100 ต้น
         กาลครั้งนี้นานมาแล้ว มีกษัตริย์องค์หนึ่งมีเมียสองคน เมียหลวงเป็นคนอ่อนโยน ใจดี ส่วนเมียน้อยมีจิตใจโหดร้าย ขี้อิจฉา มีวันหนึ่งกษัตริย์ได้จับปูมาตัวหนึ่งซึ่งมีขา 100 ขา และให้ภรรยาทั้งสองคนกิน เมียหลวงนั้นยอมกินแต่โดยดี ในขณะที่เมียน้อยไม่ยอมกิน
ต่อมาเมียหลวงตั้งครรภ์ ท้องแก่แล้วแต่ก็ไม่ยอมคลอดสักที ช่วงที่กษัตริย์ไม่อยู่เมียหลวงเกิดปวดท้อง ขณะคลอดลูกเมียหลวงได้หมดสติไป ดังนั้นเมียน้อยจึงนำลูกของนางทั้ง 100 คน ไปทิ้งและนำหมาขนปุยมาไว้ตัวหนึ่ง แม่วัวจึงนำไปเลี้ยงไว้ด้วยความสงสาร พอเมียหลวงฟื้นขึ้นมาพบหมาขนปุยเพียงตัวเดียว เมียน้อยจึงบอกว่า “นี่แหล่ลูกของเจ้า”ฝ่ายเมียหลวงไม่รู้จึงนึกว่าหมาน้อยตัวนี้เป็นลูกของตนจริงๆจึงเลี้ยงไว้ด้วยความรัก            จนกระทั่งกษัตริย์กลับมาเมียน้อยได้รายงานกษัตริย์ว่า เมียหลวงลูกออกมาเป็นหมา ทำให้ทรงอับอายเป็นอย่างมาก จึงให้มหาดเล็กไปสร้างกะท่อมเล็กๆอยู่ท้ายหมู่บ้านให้เมียหลวงกับลูกไปอยู่
ฝ่ายแม่วัวก็เลี้ยงดูลูกของกษัตริย์ทั้ง 100 คน มาเรื่อยๆจนกระทั่งเมียน้อยรู้ว่าแม่วัวตัวนี้เลี้ยงดูลูกของกษัตริย์อยู่จึงคิดที่จะฆ่าวัวตัวนี้ จึงแกล้งป่วยและบอกว่าหากไม่ฆ่าวัวตัวนี้นางจะไม่หายจากอาการป่วย กษัตริย์ด้วยความรักเมียจึงจำเป็นต้องฆ่าวัวตัวนี้ ฝ่ายแม่วัวเมื่อรู้ว่าตนจะถูกฆ่า จึงได้นำเด็กทั้ง 100 คน ไปฝากไว้ให้ช้างเลี้ยงดูต่อพร้อมกับเล่าความจริงให้ฟัง เมื่อแม่วัวถูกฆ่าตาย ช้างจึงเป็นผู้เลี้ยงเด็กทั้ง 100 คนต่อ
           ต่อมาเมียน้อยก็รู้อีกว่าช้างนำเด็กมาเลี้ยง จึงแกล้งทำเป็นป่วยอีกและบอกให้ฆ่าช้างตัวนี้ ฝ่ายช้างเมื่อรู้ว่าตนจะถูกฆ่าตายจึงนำเด็กๆไปไว้ที่สวนมันเทศข้างกุฏิของหลวงพ่อ หลวงพ่อมาพบเข้าจึงนำไปเลี้ยงจนกระทั่งเมียน้อยมารู้อีกว่าเด็กๆอยู่กับหลวงพ่อ ดังนั้นเมื่อหลวงพ่อออกบิณฑบาต เมียน้อยจึงนำอาหารและขนมใส่ยาพิษมาให้เด็กกิน พอหลวงพ่อกลับมาก็พบว่าเด็กๆตายกันหมด จึงนำศพไปฝังไว้ ต่อมาปรากฏว่าบนหลุมศพมีต้นจำปางอก 100 ต้น ออกดอกอย่างสวยงาน เมียน้อยเมื่อรู้เรื่องก็แกล้งป่วยอีกและบอกให้กษัตริย์ว่าส่งคนไปตัดต้นไม้ทั่ง 100 ต้น ทิ้งและนำไปลอยน้ำไปให้ไกลจากเมือง
มีสองตายายคู่หนึ่งมีบ้านริมน้ำ เก็บฟืนที่ลอยน้ำมาขายยังชีพไปวันๆ ดังนั้นเมื่อต้นไม้ทั้ง 100 ต้น ถูกตัดและลอยน้ำผ่านหน้าบ้าน ทั้งคู่จึงเก็บกิ่งไม้เหล่านี้ไปทำฟืนและกองไว้ข้างๆกะท่อมของตน ตกดึกมาจึงได้ยินเสียงเด็กๆร้องไห้กันระงมเพราะความหนาวเหน็บ จึงออกมาดูและพบว่าเด็ก 100 คน กอดอยู่ ทั้งสองจึงเลี้ยงดูเด็กๆไว้จนเติบโตพอที่จะช่วยเหลืองงานบ้านได้ เด็กทั้ง 100 คน มีความสามรถพิเศษในการโยนลูกสะบ้าเป็นอย่างดี ทุกๆวันจึงแข่งโยนสะบ้ากับเด็กๆในหมู่บ้าน รวมทั้งลูกชายกษัตริย์ซึ่งเป็นลูกที่เกิดจากเมียน้อยก็มาเล่นด้วย โดยนำเงิน (เหรียญ กษาปณ์) มาโยนลูกเมียหลวงสามรถโยนชนะ ลูกกษัตริย์จึงนำเงินมาโยนลูกสะบ้าจนหมดทั่งโอ่ง ดังนั้นกษัตริย์จึงเกิดความสนใจและอยากเห็นหน้าเด็กที่สามรถโยนลูกสะบ้าได้เก่งขนาดนี้ จึงให้มหาดเล็กนำเด็ก (ลูกเมียหลวง) ไปเฝ้ากษัตริย์
           เมื่อถูกนำตัวไปเฝ้ากษัตริย์ได้ซักถามประวัติว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เด็กๆจึงแกล้งตอบว่า “แม่ของข้าอาศัยอยู่ที่กะท่อมท้ายหมู่บ้านกับหมาขนปุยตัวหนึ่ง เพราะแม่ของช้ากินปู 100 ขา จึงคลอกลูก 100 คน และเมื่อคลอดลูกพ่อของข้าไม่อยู่ แม่เลี้ยงใจยักษ์จึงนำพวกข้าไปทิ้ง แม่วัวจึงนำไปเลี้ยงและนำลูกหมาไว้ให้แม่ข้าเลี้ยงแทน”เด็กๆก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กษัตริย์ฟังโดยละเอียด
กษัตริย์เมื่อทรงทราบความจริงก็พอที่จะเดาเหตุการณ์ได้ จึงได้นำเมียน้อยไปประหาร และพาลูกเมียของตนกลับมาอยู่ในวังอย่างมีความสุข (นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่าการให้ร้ายผู้อื่น นั้น ผลร้ายจะกลับมาสู่ตัวเราเอง)