Untitled Document
| ใครมีลำนำ..บทกลอน..ยกมือขึ้น |
 |
| อยากอ่านลำนำ บทกลอน บรรยายความในใจเกี่ยวกับชนเผ่า ชาติพันธุ์..ดีใจ...เสียใจ....ซาบซึ้ง...คิดถึง...ว้าเหว่...หรือจะแทนความรู้สึกดี..แด่คนที่คุณรัก..เข้ามาซิเพราะคุณคือคนที่มีความสามารถท่านหนึ่ง..ไม่ใช่หรือ..จะรออ่านครับ |
|
| โดย จอหลู่แบ พาบะโคะ อ.ลี้ เมื่อ วัน ศุกร์ ที่ 18 สิงหาคม 2549, 13: 25 น. IP : 203.156.145.161 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 1 |
 |
ในปี พ.ศ.2416 หลังจากที่พระองค์รัชกาลที่ 5ทรงลาผนวชแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จมายังหมู่บ้านกะเหรี่ยงโผล่วแห่งหนึ่ง ชาวกะเหรี่ยงได้รับเสด็จด้วยการนำของป่ามาถวายมากมาย อีกทั้งยังได้ รำ ร้องเพลงกะเหรี่ยงถวายพระองค์ด้วย รัชกาลที่ 5 ได้บันทึกเรื่องราวในคราวนั้นเป็น บทกลอน โคลง สี่สุภาพดังนี้
สาวสาวเหล่ากะเหรี่ยง ล้วนสวยสวย
ปักปิ่นเกล้าผมมวย แช่มช้อย
เงินไพลูกปัดรวย ร้อยรอบคอนา
ขมิ้นผัดหน้าชม้อย ม่ายเลี้ยเอียงอาย
ยังมีอีกนะครับ สนใจติดตามหรือไม่ ถ้าสนใจ ช่วยให้คะแนนหน่อยซิ |
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน ศุกร์ ที่ 18 สิงหาคม 2549, 15 : 07
น. IP : 203.113.67.38 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 2 |
 |
คนกะเหรี่ยงได้เข้าเฝ้า ร.5 มากันหลากหลาย ชาวกะเหรี่ยงยังได้นำสิ่งของมาถวายแด่พระองค์ด้วย พระองค์ได้ พูดถึงคนกะเหรี่ยงที่มาเฝ้า ว่า มี " บ่าว ข้า หญิงชาย " ข้อความตรงนี้ให้ภาพเหตุการณืในครั้งนั้นว่า การเข้าเฝ้าของคนกะเหรี่ยงนั้น มีผู้นำมาด้วย ซึ่งคำว่า " บ่าวข้า หยิงชาย " นี้ แสดงว่า ผู้นำของคนกะเหรี่ยงจะต้องมีสถานะ ยศฐาบรรดาศักดิ์ ถึงมี บ่าว คือ คนใช้ ทั้งหยิงและชาย ดังที่พระองค์ ได้แต่งในโคลง สี่สุภาพว่า
นองเนื่องกะเหรี่ยงทั้ง หญิงชาย
บ่าแบกของถวาย อยู่ซร้อง
โอ่อวดประกวดกาย ตามเพศเขานา
เมียลูกหลานพี่น้อง บ่าวข้าหญิงชาย..
คนกะเหรี่ยงยังได้แสดงต่อหน้าพระที่นั่งด้วยการ ร่ายรำ ในท่าต่างๆ พระองค์ได้เข้าใกล้คนกะเหรี่ยง จนได้กลิ่นตัวคนกะเหรี่ยงซึ่งต่างจาก กลิ่นสาวในวัง ดังที่พระองค์กล่าวว่า
ขับรำทำเล่นได้ หลายกล
เข้าชิดเสียดเต็มทน สาบอู้
เสื้อแสงที่สวมตน เต็มหยาบคายนา
พูดอะไรไป่รู้รู้ เรื่องเบื้อเบิ่งควาย
สาวกะเหรี่ยงคงจะแต่งกายอย่างเรียบง่าย ด้วยผ้าฝ้ายทอมือ เป็นชุดทรงกระสอบที่เราเคยเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน พระองค์คงจะตรัสถามคนกะเหรี่ยง แต่ไม่สามารถโต้ตอบกันได้ คงจะไม่เข้าใจภาษากัน
จากบทโคลงสี่สุภาพ ที่ยกมานี้ทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นั้น พระองค์ทรงสนพระทัยคนกะเหรี่ยง
ที่เป็นประชากรของพระองค์ .. ยังมีเรื่องเล่าทำนองนี้อีกนะ ดังนั้นคนกะเหรี่ยงเรา หรือคน ปกาเกอะญอ จงภาคภูมิใจเถิดถึงเราจะถูกมองว่าเป็น กลุ่มชาติพันธุ์ คนป่า คนดอย แต่ เราอยู่ในสายพระเนตรของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินสยามมาอย่างยาวนาน ยังไม่จบนะ ยังมีอีก วันนี้เท่านี้ก่อน แล้วจะบอกว่า โคลงสี่สุภาพ ที่กล่าวถึงนั้น มาจากแหล่งข้อมูลใด
|
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน ศุกร์ ที่ 18 สิงหาคม 2549, 20 : 37
น. IP : 203.113.67.40 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 3 |
 |
| ในการเสด็จหมู่ บ้านป่า ดงดอย กะเหรี่ยงของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ.2416 สมัยนั้นคงไม่ใช่เรื่องสนุกสักเท่าไรของบรรดาผู้ติดตาม ที่คนในพระนคร ได้มีผู้ติดตามจำนวนมาก แต่ก็เป็นผลดีต่อ คนกะเหรี่ยงหรือปกาเกอะญอ ที่ทำให้คนในราชสำนัก คนในเมืองหลวง และ ข้าราชการ ได้รู้จัก เข้าใจ คนกะเหรี่ยงมากยิ่งขึ้น ทำให้เราเห็นถึงความสัมพันธุ์ระหว่าง "ไพร่ ที่เป็นชนเผ่า กับ เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน" มีบทบันทึกของข้าราชการที่ตามเสด็จในครั้งนั้น ชื่อว่า ขุนวรกิจ ทิม ในนิราศกาญจนบุรี กล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น ซึ่งจะปรากฎในความเห็นที่ 4.. |
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน เสาร์ ที่ 19 สิงหาคม 2549, 07 : 57
น. IP : 203.113.67.38 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 4 |
 |
พอบ่ายห้าโมงเศษเสด็จประทับ
ขึ้นบนพลับพลาไชยไพรสนต์
พร้อมอำมาตย์มาตยาสามนต์
ดั่งดาวล้อมเดือนมณฑลศศิธร
ครั้นรุ่งพระสุริยาเวลาฉาย
กะเหรี่ยงนายนำหน้ามาสลอน
ดูรุงรังรำร่ายถวายกร
พระทรงศรแย้มพระสรวลชวนสำราญ
โปรดพระราชทานทรัพย์กับเสื้อผ้า
กะเหรี่ยงพาปรีเปรมเกษมสานต์
กราบถวายบังคมลาสาธุการ
ด้วยถิ่นฐานฐานันดรค่อนจะจน
บ้างได้ข้าวของป่ามาถวาย
พระโปรดปรายทรัพย์สร้างกุศล
โดยมหากรุณาประชาชน
ทั่วทุกคนสรรเสริญเจริญพร..
ยังครับ ยังมีอีก ที่น่าติดตาม เห็นไหมครับ บทกลอน พาไปยังร่องรอยทางประวัติศาสตร์ ที่กล่าวขานถึงเรื่องราวของคนกะเหรี่ยง(ปกาเกอะญอ) กับ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5 ของเรา |
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน เสาร์ ที่ 19 สิงหาคม 2549, 08 : 05
น. IP : 203.113.67.38 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 5 |
 |
| ไม่ทราบว่าจะผิด วัตถุประสงค์ของ ผู้ตั้งกระทู้นี้หรือเปล่านะ ที่ บทกลอนประวัติศาสตร์พาไป ถ้าเห็นว่าผิดเป้า เบี่ยงเบนประเด็นกระทู้ ก็จะได้ไม่รบกวนเนื้อที่ตรงนี้ ขอถาม จอหลู่แบ ( พี่ด้ายเหลือง ) |
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน เสาร์ ที่ 19 สิงหาคม 2549, 08 : 15
น. IP : 203.113.67.38 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 6 |
 |
| ขอบคุณ"คนโผล่"ที่กรุณาค้นคว้ามาให้พวกเราอ่านด้วยความภาคภูมิใจที่เจ้าฟ้าพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพี่น้องกะเหรี่ยงตั้งแต่อดีตกาล ยินดีเป็นอย่างยิ่ง อ๋อ..หลู่แบ แปลว่า เอียดฝ้าย คือ การแยกเมล็ดฝ้ายออกจากใยปุยฝ้ายนั่นเอง โดยใช้เครื่องเอียดที่ทำจากไม้ซึ่งจะมีเสียงดังตลอด เอีอดอาดๆ เพราะตอนเด็กผมงอแง โยเย เลยได้เป็นชื่อของผม |
|
| โดย จอหลู่แบ พาบะโคะ อ.ลี้ เมื่อ วัน จันทร์ ที่ 21 สิงหาคม 2549, 11 : 48
น. IP : 203.156.145.161 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 7 |
 |
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระองค์ได้พระราชนิพนธ์ เสภา ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างออกติดตาม นางวันทองที่หนีไปกับขุนแผน ดังมีใจความดังนี้
................ . ขุนช้างหันมาสั่งบ่าวไพร่
จงบอกพวกชาวดงพงไพร ที่เราได้ว่ากล่าวแต่ก่อนมา
กะเหรี่ยงละว้าอยู่ป่าใหญ่ ที่เคยมาชั่งเนื้อไม้กฤษณา
ไป่บอกข่าวป่าวร้องเรียกกันมา ห้าร้อยคอยท่าจะยกไป..
บทเสภาขุนช้างขุนแผนนั้นมีผู้แต่งหลายคน รัชกาลที่ 2 พระองค์ก็ทรงพระนิพนธ์ด้วย ในตอนที่ยกมานี้ จะเห็นว่า คนกะเหรี่ยงหรือ ปกาเกอะญอ นั้น ไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์แปลกหน้าในสังคมต้นยุครัตนโกสินทร์ และเป็นที่สังเกตุว่า ที่ไหนมีการกล่าวถึงกะเหรี่ยง มักจะมีการกล่าวถึงพวกละว้าด้วย จากตอนที่ยกมานี้ จะเห็นว่า คนกะเหรี่ยงเป็นกลุ่มคนที่นำของป่าออกมาขาย เช่นไม้หอม หรือไม้กฤษณา
ยังมีอีกนะ อดใจรอ นะครับ
|
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน จันทร์ ที่ 21 สิงหาคม 2549, 18 : 05
น. IP : 203.113.67.40 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 8 |
 |
อยากจะบอกกับ คุณ จอหลู่แบ และท่านที่ติดตามกระทู้นี อีกครั้งว่า สุนทรภู่ กวีศรีรัตนโกสินทร์ เป็นกวีที่รู้จักและคุ้นเคยกับคนกะเหรี่ยงหรือปกาเกอะญอ จนอาจจะเอ่ยได้ว่าเป็นเกลอ เป็นเสี่ยวกันก็ว่าได้ สุนทรภู่พูดภถึงสาวกะเหรี่ยงอย่างน่าสนใจ และสุนทรภู่ได้บันทึกการเดินทางเข้าไปยังหมู่บ้านของคนกะเหรี่ยง เพื่อนหาของดี..?? และภ้าไม่มีสุนทรภู่เราคนกะเหรี่ยง/ปกาเกอะญอ อาจจะไม่มีร่องรอยอะไรให้สืบค้น ตัวตนของเรา
อ้อ สุนทรภู่เกิดปี พ.ศ.2328 หลังจาก รัชกาลที่ 1 สร้างกรุงเทพฯเป็นเมืองหลวงได้ 4 ปี มาเสียชีวิตในปี พ.ศ.2398 ในสมัยรัชกาลที่ 4 อายุได้ 70 ปี
สุนทรภู่ ชมสาวกะเหรี่ยง/ปกาเกอะญอ..
นางกะเหรี่ยงเสียงเพราะ กหนองกะแหนง
สาวผูกลูกปัดแดง ประดับพร้อย
คิ้วตาน่านวลแตง ตลหม่อม จอมเอย
แค่งทู่หูยานย้อย อย่างละว้าพาคลาย
จะขยายความ บทนี้ในครั้งต่อไปนะครับ..แหมกำลังติดลม
|
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน พุธ ที่ 23 สิงหาคม 2549, 20 : 40
น. IP : 203.113.67.40 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 9 |
 |
| เอ..กะเหรี่ยงที่หมายถึง..เผ่าไหนกันนะ..โผล่วด้วยหรือเปล่าครับ พี่คนโผล่ว |
|
| โดย พา แคร์ เมื่อ วัน พฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม 2549, 14 : 08
น. IP : 124.157.161.142 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 10 |
 |
รุ่งเช้าเข้าบ้านกะเหรี่ยง เลี้ยงเหลือ
แกงฟักผักพริกมะเขือ ค่างปิ้ง
อึ่งแย้แช่เค็มเกลือ เกลียดขะยั่น กลั้นแฮ
เด้กบ่อชอบลอบทิ้ง ถ้วยข้วางซ้ำแสยง
วันรุ่งขึ้นสุนทรภู่พร้อมครธผู้ติดตาม ก็มาถึงหมู่บ้านกะเหรี่ยง คนกะเหรี่ยงก็ให้การต้อนรับด้วยไมตรีจิต จัดแจงหุงข้าว หุงปลาต้อนรับ สุนทรภู่กล่าวถึงอาหารกะเหรี่ยง มีทั้ง แกงฟัก ผัดพริก มะเขือ มี อึ่งแย้ที่ทำเค็มไว้ อีกทั้ง ค่างปิ้ง (ค่าง คือ สัตว์คล้ายๆลิง ที่เบ้าตาสีขาว หางยาวกว่าลิง ดูเหมือนว่าพี่น้องปกาเกอะยอเรียกว่า ตาซวา หรือไง) ปลากฏว่าคนติดตามคือเด็ก อาจจะเป็นลูกของสุนทรภู่ ไม่คุ้นเคยกับอาหารกะเหรี่ยง จึงเกิดอาการผะอืดผะอม ถึงกับลอบทิ้งอาหาร และคว่ำถ้วย
แหมอาหารคนบ้านป่าของคนกะเหรี่ยง อาจจะไม่คุ้นลิ้นของคนเมืองหลวง อย่างไรก็ตามสุนทรภู่รู้ว่าคนกะเหรี่ยง/ปกาเกอะญอ นั้น ชอบ สร้อยลูกปัด สุนทรภู่จึงตระเตรียมของสิ่งนี้ให้กับคนกะเหรี่ยงด้วย
ลูกปัดตัดให้สี่ สิบใบ
กะเหรี่ยงชอบยิ้มลไม ใส่ข้อ
หมากพลูสู่สมใจ จันอับ พลับเอย
ถามกวั่งนั่งพูดจ้อ จวบแจ่งแสงสูร
สุนทรภู่มอบลูกปัดให้กับคนกะเหรี่ยงเพื่อนคู่หูที่ชื่อ กวั่ง ชายกะเหรี่ยงชอบถึงกับยิ้มลไม รีบใส่ข้อมือ และกวั่งทั้งสองฝ่ายได้พุดคุยกันจนฟ้าแสงสว่าง
เรายังไม่ทราบว่า กะเหรี่ยงที่สุนทรภู่รู้จักคุ้นเคยนั้นเป็น โผล่ว หรือ ปกาเกอะญอ แต่เท่าที่เข้าใจคือว่า คนสยามนั้นนับแต่ต้นรัตนโกสินทร์ คุ้นเคยกับกลุ่มชาติพันธุ์ ที่พวกเขาเรียกว่า กะเหรี่ยง
ยัง..ยังมีอีกถ้าเบื่อก็บอกนะครับ
|
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน พฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม 2549, 20 : 31
น. IP : 203.113.67.38 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 11 |
 |
คนกะเหรี่ยงซึ่งเป็นผู้นำทางพร้อมกับคน ละว้า พาสุนทรภู่ เข้าไปหาแหล่งแร่ เหล็กไหล ในการเดินทางครั้งนั้น สุนทรภู่และคณะ ต้องเผชิญหน้ากับฝูงช้างป่า ต่างหนีเอาตัวรอด เป็นการผจญภัยที่สุนทรภู่มิอาจลืมเลือน สุนทรภู่กล่าวถึงการผจญกับช้างดังนี้
กะเหรี่ยงละว้าไล่ช้าง กลางโขลง
คบแกว่งแสงเพลิงโพลง พล่านร้อง
ช้างตื่นครื้อนเครงโยง เหยียดป่า ล่าแฮ
เซงแซ่แปร๋นแปร๋นซ้อง สนั่นหน้าป่าเปิง
คนกะเหรี่ยงกับละว้าขับไล่ช้าง อาวุธของกะเหรี่ยงก็คือหน้าไม้
กะเหรี่ยงละว้าหน้าไม้ส่อง ย่องบัง
ยิงแปปรกแสกหน้าปั๋ง ป่วนร้อง
งาหักปักกมับฉมัง หมุนป่วนซวนแฮ
ฝูงเถื่อนเพื่อนพยุงซ้อง แวกแส้แปร๋นแปร๋น
ยัง.. ยัง.. ไม่จบ ยังมีอีก ครับ และจะสรุปเรื่องให้เห็นว่า คนกะเหรี่ยงหรือปกาเกอะญอ นั้นต้องขอบคุณสุนทรภู่ กวีเอกของคนสยาม ที่ได้บันทึกเรื่องราวให้เราได้ทราบ ผู้คนในสมัยสุนทรภู่ก็ได้รับรู้เรื่องราวของคนกะเหรี่ยงก็โดยผ่านทางสุนทรภู่ เมื่อถึงวันสุนทรภู่ ก็อาจจะจัดการเสวนาว่าด้วยเรื่อง .."..สุนทรภู่กับคนกะเหรี่ยง.."ผมว่าน่าสนใจนะครับ เอานักประวัติศาสตร์ นักมานุษยวิทยา และนักเขียน กวี มาคุยกันเราอาจจะได้มุมมองอะไรที่น่าสนใจ จริงไหมครับ ..อ้าว ..เจ้าของกระทู้หายจ้อยไปเลย เมื่อไรจะกลับมาละครับ |
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน พฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม 2549, 11 : 14
น. IP : 203.113.67.38 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 12 |
 |
| นั่นนะสิ เจ้าของกระทู้หายไปไหน |
|
| โดย พา แคร์ เมื่อ วัน พฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม 2549, 12 : 36
น. IP : 58.147.4.213 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 13 |
 |
| ขออภัยครับคุณ"คนโผล่ว"พอดีติดภารกิจ ก็หาโอกาสเข้ามาเยี่ยมตลอด ภาคภูมิใจที่กะเหรี่ยงมีส่วนในประวัติศาสตร์ในอดีต ขอขอบคุณในความกรุณาสำหรับข้อมูลอันมีค่า |
|
| โดย จอหลู่แบ พาบะโคะ อ.ลี้ เมื่อ วัน ศุกร์ ที่ 1 กันยายน 2549, 12 : 40
น. IP : 203.156.145.161 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 14 |
 |
| ผมเคยเข้าไปเยี่ยมเยียนพี่น้องโผล่ว ที่ลี้ ที่บ้าน หัวขัว , หนองหลัก, พระบาทห้วยต้ม ,ผ่านไปบ้านห้วยหละ ผมเรื่องราวของพี่น้องกะเหรี่ยง/ปกาเกอะญอ เมือง ลี้ ,ทุ่งหวัช้าง,มีสิ่งน่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะภาพ วาดคนกะเหรี่ยง ที่บานหน้าต่างและ อุโบสถ ที่วัดพระบาทห้วยต้ม หรือแม้แต่รูปปั้นที่พี่น้องคนกะเหรี่ยงยืนแบกครูบาวงศ์ ที่ปากทางเข้า พระบาทห้วยต้ม ผมว่าคุณ จอหลู่แบ พาบะโคะ มีอะไรที่รับรู้ที่จะมาเล่าเรื่องราวของเราชาวกะเหรี่ยง/ปกาเกอะยอ เยอะแยะเลย ..จะรอเรื่องเราจากคุณ.. |
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน ศุกร์ ที่ 1 กันยายน 2549, 19 : 06
น. IP : 203.113.67.40 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 15 |
 |
| ครับ เคยไปแถว ๆ ลำพูนเหมือนกันนะ ไปดูภาพเขียนครูบาขาว ดูกระดูกก้อนกวางที่กลายมาเป็นหิน จอ หลู่ แบ เล่าสู่กันฟังบ้างเด้อ |
|
| โดย พา แคร์ เมื่อ วัน เสาร์ ที่ 2 กันยายน 2549, 11 : 34
น. IP : 58.147.4.213 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 16 |
 |
ฉันไม่เท่ห์ ไม่หล่อ ดั่งเธอหวัง
แต่ใจนี้ มันจริงจัง เธอรู้ไหม
อยากจะบอก ว่าใจฉัน นั้นมีใคร
ก็เธอไง คนน่ารัก ที่ชื่อ...
ขอโทษทีที่เขียนกลอนมาไม่ตรงกับที่บอกไว้ |
|
| โดย เมี่ยนตอน เมื่อ วัน อาทิตย์ ที่ 3 กันยายน 2549, 16 : 54
น. IP : 58.147.89.194 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 17 |
 |
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ..ความสัมพันธ์กับกะเหรี่ยง..
จะขอเริ่มต้นด้วย บทกลอนโคลงสี่สุภาพ ..โคลงภาพคนต่างภาษา..จิตรกรรมฝาผนังวัด พระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) วัดหลวงที่ รัชกาลที่ 3 ได้บูรณะระหว่างปี พ.ศ.2375 -2378 ซึ่งได้มีการวาดภาพคน..แปลกหน้านานาชาติของกรุงสยาม..จำนวนถึง 32 ชาติภาษา กะเหรี่ยงเป็นหนึ่งชาติภาษาในจำนวนนั้น และถูกกล่าวถึงเป็นภาพที่ 3 ดังมีบท กลอนดังนี้
ภาพกะเหรี่ยง
ใส่เสื้อเสมียนลว้าปิด กายสกนธ์
เมล็ดปัดกรองสวมคอ สูตรร้อย
แรมไร่ระไวหน ทางจรอก
เดิรดัดดูด้อยด้อย ด่านพลูฯ
เยียเหย้าอยู่ทรอกห้วย หุบดง
นามชื่อกะเหรี่ยงภู เพศนี้
ไป่เห็นกะเหรี่ยง จำภาพ ไว้พ่อ
กับกะเหรี่ยงจ่ากั้งชี้ เช่นกัน
ครั้งหน้าจะมาขยายความ .. |
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน พุธ ที่ 6 กันยายน 2549, 07 : 59
น. IP : 203.113.67.40 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 18 |
 |
คุณโผล่วครับ รู้สึกว่าคุณนี้เป็นคนที่สร้างสรรค์อีกคนหนึ่งนะครับ ที่มีความรู้และเก่งจัง อยากทราบว่าท่านพอรู้เรื่องเกี่ยวกับเย้าหรือชาวอีวเมี่ยนกับรัชกาลที่ ๙ ไหมครับ?
ให้ช่วยหามาเล่าให้ฟังหน่อยครับ.ขอขอบคุณมากครับ |
|
| โดย แสงเมี่ยน เมื่อ วัน พุธ ที่ 6 กันยายน 2549, 13 : 10
น. IP : 12.72.152.147 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 19 |
 |
บทกลอนว่าด้วยเมืองเชียงใหม่ ของคนปกาเกอะญอ/กะเหรี่ยง
พอ เจ โบะ พะเลอ กี่แม ...ดอกไม้บานที่เมืองเชียงใหม่
พะ ลอ หล่า แก เลอ ปวา เหว่... บานสะพรั่งจนกลายเป็นเมืองของคนอื่น
เหว่ เล กี่ แม อะ หน่า บอ ... เมืองหน้าผา(กำแพงเมือง)แลดูเหลืองอร่าม
เลอ เปลอ เหม่ ยวา หล่อ เฉ่ นอ ...เมืองที่ประทับของพระเจ้าในครั้งโบราณ...
เป็นตำนานว่าด้วยเรื่องเมืองเชียงใหม่ ของคน กะเหรี่ยง/ปกาเกอะญอ ที่ปรากฏในคำกลอนที่คนเฒ่าคนแก่ บอกเล่าสืบต่อกันมา.. |
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน อาทิตย์ ที่ 17 กันยายน 2549, 11 : 43
น. IP : 203.113.67.38 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 20 |
 |
| เบื้องหลังของ บทลำนำ ในความเห็นที่ 19 นั้น น่าสนใจเพราะมีนิทานหรือไม่ก็คือตำนาน ที่กล่าวถึง เมืองเชียงใหม่ ที่คนกะเหรี่ยง/ปกาเกอะญอ เคยปกครอง ต้องตกไปเป็นของชนชาติอื่น ในตำนานนั้นว่า ตกไปเป็นของคน จอแตะ หรือ โจเดีย หรือ อโยธยา( อยุธยา) และที่น่าสนใจอีกก็คือว่า ตำนานนี้ได้ถูกบันทึกไว้ใน ประวัติศาสตร์ของคนกะเหรี่ยงในพม่า และผู้ที่บันทึกตำนานนั้น อ้างว่า ได้รับฟังเรื่องนี้จาก กะเหรี่ยงในประเทศไทย และผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นคนเล่าเรื่องนี้ กลับไม่ใช่คน ปกาเกอะญอ/กะเหรี่ยง ใน ล้านนาหรือเชียงใหม่ ..กำลังจะหาเวลาเหมาะๆ มาเล่าสู่กันนะครับ |
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน อาทิตย์ ที่ 17 กันยายน 2549, 21 : 01
น. IP : 203.113.67.40 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 21 |
 |
Pij sooz kav kij dez aiv ปี่ ซู กะ กี่ เดอ แอะ ฝิ่นจะดีต้องคู่กับแอสไพลิน (แก้ปวด)
Nauj geiz kav kij dez paiz หน่อ เก กะ กี่ เดอ แพ สาวจะงามต้องคู่กับสร้อย
(ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง |
|
| โดย ธีร์ meizhtiz@baanjomyut.com เมื่อ วัน จันทร์ ที่ 18 กันยายน 2549, 11 : 33
น. IP : 202.129.34.212 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 22 |
 |
..เมื่อชาวกะเหรี่ยงเสียเชียงใหม่..??
ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ กะเหรี่ยง ที่ถูกรวบรวมและเขียนโดย ซอว์ อ่องละ นักประวัติศาสตร์ชาวกะเหรี่ยงในพม่า ได้กล่าวถึง ตำนานเมืองเชียงใหม่ ซอว์ อ่องละ เกริ่นเรื่องว่า เรื่องราวที่ท่านบันทึกนั้น ได้ ข้อมูลมาจาก ข้าราชการไทย ผู้หนึ่งที่ได้เดินทางไปไหว้พระเจดีย์ ชเวดากอง ในพม่า ชื่อ ว่า ..พระสุวรรณ ..ซึ่งพระสุวรรณ คือ ตำแหน่งเจ้าเมือง สังขละบุรี และ พระสุวรรณ หรือ พระศรีสุวรรณ คนสุดท้าย ได้รับการแต่งตั้งเป็น นายอำเภอคนแรกของ อำเภอ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ท่านได้เกษียณอายุ ในปี พ.ศ.2467 สมัย ร.6
ตำนานเมืองเชียงใหม่ ..มีกล่าวไว้ดังนี้.. |
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน อังคาร ที่ 19 กันยายน 2549, 10 : 20
น. IP : 203.113.67.38 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 23 |
 |
| เป็นคน ที่มีความรู้ที่แน่นมากคนหนึ่งเลยทีเดียว และก็เป็นคนที่มีอารมย์ทางด้านศิลปพอตัวเลยล่ะ เพราะจะมีการวางน้ำหนักของบทความ ความคาบเกี่ยวแต่ล่ะช่วง และการเชิญชวนให้ติดตาม ขออนุญาติตั้งชื่อให้ใหม่น่ะ คนโผล่วกวีผู้หยั่งรู้ เอามาลงอีกนักๆเน้อ จะถ้าอ่านอยู่ |
|
| โดย เย้าตะเวนแดง เมื่อ วัน อังคาร ที่ 19 กันยายน 2549, 15 : 27
น. IP : 81.62.240.19 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 24 |
 |
เอ้า..ขยับเข้ามาใกล้ๆซิ..เข้ามาอีกนิดหนึ่งก็ได้ จะได้ยินถนัดไง เอาหละ จะเริ่มเล่าแล้วนะ..
พระศรีสุวรรณได้เล่าให้ ซอว์อ่องละ ดังนี้....................................
เมื่อครั้งที่กะเหรี่ยงกษัตริย์กะเหรี่ยงยังครองเมืองเชียงใหม่ กษัตริย์พระองค์นี้ไม่มีพระราชโอรสที่จะสืบราชสมบัติ มีแต่พระธิดาเพียงพระองค์เดียว ฝ่ายกษัตริย์ จอแตะ (โจเดีย-อโยธยา-อยุธยา) รู้ว่าถ้ากษัตริย์กะเหรี่ยงสวรรคต จะไม่มีโอรสที่จะสืบราชสมบัติ จึงคิดมีไมตรีกับกะเหรี่ยง จึงวางแผนที่จะขอพระธิดากษัตริย์กะเหรี่ยงมาเป็น มเหสี แต่กษัตริย์กะเหรี่ยงไม่ยอม กษัตริย์ จอแตะจึงได้ปิดเส้นทางการค้า ปิดกั้นไม่ให้ส่งเกลือมายังเชียงใหม่ ปรากฏว่าประชาชนชาวกะเหรี่ยงเจ็บป่วยล้มตายไปจำนวนมากเพราะไม่ได้กินเกลือ พวกข้าราชการชาวกะเหรี่ยงจึงได้ไปอ้อนวอนต่อกษัตริย์ให้ยอมยกพระธิดาให้แก่กษัตริย์ จอแตะ
16ปีผ่านไป กษัตริย์กะเหรี่ยงสิ้นพระชนม์ บรรดาข้าราชการกะเหรี่ยงจึงได้ไปหากษัติย์จอแตะเพื่อจะขอพระโอรสที่เกิดกับพระธิดาของกษัตริย์กะเหรี่ยงกลับมาปกครองเชียงใหม่ แต่พระโอรสมีพระชนม์ เพียง 15 พรรษา กษัตริย์จะแตะบอกว่าให้มีพระชนม์ครบ 20 พรรษา เสียก่อนแล้วให้ข้าราชการกะเหรี่ยงมารับไปเพื่อเป็นกษัตริย์..
ขอโทษนะ เนื้อหา(กระทู้) ยาวไป ขออนุญาตยกไปวันถัดไป
..หนทางเดินถ้าไม่ได้ใช้อีกไม่นานก็จะลบเลือน ..ญาติพี่น้องถ้าไม่ไปมาหาสู่กัน อีกไม่นานก็จะไม่รู้จักกัน..เรื่องเล่าๆถ้าไม่นำมาเล่า อีกไม่นาน ลูกหลานก็จะหลงลืม..
|
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน อังคาร ที่ 19 กันยายน 2549, 20 : 41
น. IP : 203.113.67.40 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 25 |
 |
| ในฐานะเป็นผู้ตั้งกระทู้รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของพี่ๆน้องๆทุกท่านที่มีความรู้ สาระ มาฝาก ทักทายฉันท์พี่น้อง อ๋อ ท่านหลวงปู่ครูบาวงค์ ท่านครูบาอภิชัยขาวปี ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย คือบูรพาจารย์ของพวกเราชาวปก่ากะญอ อ.ลี้ อ.ทุ่งหัวช้าง เป็นแบบอย่างเป็นทุกอย่างของพวกเรา นำทานมังสวิรัต เว้นฆ่าสัตว์ตัดชีวิต,เข้าวัดทำบุญ, ปฏิบัติธรรม,ให้พอเพียง รักษาศีล 5 เป็นนิจ ท่านหลวงปู่ครูบาวงค์ สร้างพระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย (เจดีย์ชเวดากองจำลอง) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในบัวยอดฉัตรทองคำ ทรงบรรจุพระพุทธรูปเนื้อเงินบริสุทธิ์ในพระเจดีย์ ทรงยกบัวยอดฉัตรทองคำประดิษฐานยอดพระมหาธาตุเจดีย์ฯ และทรงเปิดป้ายพระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย ในวันพุธที่ 7 ต.ค.49 ขอเชิญเข้ารับเสด็จฯโดยทั่วกัน. |
|
| โดย จอหลู่แบ พาบะโคะ อ.ลี้ เมื่อ วัน พฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน 2549, 11 : 41
น. IP : 203.113.17.22 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 26 |
 |
ต่อกระทู้ที่ 24 ..หัวข้อ ..เมื่อชาวกะเหรี่ยงเสียเมืองเชียงใหม่..??
เมื่อพระโอรสของกษัตริย์ จอแตะ ที่เกิดกับพระธิดาของกษัตริย์กะเหรี่ยงมีพระชันษา ครบ 20 ปี บรรกดาข้าราชการกะเหรี่ยงก็มาทวงสัญญาที่กษัตริย์ แต่ข้าราชการชาวกะเหรี่ยงไม่ได้สวมเสื้อผ้าด้วยชุดกะเหรี่ยง ข้าราชการไทยกล่าวว่า พวกท่านไม่ไช่คนกะเหรี่ยงเพราะไม่ได้สวมชุดกะเหรี่ยง ขอให้พวกท่านกลับไปสวมชุดกะเหรี่ยงมาก่อนแล้วค่อยมาเจรจากัน พวกข้าราชการกะเหรี่ยงก็กลับไปเพื่อจะสวมชุดประจำเผ่า ฝ่ายข้าราชการไทยก็กลับไปทูลกษัตริย์ของตนว่า ก่อนที่บรรดาข้าราชการกะเหรี่ยงจะกลับมาและเข้ามาในพระราชวัง ขอให้บรรดาพวกผู้ชายออกไปจากวังให้หมดเหลือไว้แต่พวกผู้หญิงและเด็ก และให้แยกพวกข้าราชการกะเหรี่ยงออกเป็นกลุ่มๆ ให้บรรดาพวกผู้หญิงแต่งกายอย่างสวยงาม ต้อนรับด้วยการ ขับร้อง ร่ายรำ จัดอาหารและสุราอย่างดีมาเลี้ยงดูข้าราชการกะเหรี่ยงให้เมามาย ครั้นถึงเวลาที่ข้าราชการกะเหรี่ยงเมามายไม่มีสติก็ให้พวกผู้หญิงคนไทยฆ่าเสียทุกคน เมื่อถึงเวลาทุกคนก็ปฏิบัติตาม และข้าราชการกะเหรี่ยงก็ถูกฆ่าเสียสิ้นทุกคน ..
..ที่มาอ้างอิง..
วุฒิ บุญเลิศ " เมื่อกะเหรี่ยงสวนผึ้งลุกขึ้นพูด " น.32 กค.2546 โครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคกลาง โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) |
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน ศุกร์ ที่ 22 กันยายน 2549, 20 : 58
น. IP : 203.113.67.40 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 27 |
 |
บทลำนำ ..ทา ของคนกะเหรี่ยง ที่กล่าวถึง ชนชาติต่างๆ
************************************
คนถักเปียเบียดเบียน คนถักเปียข่มเหง
คนไทยบดขยี้ คนโญ(ยวน-โยนก) หายใจไม่ออก
คนไทยหายใจไม่ออก ผู้ปกครองบีบบังคับ
คนพม่าทางตะวันตกหลบหนีไป
เมื่อคนพม่ามีอำนาจก็สร้างรูปเคารพ
สร้างด้วย ไม้ หิน และทองเหลือง
เมื่อสิ้นยุคสมัยของคนพม่า คงเหลือเพียงแต่รูปเคารพ
เมื่อยุคของคนอื่นผ่านพ้นไป ยุคของคนกะเหรี่ยงก็มาถึง
ความยิ่งใหญ่ของกะเหรี่ยงมาจากพระเจ้า(ธรรม - ศาสนา )
สัญญาณสุดท้ายของการปกครอง เมื่อถึงเวลาที่ผู้คนสะพายย่าม
เมื่อได้สะพายย่ามของคนกะเหรี่ยง ในคราวนั้นคนกะเหรี่ยงจะรุ่งโรจน์
|
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน พฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน 2549, 10 : 25
น. IP : 203.113.67.36 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 28 |
 |
| ใครเคยอ่านเพชรพระอุมา จะรู้จักแงซาย หนุ่มทาสผู้ขอรับใช้ คุณหนูดาริน จบปริญญา อ่อนน้อม ถ่อมตน เก่งกาจสามารถทั้งไสยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ นิยายที่แสดงออกถึงสุพบุรุษกะเหรี่ยงโดยแน่แท้ |
|
| โดย ต่าเตอะเหลอะ www.udom.tabi@yahoo.com เมื่อ วัน พฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน 2549, 14 : 16
น. IP : 203.150.105.69 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 29 |
 |
ขยายความ..จากความคิดเห็นที่ 27..
************************
ในการศึกษา หรือสืบค้น เรื่องราวของ คนกะเหรี่ยงหรือ ปกาเกอะญอ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจากชาติพันธุ์เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกชนชาติใหญ่กำหนดให้เป็นชนชาติกลุ่มน้อย อีกทั้งในอดีตคนกะเหรี่ยงไม่รุ่งเรือง อย่างชนชาติอื่นๆ ที่อยู่รอบข้าง อาทิ สยาม พม่า มอญ ฉาน(เงี้ยว - ไทใหญ่ ) และ โย( ยวน - โยนก) และในประวัติศาสตร์ของคนกะเหรี่ยง ก็ไม่เคยเป็นมหาอำนาจ หรือมีผู้นำที่เป็นจอมกษัตริย์ดังเช่น อนอรธา (อนุรุทธ) บะยินนอง (บุเรงนอง)ของพม่า หรือ เสือข่านฟ้า ของไทใหญ่ ซึ่งชนชาติเหล่านั้นได้บันทึกเรื่องราวเผ่าพันธุ์ของตนปรากฏใน ลิก /ลาย หรือ ลายสือ คือหนังสือ
การค้นหาหลักฐานหรือร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของคนกะเหรี่ยง จึงต้องอาศัยหลักฐานของชนชาติข้างเคียงที่กล่าวมา เป็นแหล่งสืบค้น เพื่อหาหลักฐานที่หลงเหลืออยู่
ในอดีตคนกะเหรี่ยงไม่ค่อยได้มีการบันทึกเรื่องราวของตนลงใน หลังสือ /ลายสือ เรื่องราวของตนกะเหรี่ยงถูกส่งต่อผ่านทาง วิธีการบอกเล่า ที่ปรากฏใน ทา (บทกลอน ) ตำนานท้องถิ่น และทา หรือ บทกลอนจึงเป็นร่องรอยที่เหลืออยู่ แต่..นับวันจะเลือนหายไป เนื่องจาก ผู้รู้หรือปราชญ์ท้องถิ่นต่างก็ล้มหายไปตามกาลเวลา
อาจจะยาวเกินไปที่จะกล่าวถึงเบื้องหลังของ บท ทา หรือ ลำนำ ในความคิดเห็นที่ 27 เพียงแต่ ขอ เกริ่นๆ..สั้นๆเพียงนี้ก่อน ซึ่ง จะกลับมาร้อยเรียงเรื่องราว ของบท ทา หรือ ลำนำ ในครั้งหน้า นะครับ
|
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน พฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน 2549, 19 : 58
น. IP : 203.113.67.40 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 30 |
 |
ในความคิดเห็นที่ 27 ..
ที่มาของข้อความดังกล่าว ได้มาจากบันทึกของ กะเหรี่ยงในกลุ่มกอ๊ดอาร์มี่ (กองทัพของพระเจ้า) ที่ชายแดนไทย- พม่า ตรงข้าม อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ผู้บันทึกเขียนเป็นภาษากะเหรี่ยง และถูกแปลออกมาเป็นภาษาไทย จากบันทึกนี้บ่งบอกถึงเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่สัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ให้ภาพความ ขัดแย้ง สงครามการต่อสู้ อำนาจและ ปกครอง ที่เกิดขึ้นท่ามกลางชนชาติต่างๆ และคนกะเหรี่ยงอยู่ท่ามกลาง ความขัดแย้งของความสัมพันธ์เชิงอำนาจของชนชาติเหล่านั้น
คนกะเหรี่ยงมองว่าไม่มีอำนาจใดๆ ชนชาติใดๆ ที่จะยั่งยืน คงอยู่ โดยเฉพาะการปกครองที่มาจากการใช้อำนาจ และสงครามการเบียดเบียน คนกะเหรี่ยงจึงเห็นและเข้าใจถึงที่มาของอำนาจเหล่านั้นสงครามจึงไม่ใช่ทางเลือกของคนกะเหรี่ยง
และคนกะเหรี่ยงกลับมองว่า ความยั่งยืน และคงอยู่ของอาณาจักร์นั้นต้องมาจาก ไจ้ย หรือ เก่อ จ่า ยวา ซึ่งก็คือ พระเจ้า นั่นคือ ศาสนาหรือธรรม เท่านั้น
คนกะเหรี่ยงได้มองดูตนเอง และเปรียบเทียบกับชนชาติอื่นๆ ว่า ถ้าชนชาติอื่น "..สะพายย่าม.." ของคนกะเหรี่ยง แผ่นดินก็จะร่มเย็นและรุ่งเรือง..
ความหมายของ..ย่าม.. ย่ามคือของใช้ติดกายประจำตัวของคนกะเหรี่ยง เป็นเครื่องใช้สำหรับใส่ของ เช่น บุหรี หมาก พลู หรือสิ่งของอื่นๆ เรามักจะเห็นคนกะเหรี่ยงสะพายย่าม ไปในทุกๆที่ ย่ามจึงเป็นของคู่ตัวคู่กาย เป็นสิ่งคู่ตัว ขาดไม่ได้ เช่นเดียวกัน สิ่งที่คู่ตัวตนของทุกคนที่จะต้องมีและต้องติดตัวคือ ..ศิลธรรม..หรือ ..ธรรม.. หรือศาสนา..จะเรียกว่า พระเจ้า /ไจ๊ย หรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อมนุษย์ทุกชาติภาษามีศาสนา โลกนี้ก็สงบสุข ...คนกะเหรี่ยงก็จะอยู่อย่างร่มเย็น |
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน จันทร์ ที่ 2 ตุลาคม 2549, 21 : 34
น. IP : 203.113.67.40 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 31 |
 |
อยากจะขยายความ เรื่อง ..ย่าม.. ซึ่งหมายถึง คุณธรรม /ศาสนา / ศิลธรรม คนต่างเผ่าพันธุ์ที่สัมพันธ์กับคนกะเหรี่ยงได้ให้มุมมองต่ออุปนิสัย ใจคอ ของคนกะเหรี่ยง ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้....
1.
ชาวกะเหรี่ยงมีศิลธรรมดีเยี่ยมหลายประการ พวกเขามีสติ รู้จักยับยั้งชั่งใจ เขามีความศรัทธาเชื่อมั่น(ให้เกียรติ์)ในบุคคลอื่น..เซอร์ จอนห์เบาริ่ง..
...พวกกะเหรี่ยงเป็นคนหัวอ่อน รักสงบ เชื่อคนง่าย ความชั่วร้ายชนิดโจ่งแจ้งนั้นปรากฏให้เห็นน้อยมาก ศีลธรรมของพวกเขาในด้านอื่นๆก็สูงกว่าพวกที่เจริญกว่า ...พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์..
....ชาวกะหรี่ยงเป็นคนรักความสงบ อยู่กับธรรมชาติที่เป็นป่า เป็นคนที่ไม่ชอบสงคราม ไม่มีความทะเยอทะยาน...โรนัน ดี.รีนาร์ด..
..ท่ามกลางสงครามบางชนชาติสูญหายไป บางชนชาติหดเล็กลง ขณะที่บางชนชาติอย่างกะเหรี่ยงที่ไม่เคยสร้างอาณาจักร์ราชวงศ์ กลับดำรงและขยายเผ่าพันธุ์ไว้ได้จำนวนมาก โดยมีศีลธรรม ความซื่อตรง เอื้อเฟื้อต่อกัน ต่อคนเผ่าอื่นอย่างสูง จนมีสมญาว่า " ปราชญ์แห่งขุนเขา" ..กัญญา ลีลาลัย |
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน อังคาร ที่ 3 ตุลาคม 2549, 08 : 22
น. IP : 203.113.67.38 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 32 |
 |
ขอโทดทีคับ อยาก ทราบประวัติ ภาพวาดบนผนังวัดโพธิ์(วัดเชตุพน) เป็นศิลปะ ประมาณไหน มีคัยพอจะทราบบ้างไหมครับ หาได้จากตรงไหน ขอโทษนะครับที่มารบกวน บอร์ด
ส่งเมล ติดต่อกลับก็ได้ นะครับ |
|
| โดย อ้น aonbetta@hotmail.com เมื่อ วัน พฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม 2549, 22 : 09
น. IP : 124.120.87.5 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 33 |
 |
คุณ อ้น คุณลองไป ดูเอกสาร เรื่อง..
..คนแปลกหน้า นานาชาติ ของกรุงสยาม..ใน "โคลงต่างภาษา" ที่วัดโพธิ์ งานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณา ชินแรกของสยาม ..โดย..ทวีศักดิ์ เผือกสม สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นครศรีธรรมราช
พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2546
ประวัติศาสตร์เผชิญหน้าท้าทายคนตะวันตก ของชนชั้นนำแห่งกรุงสยาม
อ่านและศึกษาแล้ว..มันส์ สะใจจริงๆ
ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ สำนักพิมพ์มติชน |
|
| โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน ศุกร์ ที่ 6 ตุลาคม 2549, 13 : 27
น. IP : 203.113.67.38 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 34 |
 |
| ขอขอบคุณ คนโผล่วมาก ๆที่เอื้อเฟื้อความรู้นี้ไว้ใจเวปนี้
กับข้อมูลทุกบรรทัดยอมรับอย่างหนึ่งว่าท่านเป็นผู้รู้อย่างถ่องแท้ ขอเป็นกำลังใจให้ท่านต่อไปครับ
แหม่...หล่อเลือกได้ยังไม่พอ ยัง เก่งอีกต่างหาก อิ ๆ ๆ ๆ |
|
| โดย ปุ๊จั่ง เมื่อ วัน อาทิตย์ ที่ 25 เมษายน 2553, 14 : 26
น. IP : 61.7.228.222 |
|
|
| ความคิดเห็นที่ 35 |
 |
| Facing the Cheap christian louboutin sale I think most of you will fall in love with the sexy shoes. Yes, they have the sensational out looking, and also the gorgeous colors. Christian Louboutin Sale could always show their attractive to the ladies, for their fashion designs, the gorgeous colors, and also the great discount for Cheap discount christian louboutin! When I was in my childhood, I saw so many christian louboutin online with the Fashionable young at the time. And at the time I had a very pure Christian Louboutin Online dream, I wanted to grow up soon, so that I could wear the high-heeled Cheap Christian Louboutin Shoes. In my young concept, I thought the high-heeled christin louboutin shoes would be the most sexy and beautiful things in the world. Now I was grew up, and also able to have the high-heeled Louboutin Shoes wore. My dream with cheap christian louboutin Sale had finally came true. I was so Christian Louboutin Boots excited in christian louboutins Sale when I was planting to buy my first pair of high-heeled shoes, with a little nervous and much of excite. I could still remember the special feeling with christain louboutin Sale. |
|
| โดย christain louboutin เมื่อ วัน พุธ ที่ 4 พฤษภาคม 2554, 17 : 51
น. IP : 74.82.188.93 |
|
|
|
|
|
|