึกเปลี่ยนไป เจอคนมากขึ้น มีความคิดใหม่ ๆ ผุดขึ้นมา แล้วก็พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงอีกที มันคืออะไร รออยู่นะ..

จำใจจาก และ ชีวิตที่ดำเนิน
Tuesday 17th January 2006, 10:50 AM

นานแล้วเนอะ ไม่ได้เขียนอะไรบนนี้ เดือนที่แล้ว ยุ่งมาก เดินทาง และไม่สบายหลายครั้ง อากาศเปลี่ยน "ดูแลสุขภาพด้วยนะ - ทิฟฟี่" หลังจากที่เขียนคราวที่แล้ว วันที่ 17-19 ก็เดินทางไปอีสาน เพื่อช่วยเหลือเพื่อนคุยกับชาวบ้าน เสร็จแล้วก็ป่วยนอนอยู่บ้าน แล้วก็ดำเนินการเรื่องชีวิตตัวเองอีกหลายอย่าง "พยายามทำตัวให้วุ่นไว้"

มีหลายคนถามว่าหายไปไหน ช่วงนี้... ฉันเก็บเกี่ยวมีเพื่อนใหม่ และก็ทำอะไรใหม่ ๆ ให้กับชีวิตหลายอย่าง ได้อ่านหนังสือมากมาย ชนิดที่เรียกว่า ใช้เวลา 2-3 ปีก่อน อ่านไม่ถึงเสียที เพราะว่า ด้วยลักษณะบุคลิกตัวเองที่เอางานที่มาถึงมือก่อน แล้วก็จัดการให้มันดีที่สุด เรื่องตัวเองก็วางพับ จนโดนตำหนิ และเป็นข้อพิพาทจากคนข้างเคียง เพราะเบื่อเรา "เออ.. เอา จะเบื่อกัน เพราะอย่างนี้ ไม่เป็นไร ขอบใจน๊า..." ปรับกำลังความคิด กระบวนการ เปิดกว้าง และรับมัน... "อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิด สติ เราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำวันนี้ให้ดีที่สุด...." และเดินต่อ Life goes on! ชีวิตต้องเดินต่อไป เนอะ เนอะ หากเจออะไรมาทำให้เอนไป อยู่ที่เราเลยที่ต้องกลับมายืนให้ตรงเหมือนเดิมให้เร็วที่สุด และก้าวต่อไปข้างหน้า มองที่วันนี้ และมองข้างหน้าเท่านั้น อย่าหันไปมองข้างหลังเด็ดขาด หรือหากต้องหันไปมอง ก็มองเพื่อเป็นบทเรียน เรียนรู้จากมันให้ได้ แต่อย่าให้มันมามีอิทธิพล ทิ่มแทงชีวิตตัวเองอีก สิ่งใหม่ ๆ หลาย ๆ อย่างไม่ง่ายนักกับการเปลี่ยนแปลง และกระโดดเข้าใส่ แต่หากว่าเรามั่นใจว่าเราทำได้ เราจะทำได้ ใจเรานั่นแหละ ควบคุมพฤติกรรมของเราเอง ที่มันจะหันไปทางซ้าย ทางขวา ทางมืด หรือทางสว่าง และหากว่าใจเรานำไปทางใดก็แล้วแต่ มีสติรับรู้ และเตรียมตัวสำหรับผลของมันด้วย

มีคนบางคนพูดว่า คนทุกคน จะต้องมีสักครั้งในชีวิตเป็นอย่างน้อยที่ทำผิดลงไป คุณเองก็เหมือนกัน ฉันเองก็เช่นเดียวกัน แต่คุณพร้อมจะเรียนรู้ ยอมรับ ให้อภัยตัวเองกับการกระทำที่ใจพาเงามืดเข้ามาใส่ชีวิต และที่มากกว่านั้น ให้อภัยการกระทำของคนอื่นที่มีผลกับชีวิตคุณแค่ไหน
บอกได้เลยว่า หากคุณทำได้ ใจคุณจะฟรี.. มีอิสระ บินได้ และไม่มีอะไรมายึดติด กระทั่ง ไม่ติดอยู่กับความอิสระ (Cage of Freedom) ที่หลายคนเรียกร้องจนเกิดข้อพิพาทขึ้นกับคนอื่น ๆ รอบตัว
เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน วันนี้ให้ดีที่สุด และวางแผนคร่าว ๆ ในวันข้างหน้าไว้บ้าง เพื่อเป็นเข็มทิศให้ชีวิตเดินทางต่อไป

จริง ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าเขียนฉบับนี้ แล้วจะได้มาเขียนอีกเมื่อไหร่ เพื่อว่าตอนนี้เองก็อยู่ไกลออกมามากแล้ว ยังคิดถึงที่โน่น อยู่เรื่อย ๆ แล้วจะมาบอกกล่าวกันอีกที.. นะ..

ไปดูหนัง "เด็กโต๋"
Wednesday 14th December 2005, 12:47 AM

เย็นนี้ไปดูหนังมา พร้อมน้องโบว์น้องจาก ม. มหิดล ที่มาศึกษางานเรื่องพิพิธภัณฑ์ และเจอกันที่เชียงรายสัปดาห์ก่อน

เด็กโต๋เป็นเรื่องของเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านโต๋ อ. สะเมิง จ. เชียงใหม่ ที่นำเสนอเรื่องราวของเด็กม้ง และเด็กกะเหรี่ยง โดยคุณป๊อป อารียา ชุมสาย ที่หลงไหลเด็ก ๆ และโรงเรียนแห่งนี้ เรื่องราวนำเสนอชีวิตเด็กนักเรียนชนเผ่า ที่ต้องห่างไกลพ่อแม่ ครอบครัว สู่อ้อมกอดของครูที่โรงเรียน ใช้ชีวิตการเรียน และกิน-อยู่ ร่วมกัน โดยมีปลายทางอยู่ที่ปลายน้ำ คือ ทะเล เมื่อเรียนจบชั้นสูงสุดของโรงเรียน คือ ม. 3 โดยที่เด็กเหล่านั้น เติบโตมาจากเขา และมีความฝันที่จะได้เห็นทะเลสักครั้งในชีวิต

ผลพลอยได้จากหนังเรื่องนี้ คือเงินทุนการศึกษาสำหรับเด็กที่โรงเรียนนี้ โดยสรุปยอดครั้งแรก ด้วยยอดเงินกว่า 5 แสนบาท เรื่องราวนี้ บอกได้ว่า สื่อมีผลจริง ๆ เมื่อดารา นางงาม นางแบบ ขนาดป๊อป อารียา มาจับเรื่องนี้ มีเหรอคนจะไม่สนใจ และอยากค้นหา แต่หวังว่า เม็ดเงินที่มากมายจะไม่นำมาซึ่งความลำบากแก่เด็ก ๆ ที่นั่น เพราะว่า ไม่เพียงแต่เงินน้อยจะสร้างปัญหา เงินที่มากเกินไปก็สร้างปัญหาได้เช่นกัน และหากรายได้จะมีมากขึ้น ก็อยากให้ส่งต่อไปอีกหลาย ๆ โรงเรียนที่ยังขาดแคลน

เรามาดูหนังเรื่องนี้ เป็นรอบสุดท้าย และวันสุดท้าย กับเพื่อนใหม่ ด้วยหัวใจอิ่มเอม ดูเสร็จ ก็พบเจอรอยยิ้ม และมิตรภาพ

ขอบคุณน้องโบว์ที่ชวนมาดูด้วยกัน และขอบคุณเพื่อนคนอื่นที่ไม่ว่างมา ฮา..



.. ท้ายของการชม คนจัดได้ชักชวนหากใครอยากติดตามไปร่วมเยี่ยมเยียน และมอบของขวัญให้กับเด็กในวันเด็ก โดยจำกัดจำนวนคน ใครจะไปให้ติดต่อที่ pigonine@hotmail.com หรือไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมที่เวบ http://www.pigonine.com

ถึงกรุงเทพ
Monday 12th December 2005, 9:30 PM

ปรับตัวใหม่อีกครั้ง จากที่หนาว ต้องใส่เสื้อกันหนาวตลอด บวกกับฝนตกที่เชียงราย กลับมาเจออากาศร้อนที่กรุงเทพฯ ต้องเปิดแอร์

อืม.. ชีวิตดำเนิน เรียนรู้ เปลี่ยนแปลง และปรับตัว ทุกที ที่ที่ไป หากใครปรับได้เร็ว ปรับได้ดี ก็อยู่รอด ไม่เช่นนั้นก็อาจจบตัวเองด้วยเวลาที่รวดเร็วเกินควร

บางที บางที่ เราต้องอยู่ และพบเจอกับสิ่งที่เราไม่อยากจะพบเจอ แต่แล้วมันก็ผ่านไปได้ ไม่ยากเย็นอะไรมากมาย แล้วมันก็ผ่านไป และเราก็กลับมายืนต่อ ค้นหาเส้นทางที่เราอยากเป็น และทำได้ดีต่อไป...

เชียงราย คืนที่ 2
Tuesday 6th December 2005, 9:09 PM

อยู่เชียงรายคืนที่ 2 มันเงียบเหงา แปลก ๆ อะไรหลายอย่างเปลี่ยนไป เรามาถึงที่นี่กระทันหันเมื่อวาน ตัดสินใจกลับเข้าบ้าน แพ็คของ หลังจากแวะซื้อตั๋วเครื่องบินขึ้นเชียงราย ช่วงเช้า

หมี่ติ๊ ภรรยาคู่กัดของอาตี จากไปด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ที่ไม่มีใครคาดคิด การจากตายที่แสนทรมาน และไม่มีวันได้กลับมาคุยกันอีก หลายคนเคยบ่นเบื่อกับการที่หมี่ติ๊ แม่สาวตัวน้อย ๆ แต่เสียงแจ๋น ๆ ตลอดเวลา เมื่อใครไปเยี่ยมเยียนเขาที่บ้าน แต่ไม่มีแล้วเสียงนั้น

จากการบอกเล่าของอาตี .. หมี่ติ๊ออกไปเกี่ยวข้าว พร้อมพวกพ้อง โดยบรรทุกอยู่ท้ายรถกระบะ จำนวน 26 คน โดยหมี่ติ๊ไม่ได้บอกก่อนว่าจะไปทำ เพียงแต่บอกให้อาตีลุกขึ้นมาหุงหาอาหารตอนเช้าให้หน่อย วันนั้นเป็นเช้าวันอาทิตย์ อาตีก็ไม่รู้ว่า จะรีบลุกไปทำไม จึงนอนต่อ หมี่ติ๊ลุกขึ้นมาตัดพ้อ ว่าขอร้องเพียงแค่นี้ก็ทำให้ไม่ได้ ตอนหลังจึงรู้ว่า ไปเกี่ยวข้าว อาตีออกไปธุระข้างนอก กลับมารอการกลับมาของภรรยา ทำกับข้าวรอถึง 3 อย่าง แต่จนทุ่มกว่า ๆ แล้ว หมี่ติ๊ก็ยังไม่กลับ อาตีจำต้องกินข้าวไปก่อนส่วนหนึ่ง เพราะหิวมาก

ประมาณ 2 ทุ่ม อาตีได้ยินเสียงรถขึ้นดอยบ้านตัวเอง ก็ดีใจ "เออ กลับมาแล้วเนอะ" แต่แล้ว.. ก็ได้ยินเสียงรถดังโครม เขารู้ได้เลยว่าต้องมีเหตุเกิดขึ้น เขาวิ่งออกจากบ้านเพียงแค่กางเกงตัวเดียว เสื้อก็ไม่ได้ใส่ รองเท้าก็ไม่มี แต่ว่า เมื่อไปที่เกิดเหตุ ข้างสะพานขึ้นหมู่บ้าน เขาก็มองอะไรไม่เห็นเลย มันมึด และอยู่ข้างลำห้วยเล็ก ๆ เขาวิ่งกลับขึ้นมาอีกที พร้อมเพื่อนบ้าน แล้วเอามอเตอร์ไซค์ออกไป ส่องเหมือนเป็นไฟฉาย ช่วยเหลือคนเจ็บ ที่ขณะนั้น รถคว่ำ ครอบทุกคนไว้ที่ท้ายกระบะ หลายคนขุดทราย เพื่อพยายามเอาตัวเองออกมาจากที่นั่น เขาเข้าไปช่วย จับคนเจ็บคนนี้-คนโน้น ออกมา แต่เขาไม่เจอหมี่ติ๊... เขาตะโกนบอกให้คนช่วยกัน หงายรถขึ้น และเจอหมี่ติ๊โดนรถทับอยู่ เลือดออกจากจมูก และปาก เขาอุ้มร่างเธอขึ้นมา ผายปอด เป่าปาก เพียงเพื่อจะให้ภรรยาฟื้นขึ้นมา แต่มันไม่เป็นผล เงียบ และไม่มีอาการตอบสนองใด ๆ

เขาพาร่างภรรยา และคนเจ็บไปโรงพยาบาล ระหว่างทางก็เรียกหมี่ติ๊ ไปตลอด ไม่มีเสียงใดตอบออกมา หวังเพียงว่า ให้หมอปั๊มหัวใจให้เมียผมหน่อย ทำไมต้องเป็นอย่างนี้

ไปถึงโรงพยาบาล มันสายไปแล้ว หมอว่า เธอคงตายตั้งแต่ที่เกิดเหตุ

อายุเธอเพียงแค่ 21 ปี ลูกสาววัย 2 ขวบครึ่ง ต้องขาดแม่ แล้วสามีที่ยังไม่ทันได้คุยกันให้เข้าใจ ถึงความน้อยเนื้อต่ำใจต่าง ๆ นานา เธอไปแล้ว และไม่มีโอกาสได้สื่อสารกันอีก

อาตีนั่งดูเวลาจากเที่ยงคืน จนถึง 6 โมงเช้า เผาไปเป็นชั่วโมง ๆ อย่างไม่รู้จักอ่อนล้า นี่เธอไปแล้วจริง ๆ เหรอ ฝันไปได้ไหม...

หลังวันตายของภรรยา อาตีอาบน้ำ แต่งตัวใหม่ให้ภรรยา และสวมรองเท้า สัมผัสต่อเท้าที่เย็นชืด เพราะไม่มีวิญญาณของเธออยู่แล้ว ฝนตกทั้งคืน อย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ กับช่วงเวลานี้ของปี ฟ้ารับรู้การจากไปของเธอ เรารับรู้การจากไป น้องคนนี้ของพี่ ขอให้เธอสงบ ไม่ต้องห่วงอะไร ที่เธออาจต้องห่วงนะ

น้องชายของพี่.. อาตี พี่ไม่มีคำไหน นอกจากสงสารเธอจับใจ มันไม่ควรเป็นอย่างนี้จริง ๆ จากตายมันโหดร้ายเหลือเกิน

แต่นั่นแหละ .. ไม่มีใครเลือกวันตายของตัวเองได้ ฉันเรียนรู้ว่า ระหว่างที่คุณยังมีชีวิตอยู่ คุณทำทุกวันให้ดี ให้มีความสุข และมีสติ ทำให้ดีที่สุด ให้คนที่รายล้อมรอบข้างคุณ เพราะคุณไม่มีวันรู้ว่า พรุ่งนี้ อาจไม่มีวันมาถึงสำหรับคุณ และคนรอบ ๆ ข้าง

พี่รักพวกเธอนะ

ชีวิตมันสั้นแค่นั้นเองเหรอ
Sunday 4th December 2005, 11:45 PM

หมี่ติ๊ น้องสาวของเราคนหนึ่ง ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ตกดอย เมื่อเวลาประมาณ 2 ทุ่มของวันนี้ (4 ธันวาคม 2548) ฉันเศร้าเหลือเกิน อึ้ง บอกอะไรไม่ถูก เวลาประมาณเดียวกันที่เกิดเรื่อง ฉันยังนั่งคุยกับน้องอีกคนเรื่องเธอ และครอบครัวอยู่เลย



เมื่อสัปดาห์ที่แล้วสามีเธอโทรมาคุยด้วย และบอกว่า อะไร อะไร มันอาจจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น เราคิดว่า คงไม่มีใครคิดว่าจะต้องจากตาย ชีวิตคนเรามันสั้นเพียงแค่นี้เองเหรอ

เดือนก่อนฉันกลับไปเชียงราย แวะไปเยี่ยมเยียน และหวังจะคุยกับน้อง ปรับความเข้าใจ และทัศนคติของน้อง เพื่อความสุขในชีวิตมากขึ้น แต่ฉันยังไม่ประสบความสำเร็จ น้องน้อยคนนี้ ยังคงเป็นคนเดิม ที่ดื้อดึง และมีความคิดที่แน่นอนว่าอะไรคืออะไร และไม่ยอมแม้กระทั่งปรับ ฉันห่างออกมา และกำลังวางแผนจะกลับไปอีกทีสัปดาห์หน้า แต่แล้ว ฉันก็ต้องกลับไปเร็วขึ้น เพราะน้องคนนี้

หวังเพียงว่า จิต ของหมี่ติ๊ จะรับทราบ และรู้ด้วยว่า พี่อยากให้เรามีจิตที่สงบ ลูก และครอบครัว หากพี่จะทำอะไรได้ พี่จะพยายามช่วยเหลือ อาลัยเหลือเกิน ........

สติ
Saturday 3rd December 2005, 8:36 AM

วันนี้ตื่นนอนประมาณ 7 โมง เหมือนเช่นทุกวัน แต่.. เกือบจะไม่เหมือน อารมณ์ขุ่นมัวที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เพราะคนอื่นมากระทบ ทำให้จับ ๆ จ้อง ๆ กับความคิดเดิม บางทีเราก็เหมือนเป็นผู้เข้าหา (แส่) สิ่งที่จะทำให้เราขุ่นมัวเอง

วันนี้ฉันต้องบอกตัวเองให้อยู่กับตัวเอง และคิดว่านั่นเป็นเพียงสิ่งที่มากระทบ ให้เป็นรู้ว่ามันมากระทบ และปล่อยใจเฉยไปเสีย

ต้องมีสติคอยควบคุมความประพฤติ และทัศนคติของตนเอง แล้วก็อย่าหยิบมีดเล่มนั้น ขึ้นมาทิ่มแทงตัวเองอีกเลย ปล่อยมันวางลง มีดจะมีคุณเมื่อคุณรู้จักใช้ หรือจะไม่มีคมอะไรเลย ถ้ามันแค่วางอยู่เฉย ๆ

วันหนึ่งทุกอย่างคงปรากฎเอง ด้วยตัวของมันเอง วางใจให้เป็นกลางเถิดเรา....

เชื่ออย่างนั้น
Friday 2nd December 2005, 6:55 PM

... เราจำเป็นต้องอยู่กับตนเองตลอดเวลา อยู่กับความรู้สึกนึกคิด อยู่กับจิตใจของเราเอง การให้ผู้อื่น หรือปัจจัยภายนอกมาช่วยเยียวยาพยุงจิตใจนั้น ไม่สามารถทำได้อย่างถาวร และมั่นคง เท่ากับการหมั่นดูแลรักษาใจตนเอง

... คำสอนของหลวงพ่อชา สุภัทโท ตอกย้ำให้เราระวังความคิดให้จงหนั เพราะความคิดนั่นเองจะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของเราชั่วชีวิต นั่นคือเราเป็นในสิ่งที่คิดว่าเราเป็น (We are what we think we are!)

เธอจงระวัง "ความคิด" ของเธอ
เพราะความคิดของเธอ
จะกลายเป็น "ความประพฤติ" ของเธอ
เธอจงระวังความประพฤติของเธอ
เพราะความประพฤติของเธอ
จะกลายเป็น "ความเคยชิน" ของเธอ
เธอจงระวังความเคยชินของเธอ
เพราะความเคยชินของเธอ
จะกลายเป็น "อุปนิสัย" ของเธอ
เธอจงระวังอุปนิสัยของเธอ
เพราะอุปนิสัยของเธอ
จะกำหนด "ชะตากรรม" ของเธอชั่วชีวิต

พบเจอในหนังสือ ทักทายกันด้วยความสุข ของ คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย เลยอยากบอกกล่าวไว้เป็นวิทยาทานคะ

ห่างหายไปนาน
Monday 21st November 2005, 8:33 PM

ห่างหายไปนานเลย วันนี้ก็รู้สึกว่าไม่รู้จะเขียนอะไร ชีวิตเหมือนลอย ๆ วันนี้อากาศที่กรุงเทพฯ ( หรือทั่วประเทศไทย) เย็นลงเยอะเลย ฝนไม่ตก

ชีวิตคนบางคนก็หาไม่เจอว่าจะทำอะไรในชีวิต พยายาม พยายามควานหา แต่ก็ใช้เวลา ในขณะที่อีกหลาย ๆ คน อาจมีแผนมากมาย แต่ไม่รู้จะลงที่แผนไหนก่อน เหมือนรออะไรหลายอย่างมาช่วยเราตัดสินใจ รอเวลา รอเหตุผลสนับสนุน รอคนบอก รอ และ รอ.. แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ เวลาปล่อยไป ร่วงเลยเหมือนรอให้ "ไม่มีอะไรเกิดขึ้น" หรือปล่อยไปเรื่อย ๆ จะดีกว่า

บางคนก็เอาชีวิตของตัวเอง ไปผูกติดกับเงื่อนไขของคนอื่น ๆ บอกว่า ชีวิตจะดี แต่ต้อง เพราะคนนี้ หรือว่าจะสมบูรณ์ เหมือนจิ๊กซอว์ที่หายไป จะเติมให้ภาพมันเต็มขึ้น เราไปฝากความหวังไว้กับอะไรที่มันไม่มีวันจะเป็นไปได้ หรือฝันมากไปหน่อย หรือเปล่า ความเชื่อเหล่านั้นไม่รู้มาจากไหน แต่ยังคงอยู่กับใครอีกหลายคน บางทีพออะไร ๆ มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด มันก็พลอยจะทำให้ชีวิตของเราเซไปเลย เอียงจนบางคนก็ยืนไม่อยู่เลย

"อย่าปล่อยให้ความกลัวชนเราจนกระเด็น" อือ ระหว่างที่เขียนบันทึกนี้ เรานั่งดูหนัง และได้พบกับวลีนี้เข้า so, you go girl!

ชีวิตมีผลกำไรที่ยังหายใจอยู่ และตักตวงที่จะทำอะไรอย่างที่เราอยาก และให้สำเร็จให้ได้ ลุกขึ้น และทำซะ Go Girl! Go!

มาเพื่อทดสอบ
Wednesday 2nd November 2005, 8:58 AM

หลายอย่างในชีวิตเกิดขึ้นกับชีวิตคุณ ซับซ้อน ยุ่งยาก และไม่อยากพบเจอ แต่มันก็มา บางทีคุณก็รู้สึกไม่แฟร์เลย ทำไมต้องผิดหวังกับสิ่งเหล่านี้ ทำไมต้องร้องไห้ และเศร้าใจ คุณอาจคิดว่าคุณก็พยายามดำรงตนเป็นคนดีตลอด ทำไมบางสิ่งบางอย่างถึงตอบกลับคุณอย่างนั้น - อย่างนี้

ไม่เลือกคะ ไม่มีอะไร หรือ ใคร เลือกได้ว่าสิ่งใดจะเกิด หรือไม่เกิด กับชีวิตคุณ ดำรงตน และพยายามเข้าใจ เมื่อสิ่งที่จะบ่อนทำลายความรู้สึกดี ดี ขึ้น

ชีวิตมีเพื่อ "ทดสอบ" ความแข็งแกร่งในใจเรา หากคุณผ่านมันไปได้ คุณจะพบช่องทางที่ดีกับชีวิต หรืออย่างน้อยแค่แกร่งขึ้น เรื่องบางเรื่องอาจทุกข์มากมาย แต่สุดท้าย.. เราก็อยู่ได้ หากเพียงคุณไม่รับมัน คุณอาจพ่ายแพ้ และถึงตายได้ด้วยตัวเอง

เรื่องดี เรื่องร้าย เกิดขึ้นตลอดในชีวิต หากชีวิตยังไม่สิ้น หยุดคิด รักตัวเอง และให้กำลังใจ วันดี ดี ต้องมาถึง

ฉันเชื่ออย่างงั้น

My Mom Only Had One Eye
Friday 28th October 2005, 7:08 AM

My Mom Only Had One Eye. (Please read it completely)

My mom only had one eye.
I hated her... she was such an embarressment..
my mom ran a small shop at a flea market.
she collected little weeds and such to sell...
anything for the money we needed
she was such an embarressment.
there was this one day during elementary school..
it was field day, and my mom came.
i was so embarressed. how could she do this to me? threw her a hateful look and ran out.

the next day at school...
"your mom only has one eye?!?!" ..and they taunted me.

i wished that my mom would just dissappear from this world so i said to my mom, "mom.. why dont you have the other eye?! if you're only gonna make me a laughingstock, why dont you just die?!!!" my mom did not respond.. i guess i felt a little bad, but at the same time, it felt
good to think that i had said what i'd wanted to say all this time..


maybe it was because my mom hadnt punished me, but i didnt think that i had hurt her feelings very badly.

that night...

i woke up, and went to the kitchen to get a glass of water. my mom was crying there, so quietly, as if she was afraid that she might wake me. i took a look at her, then turned away because of the thing i had said to her earlier, there was something pinching at me in the corner of my heart. even so, i hated my mother who was crying out of her one eye.
so i told myself that i would grow up and become successful. cause i hated &! nbsp;my one-eyed mom and our desperate poverty..

then i studied real hard.

i left my mother and came to Seoul and studied, and got accepted in the Seoul University with all the confidence i had. then, i got married.

i bought a house of my own.
then i had kids, too..
now i'm living happily as a successful man.

i like it here because it's a place that doesnt remind me of my mom.
this happiness was getting bigger and bigger, when.. what?! who's this?!


...it was my mother... ..still with her one eye.
it felt as if the whole sky was falling apart on me.
my little girl ran away, scared of my mom's eye.
and i asked her, "who are you?!"
"i dont know you!!!" as if trying to make that real. i screamed at her, " how dare you come to my house and scare my daughter!"

"GET OUT OF HERE! NOW!!!"

and to this, my mother quietly answered, "oh, i'm so sorry. i may have gotten the wrong address, " and she dissappeared out of sight. thank good ness... she doesnt recognize me..
i was quite relieved.

i told myself that i wasnt going to care, or think about this for the rest of my life. then a wave of relief came upon me...

one day, a letter regarding a school reunion came to my house. so, lying to my wife that i was going on a business trip, i went. after the reunion, i went down to the old shack, that i used to call a house...just out of curiosity there, i found my mother fallen on the cold ground.

but i did not shed a single tear.
she had a piece of paper in her hand.... it was a letter to me.

my son...

i think my life has been long enough now..
and... i wont visit Seoul anymore...
but would it be too much to ask if i wanted you to come visit me once in a while? i miss you so much.. and i was so glad when i heard you were coming for the reunion. but i decided not to go to the school. ...for you... and i'm sorry that i only have one eye, and i was an embarressment for you.

you see, when you were very little, you got into an accident, and lost your eye. as a mom, i couldnt stand watching you having to grow up with only one eye... so i gave you mine... i was so proud of my son that was seeing a whole new world for me, in my place, with that eye. i was never upset at you for anything you did.. the couple times that you were angry with me, .. i thought to myself, 'it's because he loves me..'

my son... oh, my son...

i dont want you to cry for me, because of my death.
please dont cry...
my son, i love you so much

so folks don't be ashamed of your mom..pass this on to any moms, daughters and sons that you know.i just did...

have a blessed day everyone

Remember:
people will forget what you said ...
people will forget what you did ...
but people will never forget how you made them feel ...

The past is gone.The future is unpredictable. All we have is now. Make great use of it



"My Vampire, if you are realize, you mom doesn't want to be liked she was and hurted you guys!" I believe that.

ชีวิตย่อมเปลี่ยนแปลง
Thursday 27th October 2005, 8:57 PM

ช่วงเวลา 2 เดือนกว่า ๆ มานี้ ชีวิตฉัน และคนใกล้ตัวเปลี่ยนไปมากมาย มากเสียจนฉันเองไม่รู้ว่า ฉันจะมีวันนี้ที่มานั่งเรียบเรียงความคิด ร้อยเรียงเป็นข้อความให้ทุกคนได้อ่านกันอีก ใช่.. อะไร อะไร ย่อมเปลี่ยนแปลง อยู่ที่ว่า ใจคนเรามักยึดติด และอยากให้มันเป็นเหมือนเดิม ๆ หรือค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป แต่มันคงเลือกอะไรอย่างงั้นไม่ได้ เหมือนที่คนเราเลือกเกิดไม่ได้ บางคนยึดติดความสุข พอความสุขมันไม่เหมือนเดิมก็บังเกิดเป็นทุกข์ บางคนยึดติดความทุกข์ เมื่อผ่านเข้ามา ก็ไม่ยอมปล่อยมันออกไปง่าย ๆ เลย เฝ้าทุกข์ระทมอยู่เช่นนั้น สิ่งที่แน่นอนในชีวิต คือ การเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงก็เป็นอะไรที่ไม่แน่นอนว่าจะไปกันในทางใด

การวัดค่าความเปลี่ยนว่า "ดี" หรือ "ไม่ดี" ก็ไม่สามารถเอาอะไรมาจัดไว้เป็นบรรทัดฐานได้เลย รู้เพียงว่า มันเปลี่ยนไปแล้วหนอ ชีวิตเรา

ลูกทีมที่รัก ห่างหายไป มีชีวิตของเขา และเราต้องยอมรับการตัดสินใจ หวังไว้เล็ก ๆ ในใจว่าวันหนึ่งเราคงได้มีเวลามาบรรจบพบเจอ และทำงานด้วยกันอีกครั้ง นกน้อยที่ต้องบินออกไปเจอโลกใหม่ เมื่อปีก และกำลังใจกล้าแข็ง ต้องยอมให้เจ้าออกไปหาประสบการณ์ชีวิต ที่จะผ่านเข้ามา และผ่านไป แม่นกนี้ขอเป็นกำลังใจให้ วันใดที่ลูกนกทุกร้อน แม่จะคอยช่วยแก้ไข และเป็นกำลังใจให้ อย่างที่แม่เคยเป็น อีกหลายคนก็กำลังเสาะหาหนทางของชีวิต เรายังไม่มีทางรู้หรอกว่าชีวิตเราจะไปทางใด อนาคตจะพาเจ้าไปทางไหน ขอเพียงค่อย ๆ บิน อย่ารีบร้อน และดูแลกำลังกาย กำลังใจให้ดี และไปถึงฝั่งที่เจ้าใฝ่ฝัน และมีมากมายเหลือเกิน

คนรักของฉัน ที่วันหนึ่งทุกอย่างก็ผันแปร จนไม่เหลือแม้แต่ความรู้สึกควรจะเป็นเช่นไร ไม่รู้ได้ว่าจะเป็น "เพื่อน" กันอีกได้ไหม ไม่รู้ว่าจะมีวันได้เห็นหน้ากันอีกไหม และชีวิตเรา และเขาจะได้โคจรมาพบกันอีกไหม ฉันคงไม่สามารถคิดไปถึงตรงนั้นได้ เพียงแค่หวังเล็ก ๆ ในใจว่าคงได้พบเจอสิ่งดี ๆ หลังจากแต่ละคนต้องแยกจากกันไป ทั้งสองคน ... วันนี้คุณจากไปไกลแสนไกล ขอให้คุณโชคดี ...

เพื่อนแท้คนหนึ่ง ที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีก เหลือแต่ความดีเก็บไว้ในใจเพื่อนคนนี้ ให้ได้คิดถึง และชุ่มชื้น เพื่อนจากไปแล้ว เหลือลูกน้อย 2 คนที่กำลังเติบโต และภรรยาสาวให้ดูแลเขาเหล่านั้นเพียงลำพัง โชคดีเพื่อนเอย

ชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นมา เจ้าตัวน้อย ที่ผ่านความลำบากลำบนจนได้ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2548 ชีวิตมีเกิดขึ้นมาแล้ว ตอนนี้เจ้าต้องการอาหาร และความรักจากแม่เจ้าให้เติบโตแข็งแรง ทั้งกาย และใจ หลานคนนี้ คือความหวังของชีวิตใครหลายคน เรียนถูก เรียนผิด และเป็นเจ้าผู้เดียงสา

อีกชีวิตที่เพิ่มขึ้นในครอบครัว น้องสาวคนใหม่ ที่เพิ่มเข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัว ชีวิตที่ต้องปรับตัว

มิตรภาพจากงานอาสาสมัครที่เขาหลัก พังงา ชาวบ้านบ้านทับตะวันที่ยังคงสืบสายต่อเนื่อง บอกเล่างานที่เคยไปปูทางไว้ถึงความคืบหน้า และรายได้เพื่อยังชีพ

ชีวิตของเราไม่รู้จะพบจุดจบที่ไหน หากยังไม่สิ้นลมหายใจก็คงต้องดิ้นรน และนำพาตัวเองไปตามวิถีที่อยากไป ชีวิตที่จำต้องปรับตัวไปเรื่อย ๆ เหนื่อยนัก พักลง แล้วเดินต่อ ... จนถึงวันนั้น

เติมพลัง
Monday 15th August 2005, 9:57 PM

ห่างหายจากบ้านไปทำงานเสีย 3 เดือนกว่า ตอนนี้กลับมาบ้านอีกที และก็เติมพลังไปด้วยในตัว หลายคนคงเคยเป็น นั่ง ๆ ทำงานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วมันก็แป๊กลงไปเฉย ๆ คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะทำอะไรดี สุดท้ายก็รู้สึกเบื่อ เหนื่อยหน่าย และพาลกับคนรอบข้างไปหมด หากคุณเคยเจอคนข้างเคียง ที่อยู่ ๆ ก็อารมณ์เสียผิดปกติ พูดอะไรก็ไม่ค่อยเข้าหู ก็ลองดูว่าเขาเครียดเกินไป หรือเปล่า

ผ่อนคลาย และเปลี่ยนบรรยากาศเสียมั่งคงดี

ไม่แน่อาจเจอเราริมทะเลสักแห่ง จากดอย มุ่งสู่ทะเลไปเลย

Peter Jennings
Tuesday 9th August 2005, 12:58 AM

ชีวิตมีพบก็มีจาก มีเกิดก็มีตาย

วันนี้ได้ข่าว Peter Jennings นักข่าว ABC News ที่ชื่นชอบตาย มันเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกคือ มันไม่เหมือนเดิม อเมริกาในอีกวันที่ฉันจะไปเยือนจะไม่เหมือนเดิม มันหดหู่ ถึงแม้จะรู้ว่าเขาจากไปแบบไม่ทรมานมาก เนื่องจากเพิ่งรายงานได้ว่าเจอมะเร็งที่ปอดประมาณเดือนเมษายน 2548 แล้วก็มาจากไปเมื่อ 7 สิงหาคม 2548 (เวลาอเมริกา)

"World News Tonight" เป็นคำพูดรายการที่ดูเหมือนเป็น logo ของรายการไป

ใช่.. มันคงไม่มีวันเป็นเหมือนเดิม รายการคงไม่เป็นเหมือนเดิม อเมริกากับข่าวทีวีที่ฉันดูทุกวันตอนที่เคยอยู่ที่นั่นช่วงหนึ่ง คงไม่เป็นเหมือนเดิม

คงไม่มีอะไรเหมือนเดิม

มัน.. เศร้า...

อยากอ่านข่าว Peter Jennnings เพิ่ม ก็ดูได้ที่...
http://abcnews.go.com/US/story?id=1015438&page=1

เสล่อ
Thursday 4th August 2005, 11:23 PM

ว่าด้วยความเสล่อที่ฉันมี วันที่ 28 กรกฎาคม 2548 ทีมงานไปรับกล้องที่ซ่อมไว้ เนื่องจากจอภาพเสีย เมื่อนำกลับมาเราก็นำมาเทสต์กัน และฉันเห็นว่าการซ่อมนี้ยังมีประกันอีก 90 วัน จึงเห็นสมควรที่จะต้องใช้กล้องนี้ เพื่อจะได้เห็นผลของการใช้งาน และแจ้งศูนย์ได้ หากมีอะไรไม่ปกติอีก

วันที่รับมาก็ทำการเทสต์ ดีปกติ

วันรุ่งขึ้น ฉันมีเหตุจะต้องใช้กล้องทำงานอีกครั้ง หลังจากปีนป่าย เพื่อจะไปเก็บภาพที่ต้องการ แต่ก็ต้องประสบความผิดหวัง เพราะเปิดกล้องแล้ว ไม่เจอภาพขึ้นจอ (อีกแล้วครับท่าน) คราวนี้ปัญหาต่างจากคราวที่แล้ว คราวที่แล้ว ภาพขึ้น แต่สีเพี้ยน แต่คราวนี้ดำมืดสนิท มีเสียงดัง เหมือนกล้องได้เปิดปกติ แต่ไม่มีภาพ ฉันแว็บไปเห็นตัวแบตเตอรี่โชว์ขึ้น คิดว่าคง เพราะแบ็ตฯ จะหมดเลยไม่เห็นอะไร เอาวะ ลงมาอีกรอบ มาเปลี่ยนแบ็ตฯ ก็ไม่เวิค เอาแบ็ตฯ เดิมใส่กล้องอีกตัว เอ๊... ก็ได้นี่หน่า สรุปว่าไม่เวิคจริง ๆ

ฉันก็สื่อสารกับลูกทีมที่ไปรับกล้องว่า กล้องมีปัญหา (แม๊.. เพิ่งถอยออกจากศูนย์ได้วันเดียว ไหงเป็นงี้ไปได้) คิดว่าต้องโชว์แจ้งศูนย์ฯ เสียแล้ว แต่เวลานั้นก็นึกเสียว่า เออ เดี๋ยวให้ลูกทีมเช็คก่อนอีกที ( เพราะว่าอีฉันก็ชำนาญมากเล้ย)

ผ่านการเดินใช้กล้องอีกตัว เก็บภาพตามที่ต้องการไปสัก 15 นาที เดินกลับมาบ้าน ถามไปยังลูกทีมอีกที เขาก็ว่าจะมาหา และเช็คให้

จับไป จับมา ลูกทีมก็พูดขึ้นว่า ... "ป้า.. ไหนลองยิ้มซิ" ฉันก็คิดไปว่า อ่อ.. คงลองเช็คดูว่า หลังจากกดลงไป ภาพจะโหลดได้มั๊ย วิเคราะห์เป็นจุด ๆ แหม.. ฉลาดจริ๊ง...

แล้วก็ได้ภาพนี้มา...



จริง ๆ เพราะว่าปรับกล้อง (โดยใครไม่ทราบ) ไปเห็นภาพผ่านเลนส์เลย ไม่ได้ผ่านหน้าจอ แค่ปรับกลับ ก็เจอ และลูกทีมนี้ก็เลยถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน เฮ่อ.. เสล่อจริง จริ๊ง...

ขอบคุณทีมงาน "สมชาย"
ที่ไขความเสล่อให้ป้าด้วยเน่อ

ฝนตก กับ ความเหงา
Monday 1st August 2005, 11:09 PM

รายงานอากาศกล่าวเตือนพื้นที่เชียงราย ภาคอีสานหลายจังหวัด ว่าจะมีพายุเข้า จะมีฝนตกหนักตลอด และระวังน้ำจะท่วมข่าวค่ำเมื่อวาน ระหว่างที่ชมข่าวฝนก็ตกเรียบร้อยแล้ว เรื่อยมาทั้งคืน เห็นจะเว้นสัก 1 ชม. แล้วก็ตกเรื่อยมา จนมาหยุดเอาตอนเกือบเที่ยงของวันที่ 1 สิงหาคม 2548 มันกินเวลายาวนานจริง ๆ ปริมาณน้ำฝนก็ไม่ใช่น้อย ฉันนั่งคิดว่าหากว่าฉันยังอยู่กรุงเทพฯ คงเป็นจันทร์อมหิต จันทร์วิปโยค หรืออะไรสักอย่างแล้วแต่จะว่ากันไป เพราะฝนตก กับรถติดในกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ และยิ่งตกกินเวลานานขนาดนี้ การระบายน้ำในเมืองใหญ่คงไม่ทันการจนเกิดน้ำท่วมเอ่อเข้าพื้นถนน จนไม่สามารถขับเคลื่อนได้ ทำให้กรุงเทพฯ เป็นอัมพาตเป็นแน่แท้

แต่นี่ดีที่ฉันอยู่เชียงราย ที่พัก กับที่ทำงานอยู่ที่เดียวกัน มีแต่อาจต้องเดินกางร่มไปติดต่อผู้คนที่สำนักงานข้างเคียงบ้างเท่านั้น ที่ป่าที่อยู่อาศัยก็ไม่ต้องกลัวเรื่องน้ำท่วม สระน้ำกลางศูนย์เป็นแหล่งกักน้ำไว้ก่อนในปริมาณมาก ก่อนที่จะระบายออกสู่ที่ต่ำ ฉันเฝ้ามองดูฝนตกเช้านี้ แล้วก็รู้สึกดีใจแทนชาวไร่ ชาวนา ฝนตกขนาดนี้ที่นาคงได้ซึมซับน้ำไว้มากมาย สำหรับการเจริญเติบโต ฝนปีนี้สำหรับเชียงราย มาช้ากว่าทุกปี จริง ๆ ช่วงเวลานี้ของปีที่แล้ว เรากำลังประสบปัญหาฝนตกทุกวัน ไม่หยุด รถติดหล่ม และผ้าไม่แห้ง

ฉันตื่นแต่เช้าเหมือนทุกวัน เปิดคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ตายังไม่เปิดเต็มที่ กังวลว่า ฝนตกอย่างนี้เน็ทจะร่วงเข้าให้อีก ทำให้ไม่สามารถทำงานที่ต้องทำทุกวันบนเน็ทให้เรียบร้อยก่อน หลังจากนั้นก็ต้องกางร่มไปทำกิจธุระส่วนตัวเนื่องจากห้องน้ำไม่ได้อยู่ในตัวบ้านพัก

ฝนยังคงตกหนัก และดูเหมือนจะไม่ลดปริมาณความรุนแรงลง ประหนึ่งเหมือนเพิ่งจะตกใหม่ ๆ แต่ว่ามันเกิน 12 ชั่วโมงไปแล้ว ฉันเหลียวมองพื้นที่ศูนย์โดยรอบ ไม่พบหน้าผู้คนเลย ทุกคนคงยังสลบไสล หรือว่าเพียงแค่เก็บตัวเองในร่มกำบังฝน เวลานี้โดยปกติ ผู้คนจะวุ่นวายกับกิจวัตรประจำวันในวันใหม่ แต่นี่ดูเหมือนจะมีฉันเพียงคนเดียวตื่นขึ้นมา ฉันกลับเข้ามาบ้านขนาด 1 ห้องที่รวมไว้ทั้งการทำงาน และการนอนอยู่ เก็บตัวเองลงเหมือนคนอื่น ๆ และทำอะไรในห้องนี้ พาลคิดไปว่า วันนี้คงเป็นวันดีสำหรับทำกิจกรรมส่วนตัวที่ตัวเองชอบ แต่แล้วไอ้ "ความเหงา" มันก็มากระทบจิตจนทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงขั้วหัวใจ อยู่บ้านคนเดียว ทำงานคนเดียว เดินออกไปก็ไม่เจอใคร นอกจากเม็ดฝนที่ร่วงโรยจากฟ้าอย่างไม่คิดจะขาดสายไป

ฉันคิดอยากเก็บตัวอยู่ในบ้านอย่างนี้ ทำงานอยู่คนเดียว หรือทำอะไรที่ตัวเองอยากทำที่นี่ เหมือนชีวิตมีเพียงคนเดียวในโลกนี้ เฝ้ามองดูสิ่งแวดล้อมรอบข้างเคลื่อนไหว มองดูตัวเองเคลื่อนไหว และจับตัวการเคลื่อนไหวนั้นไว้

ทำไมเหรอ สายฝนจึงนำความเหงามาให้ฉันได้....


ลดลงแต่กลับได้มากขึ้น
Wednesday 27th July 2005, 9:16 PM

วันนี้อยากบอกว่าชีวิตต้องมีลดบ้าง เพื่อให้ชีวิตมันเต็ม




ชาวเขา กับ อะโกโก้
Monday 25th July 2005, 6:29 PM

สัปดาห์ก่อน ฉันทราบข่าวจากเด็กอาข่าที่ทำงานด้วยว่ามีน้องอาข่าอีกคนที่สนิท ไปทำงานที่บาร์อะโกโก้ พอได้รับรู้ มันทำให้ฉันรู้สึกท้อแท้เหลือเกินกับงานที่ทำอยู่ ความรู้สึกหลายอย่างเข้ามาอยู่ด้วยกัน ความเซ็ง เบื่อ ทุกอย่างที่มันแย่ ไม่ใช่เพียงแค่รู้สึกผิดหวังที่คนหนึ่งคนที่สนิท มีพรสวรรค์ มีความสามารถ เป็นคนดี ไปทำงานที่เรารู้สึกเพียงว่า ได้ทำงานอะไรสักอย่าง และได้เงิน มันสมองของน้องคนนี้ มันไปได้ไกลเกินกว่าการทำงานโดยอาศัยรูปร่างหน้าตา หรือการเป็นเพศหญิงเท่านั้น คำถามว่าทำไมถึงทำ มันมีคำตอบรออยู่แล้วว่า "เพื่อเงิน" หนี้สินที่เรารับรู้ และรอเวลาชำระ การอยู่อย่างพอเพียง ไม่เพียงพอสำหรับชีวิตชาวเขา เพราะมีภาวะหนี้สินจากการถูกย้ายมาจากดอยสูง ไม่สามารถเพียงแค่ทำไร่ เพราะไม่มีไร่ให้ทำ มีปากท้องที่รอหิว เมื่อถึงเวลาที่หิว แต่ไม่มีเงิน ก็ต้องกู้ เมื่อกู้แต่ไม่มีงานทำ ก็มีหนี้สิน แต่นั่นแหละมันต้องจบลงด้วย "งาน" เช่นนี้เหรอ

หรือว่าชาวเขาจะมีทางเลือกในชีวิตเพียงเท่านี้ “เด็กเสริฟ” “สาวโรงงาน” “งานรับจ้าง – ขายแรงงาน” และ “งานกลางคืน” เพียงเท่านั้น หรือ

มันสมองของชาวเขาไม่มีเพียงพอที่จะไปทำงานอื่น ๆ ที่อยู่ในชั้นมันสมอง ออกความคิดเห็นใด ๆ ได้เลย หรือ

ฉันยังเชื่อว่าทุกคน หากไม่ได้ถูกกระทบกระเทือนทางด้านสมอง หรือแพทย์วินิจฉัยว่ามีปัญหาทางด้านสมอง ทุกคนมีสติปัญญาที่พึงจะพัฒนาได้ และได้ดีด้วย

หรือนี่คือสิ่งที่ต้องยอมรับ
ผู้หญิงบนดอยกับงานในเมือง

มนุษยชาติ กับเผ่าพันธุ์
Friday 15th July 2005, 12:04 AM



ฉัน และเพื่อนอีก 2 คน วางแผนจะพักจากชีวิตประจำวันที่เจออยู่ทุกวัน และเปลี่ยนไปเจอสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ในที่ ๆ เราเคยไป และชื่นชอบ “เชียงตุง” คือคำตอบ เราไปกันวันที่ 23 - 27 มิถุนายน 2548 เดินทางด้วยรถโดยสารเชียงราย – แม่สาย สู่ด่านท่าขี้เหล็ก ยื่นบัตรประจำตัวประชาชนที่สำนักงานท่องเที่ยวพม่า ที่ท่าขี้เหล็กเหมือนเคย เราถามเขาเรื่องการเมือง เพราะได้ยินเรื่องประท้วง เนื่องจากเพิ่งเลยวันเกิดออง ซาน ซู จี ไม่กี่วัน เขาว่าไม่มีอะไรที่นี่ มันเกิดขึ้นที่ย่างกุ้ง เขาถามเราว่าจะพักที่ไหน เราก็ว่าคงพักที่ Harry (Harry’s Trekking House and Adventures Tours) เพราะเคยพักเมื่อตอนไปเที่ยวปลายปีที่แล้ว พนักงานคนหนึ่งแจ้งเราว่า รู้ หรือเปล่าว่า Harry ตายแล้ว!!! อ้าวเหรอ.. เป็นอะไรเหรอ – งง เพราะว่า Harry หรือ ฮาลี ในชื่อไทยใหญ่คือเจ้าของกิจการ Guesthouse ที่เราพัก อายุประมาณ 40-45 ปี ท่าทางแข็งแรง ไฉนถึงตายวัยขนาดนั้น เขาก็บอกว่าเป็น "ไข้" เอ.. งงเลย เป็นไข้จนตายเลยเหรอ พอดีมีคนขับรถ ซึ่งเป็นน้องเขยของแฮรี่ มารับนักท่องเที่ยวแถวนั้นด้วย เราก็คุยกับเขา เขาว่าเป็นไข้ครับ แต่ไว้ไปคุยกันที่โน่นเนอะ เอ.. ต้องมีอะไรแน่...

เดินทาง 3 ชม. บนรถแวนสีขาวเหมือนเดิม ไปถึงเชียงตุง เข้าจอดใน Harry Guesthouse ภรรยาคุณ Harry ก็มาเปิดประตู สวัสดี พอเห็นหน้าเราเขาก็จำได้ ฉันถามทันที ได้ข่าวว่าคุณ Harry เสียแล้วเหรอ เขาก็ “อือ.. เพิ่งจะร้องไห้เนี่ย” “เป็นอะไร ได้ข่าวว่าเป็นไข้เหรอ” เขาบอกว่า
“เรื่องมันยาว” เรารู้ได้ทันทีว่ามีอะไร

หลังจากพาเดินเลี่ยงพาเราไปที่ห้องพัก เขาก็พูดทันทีว่า Harry โดนจับตัวไป 18 วัน โดยทหารพม่า ถูกซ้อมทุกครั้งที่ถามคำถาม ทุกวันตลอดเวลานั้น โดยมีผ้าหนา ๆ พันตัวก่อน จึงไม่เห็นรอยช้ำด้านนอก ทำไม ถึงโดนทหารพม่าจับไป? ภรรยาเขาบอกว่า มีทีมทำสารคดีจากมาเลเซีย มาทำสารคดีเรื่องวิถีชีวิตคนไทยใหญ่ โดยติดต่อมาทางคุณ Harry โดยมีการจัดฉากให้ชายไทยใหญ่ 4 คนอยู่ในภาพด้วย ทีมสารคดีกลับไป แต่มีคนที่ภรรยาเขาอ้างว่า ใส่ร้ายเขา พวกกิจการเกสต์เฮาท์อื่น ไปแจ้งทหารว่า Harry ยุ่งเรื่องการเมือง และมีการนำต่างชาติเข้ามา ทหารพม่าก็มาจับตัวเขาไป โดยระหว่างที่หายตัวไป 18 วัน ไม่มีใครรู้ว่าโดนจับตัวไปที่ไหน ภรรยาเขาก็ไปหาทหาร เพื่อสอบถามว่าทำไมถึงจับสามารถเขาไป เขาผิดอะไร เขาว่าบางคนก็สงสาร แต่ไม่รู้จะช่วยอะไร รับฟังเขา

เขาว่ามีคนสงสาร Harry จนเขียนจดหมายไปแจ้งที่ย่างกุ้ง จนทำให้มีการหยุดชั่วคราวกับการถามคำถาม แต่ไม่ปล่อยตัว Harry ยังไม่ได้ตายเลยจากการกระทำนั้น สามารถมาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดกับตัวเองให้ที่บ้านฟัง หลังจากออกมา บอกว่าเขาคุกเข่า ยกมือไหว้ ถามทหารพม่าว่าเขาผิดอะไร เขาให้สอบสวนได้ ถ้าผิดจริงจะฆ่าเขาทิ้งก็ได้ แต่ทหารพม่าไม่ฟัง เตะเสยเข้าที่หน้าเลย Harry มีอาการที่ภรรยาแจ้งว่าเป็นวัณโรค (คิดว่ามีอาการเกี่ยวกับปอด) เพราะสมัยหนุ่มกว่านี้เป็นไกด์พานักท่องเที่ยว Trekking และอยู่กับเสื้อผ้าชื้นเปียกเป็นเวลานาน ต้องกินยาทุกวัน แต่นี่ขาดไปถึง 18 วัน พอแจ้งทหารพม่าว่าตัวเองป่วยต้องกินยาทุกวัน ทหารพม่าก็จัดการเข้าให้อีก บอกว่ามึงเป็นอะไรกันนักหนา

ไม่รู้ด้วยเหตุใด เขาปล่อย Harry ออกมา ไม่ได้กินข้าวเลยตลอด 18 วัน และไม่สามารถกินได้ เมื่อกลับมาบ้าน ภรรยาต้องพาไปหาหมอ เขาบอกว่าเขาพามาหาหมอที่เชียงราย ร.พ. ศรีบุรินทร์ด้วยตนเอง หมอคงทำกับผ่าตัด และพบว่า “ไส้เน่า” ไปหมดแล้ว เขาบอกว่ามีอาการ "ไส้ตก" เพราะถูกซ้อมมาก ช่วยไม่ทันแล้ว สุดท้าย Harry ก็ตายไป

ฉันคุยกับเขาจนขนาดนี้ก็กลัวความปลอดภัยของเขาเอง และตัวเองขณะอยู่ที่นั่นเหมือนกัน แต่ดูเหมือนเขาก็อยากเล่ามาก ภรรยาเขาซึ่งคราวที่แล้วฉันไปเยือน แล้วเกิดความไม่พอใจบริการ เพราะเหมือนจะเป็นนักธุรกิจประเภทเอาเงินเป็นที่ตั้ง คราวนี้เขาเปลี่ยนท่าทีไปเยอะ ทุกครั้งที่เจอฉันก็จะพูดคุยกับเราเรื่องนี้ ฉันพยายามบอกเขาให้พยายามมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ เขาว่าความสุขของเขามันหายไปหมดตั้งแต่สามีตาย ตอนนี้ก็อยู่ต่อ เพราะมีลูกถึง 3 คนต้องดูแล เขาไม่ได้บอกใคร ไม่ได้ติดต่อใคร ขนาดทีมงานที่มาทำสารคดี ที่อาจถือได้ว่าเป็นต้นตอการตายของเขา แต่จริง ๆ ก็คือความไม่เท่าเทียม และเผด็จการของการเมืองพม่านั่นแหละ

ฉันถามเขาว่า เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น ทำให้เขาคิดอย่างไงกับชีวิต เขาคุยกับเราแบบเศร้ามาก ๆ ถามว่าเป็นไปได้มั๊ย ถ้าเขาจะมาอยู่เมืองไทย... นี่แหละปัญหาเพื่อนบ้าน ที่ส่งผลกับประเทศไทยต่อมา เพราะเขาอยู่กันไม่ได้ ชีวิตชนกลุ่มน้อย ที่ไม่เท่าเทียม มิเพียงแต่เกิดขึ้นในเมืองไทย ฉันคิดแทนเขาว่า ถึงแม้เขาจะสามารถข้ามชายแดนมาใช้ชีวิตยังประเทศไทย คิดเลยไปถึงว่าเขามีบัตรประชาชนเรียบร้อย มีทุกอย่างที่เรียกได้ว่าเป็นคนไทย แต่สถานะเขา ที่เป็นนักธุรกิจ เปิดเกสต์เฮาส์ มีปั๊มน้ำมัน ทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เขาจะสามารถทำได้ที่เมืองไทยไหม หรือว่าการหนีเสือปะจระเข้ก็ยังเป็นอะไรที่ควรจะไปเพื่อความปลอดภัยในชีวิตที่ตัวเองพบเจอ และไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะโดนจับไปทารุณเมื่อไร จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

“นี่มันประเทศของเขา ไม่ใช่ของเรา ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะโดนจับไปไหน หรือเปล่า อยู่กันไปอย่างนั้นแหละ”



เศร้า เมื่อนึกถึงชีวิตคนที่นั่น ฉันคิดว่า มันจะต้องมีสักวัน ที่ชนกลุ่มน้อยในพม่าต้องลุกฮือ เหมือนจีนในวันก่อน กับการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบคอมมิวนิสต์ เสียเลือดเสียเนื้อ และชีวิตกลับมาใหม่ ประเทศนี้ถูกสาปเหรอ และยิ่งเศร้าไปกว่านั้น คนที่จะเรียกร้องเป็นแกนนำการเปลี่ยนแปลง ออง ซาน ซู จี ก็อายุ 60 ปีแล้ว เขาจะทำอะไรได้อีกเท่าไหร่กัน



อ่านเจอบทความนี้.. ยิ่งเศร้าใจ
http://www.dailynews.co.th/col/col.asp?columnid=10970

ข้อความเก่า
More Archives

Diary ของทีม hilltribe.org:

เล็ก: พี่ ผมขอเบิกตังค์

เลาซานครับผม

ต้นซุง

หยี: ไม่เคยแพ้

แอ๋น: มองโลกผ่านแก้มยุ้ย

สมชาย: อย่าเรียกผมว่าสุรชัย

ป้าลักษณ์: ลูกผัวบ่มี

อาซา (มาลีก็ว่า)

อีจอน (Shan State!)

อาตี: ฟันขาวจั๊วะ