ต้นข้าวนำโชด
          กาลครั้งหนึ่งนามาแล้ว มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งมีฐานะยากจนมาก จึงดำรงชีวิตด้วยการขอรับบริจาคอาหารจากผู้อื่น หยิบยืมเงิน อาหารและลักขโมย เป็นที่รังเกียจของตนในหมู่บ้านเป็นอย่างมาก จึงได้ขับไล่ออกจาหมู่บ้าน ทั้งสองจึงไปขออาศัยอยู่กับพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งพระรูปนี้มีญาณวิเศษ สามารถรับรู้เรื่องราวต่างๆได้และทราบดีถึงการกระทำ เรื่องราวต่างๆ ขอบสามีภรรยาคู่นี่ดี แต่ก็รับทั้งสองได้มาอาศัยด้วย ซึ่งมีข้อแม้ว่าทั้งสองต้องเชื่อฟังคำของหลวงพ่อทุกอย่าง ทั้งสองจึงรับปากแต่โดยดี จึงได้ปลูกระท่อมอยู่ข้างๆ กุฏิของหลวงพ่อ
          อยู่มาจนกระทั่งสองสามีภรรยาได้ให้กำเนิดบุตรชาย คนหนึ่ง ทั้งสองจึงแจ้งให้หลวงพ่อทราบ หลวงพ่อจึงบอกว่า เจ้าจงนำลูกชายของเจ้า ไปฝังซะ อย่าฆ่าเป็นอันขาด ให้ฝังทั้งเป็น อย่างนั่นแหละ ทั้งสองสามีภรรยาได้ยินที่หลวงพ่อบอก ก็เกิดความเสียใจและเสียดายลูกชายเป็นอย่างมาก จึงพากลับบ้าน และกอดจูบลูกชายทั้งวัน จนกระทั่งเย็นจึงได้นำไปฝัง และบอกกับลูกชายว่า เจ้าอย่างได้คิดจองเวรจองกรรมกับพ่อแม่เลย เป็นเพราะหลวงพ่อสั่งให้ทำ จึงเป็นต้องทำ ขอให้เวรกรรมทุกอย่างตกที่หลวงพ่อเถอะ
          เมื่อฝังเสร็จแล้วจึงกลับบ้าน หลวงพ่อถามว่า ฝังแล้วหรือ ? ทั้งคู่ก็ตอบว่าฝังแล้ว จนกระทั่งมีลูกชายคนที่สอง หลวงพ่อให้นำไปฝังอีก และให้ฝังใกล้ๆกับลูกคนเดิม ทั้งคู่ก็ทำอย่างเดิม สาปแช่งหลวงพ่อให้เวรกรรมทุกอย่างตกที่หลวงพ่ออีกเช่นเดิม พอมีลูกชายคนที่สาม หลวงพ่อก็ให้นำไปฝังอีก ทั้งคู่ก็ทำอย่างเดิมโดยลูกชายทั้งสามถูกฝังใกล้ๆกัน
          เย็นวันต่อมา หลวงพ่อบอกทั้งคู่ว่า ลูกของพวกเจ้าอยู่ที่นั่นทั้งหมด ไม่ได้ไปไหน คืนนี้ให้พวกเจ้าไปนอนที่หลุมฝังศพลูกชายเจ้า ให้เจ้าสองคน นอนตรงกลางหลุมนะ ทั้งคู่จึงไปนอน พอใกล้จะถึงหลุมฝังศพ ลูกชายทั้งสามเขาก็เห็นลูกชายทั้งสามยืนคุยกัน ด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยวว่า ถ้าไม่ใช่หลวงพ่อนะ ข้าจะกินเนื้อเจ้าสองผัวเมียนั้น ให้สิ้นซาก ทั้งคู่กลัวอย่างมาก จึงกลับไปบอกหลวงพ่อว่า หลวงพ่อ ลูกชายของข้าทั้งสามคนที่แท้จริงไม่ใช่ลูกข้า พวกข้าติดหนี้เขาอยู่ ยังชดใช้ไม่หมด พวกเขาโกรธแค้นมาก บอกว่าหากไม่ใช่หลวงพ่อพวกข้าจะกินเนื้อของเจ้ากับเมียแล้ว หลวงพ่อจึงตอบว่า ข้าบอกพวกเจ้าแล้ว แต่พวกเจ้ากับสาปแช่งข้า แล้วตอนนี้เห็นหรือยัง
          ทั้งสองผัวเมียเกิดความละอายใจ เป็นอย่างมากและรู้สึกสำนึกผิด ที่แอบสาปแช่งหลวงพ่อ ทั้งทั้งที่หลวงพ่อรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอด แต่กับไม่ถือโทษโกรธและช่วยเหลือพวกตน จึงอยู่รับใช้หลวงพ่อเรื่อยมา จนกระทั่งทั้งคู่สามารถเก็บเงินได้เต็มหนึ่งกระเป๋า ทั้งคู่จึงแจ้งให้หลวงพ่อทราบ หลวงพ่อบอกให้นำกระเป๋าเงินนั้น ปล่อยน้ำเสีย ทั้งคู่จึงได้นำไปลอยน้ำในแม่น้ำ ทั้งที่รู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก
          วันรุ่งขึ้นทั้งสองไม่ยอมลุกจากที่นอนเพราะยังคงเสียดายเงินอยู่ จนกระทั่งหลวงพ่อต้องมาปลุกและบอกให้ไปจ่ายตลาด เพราะหากสายกว่านี้แม่ค้าจะเก็บข้าวของกลับบ้านกันหมด ทั้งคู่จึงตอบว่าพวกข้าไม่มีเงินเหลือแม้แต่บาทเดียวจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อของอีกหละ หลวงพ่อตึงนำเงินมาให้ทั้งคู่ไปจ่ายตลาด
          พอไปถึงตลาดก็สายมากแล้วกับข้าวและของที่ขายในตลาดหมดทุกอย่าง มีเพียงปลาท้องป่องตัวเดียวเท่านั้นที่ขายไม่ออก ทั้งคู่จึงซื้อปลาท้องป่องตัวนี้กลับมาแล้วบอกกับหลวงพ่อว่า เหลือแค่นี้แหละหลวงพ่อ เขาขายกันหมดแล้ว หลวงพ่อตอบกลับมาว่า ดีแล้วหละ พวกเจ้าจึงนำปลาตัวนี้ไปผ่าท้อง ล้างให้สะอาดและทำอาหารเช้ากิน
          ต่อมาทั้งคู่ได้ให้กำเนิดบุตรสาวคนหนึ่ง หลวงพ่อบอกทั้งคู่ว่า ลูกสาวคนนี้พวกเจ้าจงเลี้ยงไว้ให้ดีอย่าให้หิวข้าว หิวนม เลี้ยงแบบยุงไม่ให้กัด ไรไม่ให้ตอมเลยนะ ทั้งคู่ก็เลี้ยงดูสาวคนนี้เป็นอย่างดี จนกระทั่งกลายเป็นสาว ทั้งคู่ได้ปลูกข้าวไร่แต่พอถึงเวลาออกรวงข้าวของสองผัวเมียกลับไม่ยอมออกรวงยังคงเขียวขจี ต้นสูงเท่าขาอยู่ จึงนำเรื่องไปบอกหลวงพ่อว่าทำอย่างไรดี หลวงพ่อตอบว่า ดีแล้วปล่อยไว้เฉยๆ อย่าไปฟันทิ้งเลย ทั้งคู่ก็ฟังคำหลวงพ่อ
          อยู่มาวันหนึ่งช้างของกษัตริย์คลอดลูกและไม่ยอมกินอะไรใดๆ นอกเสียจากต้นข้าวอ่อน กษัตริย์ทรงทุกข์ใจเป็นอย่างมาก เพราะทรงรักช้างของพระองค์มากด้วย จึงให้มหาดเล็กออกไปหาต้นขาอ่อนแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ แม้หาจนทั่วผืนแผ่นดินแล้วก็ตาม เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงเกี่ยวข้าว ยากที่จะหาต้นข้าวอ่อนได้ จนกระทั่งไปพบที่ไร่ข้าวของสองผัวเมีย มหาดเล็กจึงขอซื้อกับทั้งคู่ โดยบอกว่าจะเอาไปให้ช้างของกษัตริย์ที่คลอดลูกและไม่ยอมกินอาหารใดๆ นอนจากต้นข้าวอ่อน ทั้งคู่จึงไปปรึกษาหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกให้ทั้งคู่ขายได้เลย ทั้งคู่จึงขายให้แก่มหาดเล็กไป
          ต่อมาเมื่อมหาดเล็กได้แจ้ให้กษัตริย์ทรงทราบ กษัตริย์ทรงแปลกใจเป็นอย่างมาก และตรัสว่า ผัวเมียคู่นี้มีบุญนัก บนผืนแผ่นดินนี้ไม่มีใครมีข้าวอ่อนเลย มีเพียงพวกเขาทั้งคู่ เขามีลูกสาวหรือเปล่า มหาดเล็กรายว่ามี จึงทรงรับสั่งให้มหาดเล็กรับตัวลูกสาวของสองผัวเมียเข้าวัง และได้อภิเษกกับลูกชายของพระองค์ จากนั้นก็ให้สองผัวเมียเข้ามาอยู่ในวังด้วย ทั้งคู่จึงมีชีวิตอย่างสุขสบาย