ลีซู เผ่าอื่น ๆ

ฟิวส์

helo
Thursday 25th January 2007, 5:45 PM


HOw arE you!


Monday 3rd April 2006, 4:02 PM

แจะโก่ ศาสตร์แห่งดนตรีลาหู่

กลอง หรือ แจะโก่ ในภาษาลาหู่ เป็นเสียงดนตรีที่สำคัญในการเต้นรำจะคึ เป็นเสียงที่สร้างความเร้าใจ สร้างจังหวะจะโคน และเป็นดนตรีที่นำในการเต้นรำ ถ้าเสียงกลองเบา นักเต้นรำก็จะเต้นรำช้า ดูอ่อนช้อยสวยงาม ถ้าจังหวะกลองหนักแน่น รวดเร็ว ท่วงท่าของผู้เต้นรำก็จะเร็วตาม กลองเป็นเครื่องดนตรีหนึ่งที่มีความสำคัญของชนเผ่าลาหู่ เป็นศาสตร์แห่งดนตรีของชนเผ่า ที่ผู้รู้ได้ถ่ายทอดให้ลูกหลานได้สืบทอดมานาน ทั้งการบรรเลงเสียง และการประดิษฐ์ ผู้ประดิษฐ์กลองก็ต้องมีศิลปะในการสร้างสรร เพื่อให้เกิดเสียงที่เสนาะหู

ฉันมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในชุมชนอยู่บ่อยครั้ง ยามสายของวันหนึ่งฉันเข้าไปหาข้อมูลเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ที่หมู่บ้านจะแล หมู่บ้านของชาวลาหู่ลาบา พลันโสตประสาทก็ได้ยินเสียงกลองดังมาจากบ้านโตโบ (ผู้นำศาสนาของชาวลาหู่) วันนั้นจึงได้รู้ว่าโตโบกำลังประดิษฐ์กลอง สำหรับการเต้นรำจะคึ, สำหรับบรรเลงในหอแหย่ (วัดของชาวลาหู่) ส่งสารจากชาวลาหู่เพื่อบูชา ถวายแด่พระเจ้า หรือขอพรจากพระเจ้า, สำหรับลูกหลานชนเผ่าได้มีเครื่องดนตรีชิ้นใหม่ ๆ ในการเต้นรำ และสำหรับอื่น ๆ อีกมากมาย

โตโบบอกว่า การทำกลองต้องทำจาก ไม้เซาะ หรือที่ลาหู่เรียกว่า ใหม่เซาะซึ ไม้เซาะเป็นไม้เนื้อแข็ง ทนทาน นำมาทำกลองแล้วอยู่ได้นาน ปลวกไม่กินมอดไม่เจาะ ปกติความสูงของไม้เซาะหนึ่งต้นสามารถทำกลองได้ประมาณ 10 ตัว แต่ต้นไม้เซาะที่โตโบตัดมา ทำกลองได้เพียง 4 ตัว เพราะต้นไม่สูงมาก
“ ตามองไม่ค่อยเห็น จึงตัดมาเท่าที่ตัดได้ ” โตโบเล่าไปพร้อมกับใช้มีดคมมาเฉือนไม้ทำเป็นรูปร่างของกลอง วันนั้นเกือบทั้งวันโตโบก็นั่งตัดแต่งไม้ท่อนตรงขนาดกว่า 2 ข้อศอก ให้เป็นกลองที่มีรูปร่างคล้าย ๆ แก้วไวน์
ขั้นตอนต่อจากการเฉือนไม้ทำเป็นกลอง คือ การนำ แซะ เครื่องมือที่ทำมาจากเหล็ก รูปร่างคล้ายเสียมแต่มีขนาดเล็ก มาเจาะไม้ด้านบน ก่อนจะใช้ขวานสับไม้ออกให้มีความลึกขนาด 1 คืบ

“ กว่าจะเจาะไม้ สับไม้ออกให้ตัวกลองเป็นช่อง แล้วใช้เหล็กแหลมขูดตกแต่งให้ด้านในเรียบ สวย ก็ใช้เวลานาน 3-4 วัน เพราะขั้นตอนนี้ใช้เวลานาน ต้องออกแรงเยอะด้วย โตโบเฒ่าแล้วออกแรงมากก็เหนื่อย ต้องทำไปพักไป ” โตโบหันมาบอก เพราะเห็นฉันกำลังตั้งท่าจะบันทึกภาพ

4 วันผ่านไป ฉันไปเยือนหมู่บ้านจะแลอีกครั้ง ยามสายเช่นเดิม โตโบกำลังปรับแต่งด้านในของกลองให้สวยงาม โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า
จ่าโกวุ่แกวะตู่เว ที่ทำมาจากเหล็ก ส่วนปลายโค้งงอ แหลมคม ใช้ขูดไม้ด้านในของกลอง โดยมือขวาของโตโบถือจ่าโกวุ่แกวะตู่เว มือซ้ายจับไม้เพื่อยันจ่าโกวุ่แกวะตู่เวไว้ การขูดไม้เพื่อให้ผิวเรียบ ต้องขูดเป็นวงกลม ขูดจนกระทั่งตัวกลองเหลือความหนาประมาณ 1 ข้อของนิ้วชี้ การขูดต้องมีสิ่งยึดกลองไว้ไม่ให้เคลื่อน โดยนำกลองวางไว้ตรงกลางของไม้ท่อนเล็ก ๆ 4 อัน ที่ตั้งไว้เป็นฐานยึด และใช้เชือกมัดไม้พันรอบ ๆ กลองอีกที เพื่อให้ยึดแน่น

โตโบหันมายิ้มให้ฉัน ก่อนจะเล่าว่า ใช้เวลาถึง 3 วัน ในการเจาะไม้ สับไม้ ขูดไม้ด้านในของกลอง รวมถึงใช้แซะเจาะขาตั้งของกลองให้เป็นช่อง และขูดฐานด้านล่างให้เป็นวงเช่นเดียวกับด้านบน ตอนที่ฉันไปถึงนั้น โตโบขูดตัวกลองด้านในเพื่อตกแต่งผิวกลองให้เรียบเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะขูดไม้ส่วนฐานของกลอง
เพื่อตกแต่งให้โค้งมนเช่นเดียวกับด้านบน

“ ทำส่วนนี้เสร็จแล้ว ก็จะทำหน้ากลองแล้ว ไม่นานเหมือนตอนสับไม้ รอถ่ายรูปได้เลย ”

โตโบเริ่มต้นขึงหน้ากลอง โดยนำหนังวัวที่แช่น้ำไว้ทั้งคืนมาทาบลงด้านบนของกลอง

“ ต้องตากหนังวัวประมาณ 10 วัน แล้วใช้มีดขูดให้หนังเรียบ ก่อนจะนำไปแช่น้ำ เวลาแช่น้ำก็แช่เฉพาะส่วนที่จะเอามาขึงหน้ากลองเท่านั้นนะ ”

การทาบหนังวัวลงด้านบนของกลองนั้นต้องใช้หวายพันรอบหนังวัวไว้ ก่อนจะตอกตะปูระหว่างหนังวัวกับกลอง เพื่อกำหนดจุดร้อยเชือกบนตัวกลอง จากนั้นโตโบได้นำหนังวัววางบนพื้นดิน แล้วใช้เหล็กปลายแหลมเจาะหนังวัวให้เป็นรู โดยพันหนังวัวทับเส้นหวายอีกที แล้วจึงนำลวดมาร้อยเชือกเข้าไปในรูของหนังวัว โดยเชือกที่ร้อยต้องวัดขนาดให้เท่ากัน พอร้อยเชือกเสร็จก็มัดเชือกให้ติดแน่นกับหนังวัว

ขั้นตอนสุดท้ายเป็นการขึงหน้ากลองให้เรียบเพื่อสร้างเสียงให้ไพเราะ โดยนำหนังวัวที่ร้อยเชือกเรียบร้อยวางทาบลงบนหน้ากลอง นำไม้เล็ก ๆ มาขึงเชือกรอบ ๆ ตัวกลอง ก่อนที่ใช้เชือกร้อยระหว่างเชือกด้านบนที่มัดติดหนังวัว และเส้นหวายที่พันไว้รอบ ๆ ตัวกลองด้านล่าง พอร้อยเชือกแต่ละจุดเรียบร้อยก็ดึงไม้ที่ใช้ขึงเชือกออก เมื่อเชือกทำหน้าที่ในการยึดหน้ากลองให้แน่นเรียบร้อยแล้ว ก็ตัดแต่งหนังวัวให้สวยงาม เจาะรูตรงหนังวัว และฐานกลอง สำหรับใช้ร้อยผ้าเป็นสายกลอง

โตโบประดิษฐ์กลองเรียบร้อย ฉันจึงอาสาเป็นผู้ทดลองเสียงกลอง ตีกลองไปได้ไม่กี่จังหวะ ฉันรีบวางทันที เพราะแบกน้ำหนักกลองไม่ไหว โตโบจึงเอ่ยขึ้นว่า

“ เสียงยังไม่ค่อยดี ต้องดึงเชือกเรื่อย ๆ ให้หน้ากลองแน่น และต้องวางไว้สักเดือน น้ำหนักไม้ก็จะเบาลงเอง แต่ถ้าจะให้เบาจริง ๆ ต้องใช้เวลาเป็นปี ”

วันนั้นฉันนั่งทดลองเสียงกลองจนมือบวม แต่มองไม่เห็นลูกหลานบ้านจะแลมานั่งดูโตโบทำกลองแม้แต่คนเดียว แต่ฉันก็เชื่อว่า การที่โตโบ ซึ่งเป็นผู้รู้ในศิลปะดนตรีได้ถ่ายทอดศิลปะให้ลูกหลาน โดยการทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง จะสามารถกระตุ้นให้พวกเขาสนใจที่จะเรียนรู้ แม้ว่าจะไม่ใช่วันนี้ก็ตาม



สืบสานงานผ้าทอลาหู่
Friday 24th March 2006, 1:22 PM


เสียงจักจั่นร้องระงมทั่วราวไพรทั้งยามกลางคืน และกลางวัน บ่งบอกว่าฤดูร้อนกำลังย่างกรายมาเยือน เป็นฤดูกาลที่คนทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินว่างเว้นจากการทำงานในไร่นา เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนของผู้ที่กำลังอยู่ในวัยเรียน ช่วงนี้เด็ก ๆ หมู่บ้านจะแล หมู่บ้านชนเผ่าลาหู่ลาบาที่ฉันมีโอกาสได้เข้าไปทำงานด้วยบ่อยครั้ง ก็กำลังวิ่งไล่จับจักจั่นกันอย่างสนุกสนาน เพื่อนำมาปรุงสูตรอาหารรสเยี่ยม แต่มีเด็กผู้หญิงอยู่หนึ่งคน อายุอานามย่าง 11 ปี มือหนึ่งถือไม้ไล่จับจักจั่น มืออีกข้างถือสร้อยข้อมือลาหู่ สอบถามได้ความว่า หลังจากปิดเทอมมาได้ไม่กี่วัน ช่วงเวลาว่าง ๆ เธอก็ทอสร้อยข้อมือเพื่อนำมาขายให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนหมู่บ้าน

ฉันเข้าไปเก็บข้อมูลบ้านจะแล ก็มีโอกาสได้สนทนากับเธอบ้าง สุกัญญา กุเลา หรือ นากุย เป็นเด็กที่เคยเข้าร่วม ประกวดการทอผ้าลาหู่ ที่ทางโครงการ hilltribe.org ร่วมกับชุมชนบ้านจะแลจัดขึ้น เธอได้รับรางวัลอันดับ 3 ของรุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี หลังจากเสร็จสิ้นการประกวดทอผ้า เธอก็ทอผ้าบ้างในช่วงเวลาที่ต้องการทำ และเก็บรวบรวมสร้อยข้อมือจากฝีมือของตนไว้

ก่อนเที่ยงวันนั้น หลังจากฉันเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์เสร็จเรียบร้อย และนากุยจับจักจั่นได้พอประทังความหิวในยามกลางวันแล้ว ทั้งฉัน และเธอก็พร้อมที่จะนั่งพูดคุยกัน นากุยนำด้าย และไม้ เพื่อเตรียมขึ้นด้ายสำหรับทอสร้อยข้อมือ ส่วนฉันก็เตรียมกล้องถ่ายภาพ สมุด และดินสอ เธอตอกไม้ 6 ซี่ปักลงบนพื้นดิน แล้วเลือกด้ายหลากสีสันเพื่อทอเป็นสร้อยข้อมือสวยงาม ก่อนจะคล้องด้ายกับซี่ไม้อย่างคล่องแคล่ว จนได้ปริมาณความกว้างของเส้นด้ายที่พอเหมาะจะทอเป็นสร้อยข้อมือ นากุยจึงม้วนเส้นด้ายพันรอบไม้ ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการทอผ้าต่อไป

นากุยบอกว่า ด้ายที่เธอทอสร้อยข้อมือมาตลอดนั้น เป็นด้ายที่เธอได้มาตั้งแต่ช่วงฝึกหัดทอผ้า ก่อนจะเข้าร่วมแข่งขันการทอผ้าลาหู่ และเธอยังบอกอีกว่า ถ้าด้ายชุดนี้หมด เธอจะนำเงินที่ได้จากการขายสร้อยข้อมือไปซื้อ เพื่อเป็นอุปกรณ์ที่จะต่อยอดในการทอสร้อยข้อมือต่อไป

“ แล้วนากุยทออย่างอื่นเป็นไหมนอกจากสร้อยข้อมือ ”

“ ถ้าเป็นลายเส้นตรงธรรมดาก็ทอได้หมด ไม่ว่าจะเป็นสร้อยข้อมือ ที่คาดหัว เข็มขัด สายย่าม หรือย่าม เพราะการขึ้นด้ายเหมือนกัน เพียงแต่ถ้าทอผ้าอย่างอื่นที่หน้าผ้ากว้าง เช่น ย่าม หรือเข็มขัด ต้องขึ้นด้ายให้มีความกว้างมากกว่าที่ขึ้นด้ายทอสร้อยข้อมือ ”

นากุยยังบอกอีกว่า ถ้าการทอผ้าด้วยลวดลายอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นลายยาก เช่น ลายดาว ลายซิกแซก หรือลายสี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม เป็นต้น เธอยังไม่สามารถทอได้ เพราะต้องเรียนรู้อีกมาก อีกทั้งต้องอาศัยความชำนาญ และประสบการณ์เป็นหลัก เธอเพิ่งหัดทอต้องเรียนรู้จากลวดลายที่ง่าย ๆ ก่อน แต่นากุยบอกฉันว่า เธอจะใช้เวลาว่างหัดทอลวดลายยาก ๆ จากผู้รู้ในหมู่บ้าน


“ แล้วนากุยปักผ้าเป็นไหม ” ฉันถามขึ้น เมื่อเหลือบไปเห็นย่ามที่แขวนบนผนังบ้านที่เป็นไม้ฟาก ย่ามที่ปักจากผ้าสีสันสดใส เป็นลายสามเหลี่ยม ลายสี่เหลี่ยม ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ว่าจะพบเห็นลวดลายแบบนี้บนย่าม กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าถือ หรือเครื่องแต่งกายอื่น ๆ ก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นงานผ้าปักของชนเผ่าลาหู่

“ ปักเป็นค่ะพี่ แต่ยังทำไม่สวย ต้องหัดไปเรื่อย ๆ ” เธอตอบคำถามพร้อมกับทอผ้าไปด้วย

นากุยใช้เวลาทอผ้าไม่นาน ก็ได้ผ้าทอลวดลายสวยงาม เธอจึงนำผ้าทอเส้นนั้นมาตัดเป็นสร้อยข้อมือ ได้ทั้งหมด 8 เส้น ฉันจึงขอให้เธอผูกข้อมือให้ 1 เส้น

“ พี่จะปักลูกเดือยด้วยไหม หนูทอสร้อยข้อมือขายทั้งแบบที่เป็นลวดลาย และตกแต่งลูกเดือยด้วย ”

“ ถ้าอย่างนั้นพี่เอา 2 เส้น เอาแบบธรรมดา และให้นากุยปักลูกเดือยให้ด้วย ”

นากุยนำลูกเดือยเม็ดเล็ก ๆ มาปักเป็นลวดลายบนสร้อยข้อมือ ทั้งลายเส้นตรงธรรมดา ลายแฉก ลายดอกไม้ ลายรูปดาว แล้วแต่เธอจะจินตนาการ ก่อนจะผูกสร้อยข้อมือให้ฉัน

ก่อนที่เธอจะขอตัวไปจับจักจั่นต่อ เพราะเห็นเพื่อน ๆ เดินผ่านหน้าบ้านวนไปวนมาหลายครั้งแล้ว ฉันก็ขอบันทึกภาพผลงานสร้อยข้อมือทั้งหมดที่เธอเริ่มทอตั้งแต่โรงเรียนปิดภาคเรียน ฉันลงจากบ้านไม้ฟากหลังคามุงหญ้าคาด้วยภาพหลากหลายอากัปกิริยาที่บันทึกไว้ในกล้อง พร้อมกับสร้อยข้อมือ 2 เส้น

นากุยใช้เวลาว่างในช่วงปิดภาคเรียนให้เกิดประโยชน์ นอกจากจะทอผ้าเพื่อฟื้นความทรงจำที่ได้ร่ำเรียนมาก่อนที่จะประกวดทอผ้าแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้ให้เธออีกด้วย แต่อีกหนึ่งสิ่งที่นากุยคงไม่ได้นึกถึงไกลไปกว่านั้นคือ การที่เธอนั่งทอผ้า ถือเป็นการสืบทอดสิ่งที่ผู้หญิงชนเผ่าได้ถ่ายทอดให้เธอ และเธอก็คือเด็กชนเผ่าคนหนึ่งที่จะสืบสานงานผ้าทอของลาหู่ต่อไป


น้องๆมาฝึกงานโครงการ hilltribe.org
Tuesday 11th October 2005, 11:51 AM


น้องคนนี้ด้วยที่จะมาเรียนรู้โครงการhilltribe.org เกี่นวกันในส่วนงานข้อมูล และวิถีชีวีตชนเผ่า

น้องๆมาฝึกงานโครงการ hilltribe.org
Tuesday 11th October 2005, 11:45 AM


น้อง ๆ สนใจอยากเรียนรู้วิถีชีวิตชนเผ่ากับในโครงการ hilltribe.org วันนี้น้องได้มีโอกาศเข้ามาสู่มูลนิธิกระจกเงา
เป็นเรื่องที่ดีที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จากที่นี้ พี่ ๆ จะแนะนำสถานที่ต่าง ๆ ในมูลนิธิกระจกเงาว่ามีอะไรบ้าง ดูแลน้องมีความสนใจมากที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิกระจกเงา



Tuesday 11th October 2005, 11:31 AM


11
Tuesday 11th October 2005, 11:31 AM

11
ดี
Friday 22nd July 2005, 4:10 PM

ช่วงนี้ดูในทีมงานแล้วมีความสุขดี

ทรัพยากรป่าไม้
Wednesday 15th June 2005, 4:43 PM

ป่าคือเป็นระบบนิเวศที่มีรวบรวมความหลากหลายทางชีวภาพ ในป่ามีสิ่งชีวิตที่สำคัญอยู่ 3กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สำ ได้แก่ พืช ต้นไม้ใหญ่น้อย และเถาวัลย์ ไม้เลื้อย กลุ่มที่สอง ได้แก่ จุลินทรีย์ ไส้เดือน แมลง กลุ่มที่สาม ได้แก่ สัตว์ป่า

การใช้ประโยชน์จากป่าไม้

1. ประโยชน์ที่ได้รับจากป่าโดยตรง ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่ได้มาจากป่าไม้เช่นการนำไม้มาสร้างที่อยู่อาศัย เครื่องเรือน ใช้เป็นเชื้อเพลิง เป็นอาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม เนื้อที่ป่าไม้ซึ่งควรจะมีสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของประเทศ ในปัจจุบันคงเหลืออยู่ประมาณร้อยละ 20 ของเนื้อที่ของประเทศไทย
2. ประโยชน์ที่ได้รับจากป่าโดยอ้อม ได้แก่ การเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร เป็นแหล่งของการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ ต้นไม้ในป่ามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เกิดการหมุนเวียนคาร์บอน ไนโตรเจน น้ำ และแร่ธาตุอื่น


Wednesday 15th June 2005, 4:29 PM

อุปสรรแค่ไหน เราจะไม่หวั่นไหว
พบเจอปัญหามากมาย เราจะตั้งใจแก้ไข้ด้วยคำรงที่ดีต่อกัน
หากเขาจะมาว่าเราเรื่องที่ไม่ดี ๆ เราก็จะตัวว่าไม่รู้ไม่เห็น
เค้าจะเป็นไฟ เราจะเป็นน้ำเย็น แก้ด้วยสติปัญญา

คิดว่าช่วงนี้ไม่ได้ทำอะไรประโยชน์ต่อส่วนรวม
คิดอะไรไม่ออกด้วย
ปล.ขี้เกียจ

คงจะเข้าใจ
Tuesday 7th June 2005, 3:37 PM


ในวันที่เบื่อหน่าย
ลองนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาดูบ้าง
บางที อาจจะทำให้เรารู้ว่า วันข้างหน้าที่เหลืออยู่
เราควรใช้ชีวิตที่เหลือนี้ อย่างไร

ทุกวันที่ผ่านไป ก็อาจจะเป็นเพียงแค่ วันธรรมดา วันนึง
เรื่องราวที่ผ่านมาในแต่ละวัน อาจจะธรรมดา
เกินกว่าที่จะรู้สึกประทับใจ และต้องเก็บบันทึก
ไว้ในความทรงจำ แต่ในความรู้สึกของฉันเอง
กลับคิดว่า การที่เราได้ก้าวผ่านไปในวัน ๆ นึง
ได้พบผู้คน ได้มองดูท้องฟ้าเนี่ย มันไม่ใช่เรื่อง
ธรรมดาเลย หรือคุณเคยเห็นท้องฟ้าผืนเดียวนี้
มีก้อนเมฆซ้ำกัน หรือ--- ก็เปล่า

อยากนี้แหละ
Thursday 2nd June 2005, 7:25 PM

วันนี้พาน้องคนหนึ่งไปที่แม้จัน การเดิมทางเจอสายตรวจสายหนึ่งบอกว่าจอบ ๆ มานี่ซีของตรวจบัตร ผมก็ลงไปคุยเสร็จให้ผมอยู่นี่แหละ ไปถามน้องว่ามีบัตรไหม น้องบอกว่ามี ให้ดูบัตร สายตรวจว่าบัตรนี้ทำไม่เหมื่อนหน้าน้องเลย ถามประวัติความเป็นมาตั่งหลายนาที ผมเลยเอาบัตรมาดูทันทีเลยดูบัตรยัง ๆ งัย ๆ ก็เหมื่อนหน้าน้องแหละผมสนิฐานว่าคนที่ตรวจนั้นเมา หรือเปล่าไม่ทราบ สงสัยอีกว่าเมายากะยุง หรือเปล่าไม่ทราบ
จบข่าววันนี้ เหตุการณ์ไม่หน้าเกิดขึ้นก็เกิดได้หว่ะมันมั่ว
ปี 2005 เวลา2.30น.

หมดอีกแล้ว
Thursday 2nd June 2005, 6:47 PM

วันนี้เป็นวันหมดตัวอีกแล้ว ไปของใช้กับใครดีเน้อ
ชีวิตคนหนึ่งที่เกิดมาอยู่บนโลก
Tuesday 24th May 2005, 10:40 AM

สิ่งมีชีวิตที่เกิดมาจากบนโลกนี้จะต้องมีวันใดวันหนึ่งต้องจากโลกนี้ไป โดยใคร ๆ ไม่คิดไม่ฝัน การจากไปอยากง่าย
ในหุเขามียายคนหนึ่งเป็นผู้ดูแลรักษาพิพิธณฑ์ถึงแก่ความตาม เมื่อวันที่ 21/5/2005 เวลา5ทุ่ม ที่โรงบาลประชานุเคาะห์ ถึงแม้ว่ายายคนนี้ตายไปแล้วยังมีภาพความทรงจำดี ๆ ไว้มากมาย ยายคนนี้ทุ่มเทความรู้ลึกดี ๆ ให้ไว้กับชาวบ้านหลาย ๆ อย่าง
จบข่าววันนี้

ภารกิจหนุ่มลาหู่ ในอดีต
Friday 18th March 2005, 12:07 PM

ภารกิจประจำวันเริ่มต้นขึ้นพร้อมกัน จัดเตรียมไว้สำหรับไปไร่ก็ถูกสะพายอยู่เต็มตัว ชายหนุ่มลาหู่ จะมีหน้าที่หลักในการเข้าป่า เพื่อไปทำไร่ หาของป่า และล่าสัตว์ นั่นเป็นสิ่งที่ธรรมชาติ มอบความผูกพันระหว่างคนกับป่ามาอย่างสมดุล คือต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน อย่างเข้าใจ การอยู่ด้วยความเอื้ออาทร
มิใช่การทำลายล้าง นั่นจึงจะทำให้คนและป่าสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน จากเช้าจนเย็น เช่นนี้มาเรื่อยๆๆๆๆ.....


บ้านจะแล
Monday 7th March 2005, 11:32 AM

หลังจากปีใหม่เสร็จ ช่วงนี้ชาวบ้านจะแลช่วยกันทำไร่ทำสวนกัน

มีข่าวว่าที่บ้านจะแลจะได้แย่งหมู่บ้านใหม่เป็นหมู่บ้านที่18หรือไม่ใช่ก็19นี้แหละเห็นกำนันว่าทำรายงานส่งภายในเดือนนี้

เห็นกำนันหรือ อบต พ่อหลวงบ้าน มาบอกว่าที่บ้านจะแลใกล้จะได้รับกระแสไฟฟ้าแล้วให้ชาวบ้านไปถ่ายเอกสารบัตรและทะเบียน ไปส่งให้พ่อหลวงบ้านจะไปดำเนิดการเอง จบข่าว ได้ไม่ได้ก็จะรอดูซีว่าเขาทำยังไงต่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หากไม่ได้ก็............................ๆ

ขอให้มีความสุขทุกๆๆคนเน้อ ช้าหน้าบ่ายๆบ่ายๆเจอกัน

เขาบอกไม่ต้องทำ เราก็ต้องทำ ความอยู่รอบๆ
Thursday 3rd March 2005, 11:47 AM

การปฏิบัติตามวิถีชีวิตในรอบปีของชาวลาหู่หมู่บ้านจะแล หมู่ที่11 ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย นี้ขาดไม่ได้เด็ดขาดพวกเขามีความเชื่อว่าอยู่มาได้จนถึงปัจจุบันก็เพราะความอุดมสมบุรณ์ของป่า มีของป่าใช้มีพื้นที่สำหรับหาของป่าได้ตลอดทั้งปี และมีประเพณีวัฒนธรรมที่งดงามวิถีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ชอบอยู่โดดเดี่ยวตามหุบเขา ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใครๆ เพียงรำลึกว่าขอให้ลูกหลานมีความสุขและมีสุขภาพอนามัยที่ดีก็เป็นพอ.
จ๊ะๆ
Tuesday 1st March 2005, 1:56 PM

ฉันคงไม่อาจลืมเธอได้ เพราะเธอเป็นคนที่มีความหมายในทุกความทรงจำ
คนภูดอย
Tuesday 1st March 2005, 1:51 PM

ตะวันโรยตัวลงอย่างช้าๆ ตามสันภูมิแสงสีส้ม ทาบทา อยู่เรืองๆ ก่อนที่ความมืด จะเข้า
ปกคลุมทิวเขา ตามเส้นทางระหว่างยอดดอย จะพบเห็นภาพของหญิง-ชาย เดินแบกกระสอบข้าวสารและแบกต้นกล้วย โดยใช้ผ้าคาดบนหัว ดูท่าทางคงจะหนักไม่ใช่น้อย แต่นั่นก็เป็นภาระอย่างหนึ่งที่ปฏิบัติมาจนกลายเป็นวิถี..ลาหู่ ..และในยามค่ำคืนในหมู่บ้านลาหู่ จะเอาน้ำชาอุ่นๆถูกยื่นส่ง มาให้ดื่มแก้หนาว เจ้าของบ้านซึ่งมีใบหน้าที่ฉาบด้วยความจริงใจ และเป็นมิตรออกมาอย่างเห็นได้ชัด กลิ่นหอมของใบชา ถูกแทรกซ่านด้วยน้ำร้อน ที่ต้มในกาน้ำ ที่ลานกลางบ้าน เพิ่มกลิ่นที่เย้ายวนใจและ รสชาติออกขมเล็กน้อย แต่ให้ความชื่นใจอย่างดีและ ลาหู่เป็นผู้ที่ถูกขนานนามมาว่าเป็นนักล่าผู้เก่งกล้า..ในการดำรงวิถีชีวิต ตามป่าดงพงไพร โดยเฉพาะในสมัยก่อน
การล่าสัตว์เท่านั้น ที่จะสร้างปัจจัยหนึ่งในการดำรงชีพ การล่าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร..บนดอยสูง
ชาวลาหู่มักจะเลือกถิ่นฐานที่อยู่อาศัยบริเวณมีแหล่งน้ำที่มีคววามอุดมสมบูรณ์อยู่เต็มเปี่ยมและ
นี่ก็เป็นภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนอย่างไม่มีคำโต้แย้งใดๆได้เลย แล้วมาถึงในปัจจุบัน เมื่อโลกมีการพัฒนาการมากขึ้น วัตถุจากเมืองกรุงก็สามารถเข้าถึงกลุ่มชนเผ่าได้อย่างง่ายดาย ชาวลาหู่เองก็เช่นกัน ชุมชนที่อยู่ใกล้เมืองก็ต้องยอมรับเอา วัฒนธรรมเหล่านี้ อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า เขาเหล่านั้นจะละทิ้งประเพณีวัฒนธรรมและความเป็นชนเผ่าไป เมื่อยาม
ย่างกรายเข้าหมู่บ้านลาหู่จะเห็นวิถี..ที่งดงาม หญิงสาวชาวลาหู่ทำกิจกรรมต่างๆ อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ทั้งแบกข้าว เย็บผ้า เมื่อถึงเทศกาลต่างๆ ชาวลาหู่มักสนุกสนามกับเทศกาลอย่างมาก และการสร้างความประทับใจ ซึ่งกันและกัน ในช่างเต้น(จะคึ)การเต้นรำ ตามจังหวะ กลอง โดยจัดแถวเป็นวงกลม มีผู้นำทางศาสนา เป็นคนนำ ก็จะมีเครื่องดนตรีชนเผ่า จำพวก แคน กลอง ฆ้อง ฉาบ เป็นต้น เริ่มจากการขยับเท้าง่ายๆ แล้วเริ่มด้วย การเต้นขยับ เท้าซ้าย-ขวา ปรบมือ ตามจังหวะ ที่สวยงาม ในเรื่องของเครื่องการแต่งกาย ที่ดูจะวิจิตร และประณีต บรรจงจากการตัดเย็บด้วยฝีมือล้วนๆ แสดงถึงความอดทน ในการประดิษฐ์ประดอย ลายผ้า แต่ละชิ้นงานออกมา
จนเป็นลวดลายที่สวยงาม ในลักษณะของลายผ้าเช่น ย่าม เสื้อผ้า ข้อมือ ต่างๆนี้ เห็นได้ ณ..
ที่..บ้านจะแล ม.11 ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย..ที่นี่..

ผมชื่อ "สมชาย" จริง จริ๊ง
Tuesday 15th February 2005, 11:29 PM

คนลาหู่ที่เปลี่ยนเป็นคริสต์แล้วจะลืมวัฒนธรรมจนหมดสิ้น

ตอนนี้ ถ้าหากมีคนแก่ตายไปสักคน ก็เหมือนกับว่าห้องสมุดทั้งหมดได้หายไป

แต่สิ่งที่ดีอย่างหนึ่งก็คือว่า เด็กรุ่นใหม่ชาวลาหู่เริ่มเข้าใจว่า นั่นเป็นความรับผิดชอบของเขาที่จะต้องอนุรักษ์ไว้ซึ่งวัฒนธรรม"

ข้อความนี้ตัดมาจากที่ผมเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ตอนที่เขามาเยี่ยมพวกเราปีที่แล้ว

"Lahus who have become Christians have completely forgotten their culture.

At the moment, whenever an elder dies, it's like an entire library has disappeared.

But one good thing is that young Lahus are starting to understand that it is now their responsibility."

Thai hill tribes mix technology with tradition


ข้อความเก่า

Diary ของทีม hilltribe.org:

ต้นซุง

เล็ก: พี่ ผมขอเบิกตังค์

แอ๋น: มองโลกผ่านแก้มยุ้ย

อีจอน (Shan State!)

หยี: ไม่เคยแพ้

สมชาย: อย่าเรียกผมว่าสุรชัย

เลาซานครับผม

อาซา (มาลีก็ว่า)

อาตี: ฟันขาวจั๊วะ

ป้าลักษณ์: ลูกผัวบ่มี