กวะตะซาผะ(คนเจ้าเล่ห์)
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีการสู้รบกันระหว่าง จีนและไทยใหญ่ พวกเขามีแม่ทัพ วันหนึ่งแม่ทัพก็เรียกชาวบ้านมาประชุมเพื่อจะให้เตรียมตัวออกไปรบ แม่ทัพสั่งให้ทุกคนเตรียมเสบียง เช่น ข้าว พริกและเนื้อ ไปกินตอนออกรบ กวะตะซาเป็นคนหนึ่งที่ต้องไปออกรบเพราะเขาเป็นผู้ชายแต่ด้วยความที่ไม่อยากเอาชีวิตไปทิ้งที่สนามรบเขาเลยคิดอุบาย โดยไม่เตรียมเสบียงตามที่แม่ทัพสั่ง
          เช้าวันรุ่งขึ้น แม่ทัพก็สั่งให้เคลื่อนทัพไปรบ พอกองทัพไปได้สักครึ่งทาง แม่ทัพก็สั่งให้หยุดทัพเพื่อพักเหนื่อย เวลานั้นเป็นช่วงพักกลางวันพอดี ทหารทุกคนเลยเอาเสบียงที่ตัวเองเตรียมมาออกมากิน แล้วทุกคนก็ต้องประหลาดใจเมื่อกวะตะซาเปิดเสบียงของเขาออกมาแล้วของทุกอย่างไม่เป็นดังที่แม่ทัพสั่ง ห่อข้าวกลายเป็นห่อแกลบ ห่อพริกกลายเป็นห่อขี้เถ้า ห่อเนื้อกลายเป็นลูกไก่ถูกห่ออยู่ในนั้น ทุกคนหารู้ไม่ว่านี่เป็นแผนของกวะตะซาที่จะให้ทุกคนเข้าใจว่ามันเป็นลางที่ไม่ดีของกวะตะซา ถ้าเขาไปออกรบเขาคงต้องตาย ไม่ก็อาจจะทำให้กองทัพพ่ายแพ้ กวะตะซายังไม่ยอมหยุดหลอกเพื่อนๆและแม่ทัพเท่านั้น เขายังท้าให้เพื่อนเอาหน้าไม้ยิงใส่หิน ทุกคนต่างก็ไม่สามารถยิงเข้าไปในหินได้ แต่ด้วยความฉลาดและเจ้าเล่ห์ของกวะตะซาเขาก็เอาขี้ผึ้งที่มีความเข้มข้นมากมาติดไว้ที่ปลายลูกดอก พอยิงไปแล้วทำให้ลูกดอกติดกับก้อนหิน เมื่อมองไกลๆก็จะดูเหมือนว่าลูกดอกถูกยิงเข้าไปในก้อนหิน จากเหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้ทุกคนเชื่อว่ากวะตะซามีเคราะห์ ดังนั้นแม่ทัพจึงหลงกลกวะตะซาอนุญาตให้กวะตะซากลับไปหมู่บ้านได้ ก่อนจะกลับเพื่อนๆต่างก็ฝากฝังกวะตะซาให้ดูแลเมียและลูกของตนด้วยเพราะในหมู่บ้านมีแต่ผู้หญิงกับเด็ก กวะตะซาก็รับปากเป็นอย่างดี
          เวลาผ่านไปหนึ่งอาทิตย์แล้วบรรดาเมียๆก็เป็นห่วงผัวตัวเอง กวะตะซาเลยมาพูดว่า ผ่านตั้งหนึ่งอาทิตย์แล้วพวกเขายังไม่กลับมา คงเพราะตายกันไปหมดแล้ว แต่อย่างไรก็ตามบรรดาผู้หญิงก็ยังไม่เชื่อ ตกดึกกวะตะซาไปหาปูต่อและกาบไม้ไผ่มา จากนั้นก็แอบเอาไปแขวนไว้ที่ชายคาบ้านทุกบ้าน แผนของกวะตะซาเริ่มได้ผลเมื่อทั้งปูและต่อพยายามออกมาจากกาบไม้ไผ่ที่ห่อพวกมันไว้ ทำให้เกิดเสียงประหลาดจนทำให้พวกผู้หญิงและเด็กๆกลัว เช้าวันรุ่งขึ้น พวกผู้หญิงต่างมาหากวะตะซาเพื่อปรึกษา กวะตะซาก็หลอกว่าเสียงเมื่อคืนเป็นเสียงของวิญญาณของผัวพวกนางที่ตายอยู่ที่สนามรบ พอได้ฟังดังนั้นพวกผู้หญิงก็กลัว กวะตะซาเลยเสนอให้มานอนที่บ้านตนแต่มีข้อแม้ว่าจะต้องไม่เอาเด็กมานอนด้วย เพราะตนกลัวว่าจะมาถ่ายเลอะเทอะ พวกผู้หญิงก็สัญญาว่าจะไม่ทำให้บ้านกวะตะซาเลอะเทอะ กวะตะซาก็ตั้งข้อแม้อีกว่าถ้าบรรดาลูกๆของพวกนางถ่ายออกมาเลอะเทอะ พวกนางจะต้องรับผิดชอบโดยมานอนกับตน แล้วพวกผู้หญิงก็ยอมตกลงด้วยเพราะกลัวผีผัวของตัวเอง
          พอตกดึกกวะตะซาก็วางแผนจะจัดการพวกผู้หญิงโดยการต้มถั่วเหลือง จากนั้นก็ตำแล้วปั้นให้เป็นรูปอุจาระ และก็เอาไปวางไว้ใกล้กับเด็กๆ พอเช้าขึ้นมาอาไข่ก็โวยวายบอกว่าลูกของพวกนางถ่ายเลอะเทอะแล้ว ดังนั้นพวกนางต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้ คือ มานอนกับกวะตะซา แต่พวกนางปฏิเสธและขอเปลี่ยนเป็นทำความสะอาดได้ไม่ กวะตะซาก็ไม่ยอมให้ทำความสะอาดบ้าน จากนั้นก็เสนอให้ไปถามที่ไม้ทะโล้( เป็นต้นไม้เนื้อสีแดง มีรูพรุนใช้ในการเสี่ยงทาย) เมื่อพวกผู้หญิงออกเดินไปที่ไม้ทะโล้ กวะตะซาก็รีบไปทางลัดเพื่อไปให้ถึงก่อนแล้วแอบซ่อนอยู่ในโพรงไม้ พอพวกผู้หญิงมาถึงพวกนางก็เคาะไม้ทะโล้แล้วถามว่าจะนอนกับกวะตะซาดีไหม กวะตะซาก็พูดออกมาว่า ดี ดี ให้นอนเถอะ แล้วพวกนางก็เชื่อไปนอนกับกวะตะซาจนกระทั่งตั้งท้องลูกกวะตะซากันทั้งหมู่บ้าน
          หนึ่งปีผ่านไป พวกผู้ชายที่ออกไปรบก็กลับมา ตอนนั้นช่วงกินวอก็หมดไปแล้ว แต่พวกผู้ชายที่กลับมาทีหลังอยากมีงานฉลองรื่นเริงบาง เพราะพวกผู้หญิงฉลองกินวอกันไปหมดแล้ว (ตั้งแต่นั้นมาประเพณีกินวอของลีซูเลยแยกการฉลองเป็นสองช่วง)จากนั้นพวกผู้หญิงก็พากันมาฟ้องผัวตัวเองว่าถูกกวะตะซาหลอกใช้ พวกผู้ชายก็บอกว่ารอให้หมดกินวอก่อน แล้วจะจัดการกวะตะซา พอหมดการกินวอพวกผู้ชายก็รวมตัวกันไปจับกวะตะซาแล้วมัดมือมัดขา จากนั้นก็เอาไปลากรอบหมู่บ้าน และเป็นต้นไม้ที่มีหนามแหลมคมมาก แล้วชาวบ้านก็ต้องประหลาดใจเมื่อกวะตะซากลับหัวเราะชอบใจ แทนที่จะร้องโอดโอยขอชีวิต จากนั้นก็พาไปลากกับพื้นทราย คราวนี้เป็นพื้นทรายนิ่มๆกวะตะซากลับร้องอย่างทรมาน ขณะที่ชาวบ้านกำลังงงกันอยู่กวะตะซาก็สามารถหลุดออกมาได้ พอหลุดออกมาเขาก็รีบวิ่งไปที่ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าผา แต่หลังต้นไม้นั้นเป็นถ้ำ พอชาวบ้านเห็นดังนั้นก็รีบไปช่วยกันโค่นเพราะอยากให้อาไข่ตาย แต่ก่อนโค่นกวะตะซาก็ตะโกนบอกว่าถ้าตัดต้นไม้แล้วเอนไปทางหน้าผาตนจะดีมาก เพราะจะสามารถหนีต่อไปทางลำห้วยได้ ถ้าตัดไปทางลำห้วยตนก็คงต้องตาย เนื่องด้วยชาวบ้านอยากให้กวะตะซาตายมาก เลยโค่นต้นไม้แล้วล้มไปทางถ้ำ พอต้นไม้ล้มไปกวะตะซาก็รีบเข้าไปในถ้ำ แล้วชาวบ้านก็ทำกับดักกั้นทางออกไว้ไม่ให้กวะตะซาออกมาได้
ผ่านไปได้อาทิตย์หนึ่งก็มีชาวบ้านมาดูว่ากวะตะซาตายแล้วหรือยัง โดยการเอาไม้แหย่เขาไปดู แต่กวะตะซากลับเอาอุจาระของตัวเองป้ายไปที่ปลายไม้ที่แหย่มา ด้วยกลิ่นที่เน่าเหม็นทำให้ชาวบ้านคิดว่ากวะตะซาคงตายแล้ว           จากนั้นกวะตะซาก็อยู่ในถ้ำ เมื่อไม่มีอะไรทำเลยทำจิ๊งหน่องเป่า เขาเป่าได้ไพเราะมากจนมีผู้หญิงนางหนึ่งมาหลงแล้วพยายามเข้ามาหาเขา แต่แล้วนางก็โดนกับดักทับตายกวะตะซาเลยออกมาได้
ชาวบ้านเห็นว่ากวะตะซายังไม่ตายก็จับกวะตะซามาอีก คราวนี้ชาวบ้านช่วยกันสานไม้ไผ่เป็นกรงแล้วเอากวะตะซาใส่ไว้ จากนั้นก็นำไปห้อยไว้ใต้สะพานที่มีแม่น้ำอันกว้างใหญ่และเชี่ยวไหลผ่าน แต่แล้วโชคของกวะตะซาก็มาถึงเมื่อมีพ่อค้าผ่านมา แล้วเขาก็เข้าไปถามว่ากวะตะซามาทำอะไรตรงนี้ กวะตะซาก็คิดอุบายจะออกไปโดยหลอกพ่อค้าว่าตนกำลังรักษาโรคตาแดง แล้วก็รักษาหายแล้ว ด้วยความบังเอิญหรือเป็นคราวเคราะห์ของพ่อค้า ตอนนั้นพ่อค้าเป็นโรคตาแดงพอดีเลยอยากจะรักษา เลยขอไปอยู่ในกรงไม้ไผ่บ้าง แล้วพ่อค้าก็บอกให้กวะตะซาออกมาแล้วเข้าไปอยู่แทน แต่ไม่ทันไรกวะตะซาตักเชือกที่แขวนกรง ทำให้พ่อค้าตกลงไปในแม่น้ำตาย ส่วนกวะตะซาเอาทรัพย์สมบัติของพ่อค้ามาจนกลายเป็นคนร่ำรวย
หลังจากนั้นกวะตะซากลับเข้ามาในหมู่บ้านอีก เขาขี่ม้าของพ่อค้ามาแล้วอานม้าก็เหวี่ยงไปโดนบ้านแม่ม่ายพัง แม่ม่ายเลยออกมาเรียกค่าเสียหายแต่ก็ต้องแปลกใจที่กวะตะซามีจ่ายให้
          จากเหตุการณ์นี้ชาวบ้านต่างก็ประหลาดใจที่เขายังไม่ตายแถมยังรวยมหาศาล เลยเข้าไปถามและได้ความว่า การที่เอาเขาไปแขวนไว้ ทำให้เขาได้พบว่าใต้น้ำมีสมบัติเยอะแยะมากมาย ที่เขาได้มานั้นเป็นแค่ส่วนน้อยนัก พอได้ฟังดังเช่นนั้นชาวบ้านก็อยากได้สมบัติเลยถามกวะตะซาว่าทำอย่างไรถึงจะได้สมบัติมา และแล้วด้วยความโลภทุกคนเลยหลงกลกวะตะซา เอาน้ำเต้าไปใส่สมบัติ(น้ำเต้าจะไม่มีฝาปิด)
เมื่อไปถึงแม่น้ำ กวะตะซาก็ให้ลงไปทีละคน เมื่อคนแรกลงไปก็โบกมือห้ามไม่ให้เพื่อนคนอื่นมา เพราะน้ำลึกและตนกำลังจะจมน้ำเพราะเมื่อน้ำเข้าไปในน้ำเต้าทำให้ตัวหนักและว่ายน้ำไม่ไหว แต่ด้วยระทางที่ห่างจากฝั่งทำให้พูดกันไม่รู้เรื่องกวะตะซาเลยบอกชาวบ้านไปว่า เห็นไหมว่าเขาเจอสมบัติมากมาย กวักมือเรียกเพื่อนให้ตามไปใหญ่เลย จากนั้นทุกคนก็ทยอยตามไปแล้วก็จมน้ำตายกันหมด มีผู้เฒ่าคนสุดท้ายที่ยืนสูบบ้องยาอยู่ กวะตะซาเห็นก็เลยเดินมาถามว่าไม่ไปเอาสมบัติหรือ เห็นไหมว่าทุกคนลงไปเอากันหมดแล้ว แล้วผู้เฒ่าก็บอกว่าตนไม่อยากไป กวะตะซาขู่ว่าถ้าไม่ไปเอาสมบัติลูกเมียจะลำบากเพราะคนที่ได้สมบัติเขาคงไม่แบ่งให้หรอก และแล้วผู้เฒ่าก็กระโดดลงไป
สุดท้ายในหมู่บ้านก็เหลือแต่กวะตะซาที่เป็นผู้ชาย ดังนั้นผู้หญิงทั้งหมู่บ้านจึงกลายเป็นเมียกวะตะซากันหมด (เรื่องนี้สอนให้ว่ายังเชื่อคนง่ายๆ)