หกเผ่าชาวดอย|เกี่ยวกับโครงการ|กระดานข่าว|สมุดเยี่ยม|English 
กะเหรี่ยง ม้ง เมี่ยน ลาหู่ ลีซู อาข่า เผ่าอื่นๆ
เว็บบอร์ด Hilltribe.org (กติกาและมารยาท)

|ห้องสนทนาทั่วไป | ห้องอาข่า | ห้องเมี่ยน | ห้องม้ง |ห้องลาหู่ | ห้องลีซู | ห้องกะเหรี่ยง | ประกวดหนังสั้น |
Untitled Document
วิถีชนชาติพันธุ์อ่าข่า   
กลุ่มชนชาติพันธุ์อ่าข่า “หญ่าญี่หญ่า”
บทคัดย่อเรียบเรียงโดย.พระอาเจอะ อิทธิญาโณ

“ข่า”เป็นชนอีกกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง ในหนังสือ “30 ชาติพันธุ์ในเชียงราย” ของบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ นับข่าเป็นชาวชาติพันธุ์อีกกลุ่มหนึ่ง โดยถือว่า “ข่า” เป็นชื่อเรียกชาวชาติพันธุ์หลายกลุ่มซึ่งมิใช่พวกที่ได้รับอิทธิพลจากจีน เช่น “ข่ามุ-ขมุ ข่าค้อ-อีก้อ” และ “ข่าบิด” เป็นต้น หากเป็นกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจากจีนแล้วจะเรียกว่า “แข่”

ข่าเป็นกลุ่มชนที่มีความเป็นมายาวนาน เล่าเป็นนิยาย ปรัมปราเรื่อง “อุ่มแบ่ะแง่ะ” ซึ่งกล่าวถึงน้ำท่วมโลกว่า มีสองพี่น้องชายหญิงพากันไปขุดตุ่น (บ้างว่าขุดอ้น) เมื่อพบตัวตุ่นแล้วก็ทราบว่าจะเกิดน้ำท่วมโลก ตัวตุ่นบอกให้สองพี่น้องหลบเข้าไปข้างในกลอง ดังนั้นเมื่อถึงบ้าน สองพี่น้องจึงได้ทำกลองขนาดใหญ่แล้วหลบเข้าไปอยู่ข้างใน ต่อมาเมื่อเกิดน้ำท่วมโลก ผู้คนตายหมด เหลือแต่สองพี่น้องคนที่อยู่ในกลอง จากนั้นสองพี่น้องจึงแยกย้ายกันไปหาคู่ครอง แต่ไม่พบใครรอดชีวิต ดังนั้นสองพี่น้องจึงตกลงอยู่กินกันฉันสามีภรรยา หลังจากนั้น 3 ปี ก็มีบุตรคลอดออกมาเป็นน้ำเต้า จึงนำไปแขวนไว้ข้างเตาไฟ ในขณะที่สองสามีภรรยาไปทำงานในไร่ ก็ได้ยินเสียงผู้คนร้องอยู่ในน้ำเต้าลูกนั้นหลายคราว วันหนึ่งผู้เป็นสามีจึงใช้เหล็กแหลมเผาไฟเจาะรูผลน้ำเต้า ทันใดนั้นก็ได้มีผู้คนพากันเบียดเสียดกันออกมาจำนวนมาก เขาจึงใช้สิ่วเจาะอีกรูหนึ่งให้กว้างขึ้น ผู้คนที่เหลืออยู่ก็พากันกรูออกมาตามรูที่เจาะ บรรดาผู้คนที่ออกมาก่อนจึงมีผิวคล้ำเพราะต้องเบียดเสียด สีกับเขม่าไฟ ซึ่งเชื่อว่าต่อมากลายเป็นบรรพบุรุษของชนเผ่าข่า ถือเป็นผู้อ้าย หรือพี่ของชนเผ่าอื่น ส่วนชนเผ่าไท-ลาวและเผ่าอื่นๆ ซึ่งออกมาตามช่องที่ใช้สิ่วเจาะจึงมีผิวขาวและถือเป็นผู้น้อง นิยายปรัมปราเรื่องนี้เล่าสืบต่อกันเป็นหลายกลุ่ม มีเนื้อหาแตกต่างกันไปบ้าง เช่น เผ่าลาวมีนิทานเรื่องน้ำเต้าปุง ซึ่งกล่าวถึงเรื่องน้ำท่วมโลกในทำนองเดียวกัน
ข่าแบ่งเป็นหลายพวก เช่น ข่ามุ ข่าเมต ข่าฮอก ข่าเกี่ยว ข่าเพน ข่าลอก ข่าก้อ ข่าปอก ข่าน้อย ข่ากะเวน ข่าวะ ฯลฯ ในที่นี้กล่าวเฉพาะกลุ่มใหญ่ 3 พวกแรกคือ ข่ามุ ข่าเมต และข่าฮอก ดังนี้

ข่ามุ
“ข่ามุ” หรือ “ขมุ” เป็นชนชาวเขาที่มีภูมิลำเนาอยู่ในลาวตอนเหนือ เช่น เมืองไทร น้ำเกิด น้ำแบง น้ำทา น้ำลา น้ำกวาง น้ำยาว ฯลฯ เหตุที่เข้ามาประเทศไทยเพราะมารับจ้างทำงานตามโรงบ่มใบยาสูบ โรงสี ด้วยทางอินโดจีนกันดารเจ้าหน้าที่คอยเรียกตัวเอาไปใช้ โดยมิได้รับค่าจ้างเป็นเงินเพียงแต่ให้อาหารรับประทานเท่านั้น
ทำเลการตั้งหมู่บ้าน มักอยู่บนเนินสูงและอยู่ริมน้ำเพื่อใช้น้ำสำหรับอาบ ช่วง พ.ศ.2490 เมืองไทรมีข่ามุอยู่ 180 หลังคาเรือน ก่อนเข้าถึงหมู่บ้านมีศาลเจ้าเล็กๆ มีที่ตั้งและวางดอกไม้ คนนอกบ้านหรือต่างถิ่นจะเข้าหมู่บ้านเองไม่ได้ ต้องมีคนหมู่บ้านนั้นออกไปรับเข้ามา ถ้าจะออกจากหมู่บ้านก็ต้องออกไปส่ง หิ้งผีอยู่ในห้องนอนทำเป็นชั้น ทำไว้บนที่สูง ประตูบ้านอย่างประตูธรรมดาสร้างด้วยไม้ไผ่ขัดกัน

รั้วบ้านสร้างอย่างรั้วขัดถี่ สูงขนาดราวนมทุกบ้านบริเวณบ้านมีลานเล็กๆ สำหรับเลี้ยงไก่ ยุ้งข้าวเป็นเรือนหลังน้อย สูงประมาณ 2 วาเศษจากพื้นดิน หลังคามุงด้วยหญ้าคา ตั้งอยู่นอกบริเวณรั้วบ้าน และอยู่ไกลจากบ้านผู้ซึ่งเป็นเจ้าของระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ยุ้งข้าวตั้งอยู่ไกลแต่ไม่มีการลักขโมย ถ้าต้องการเอามาตำก็ไปตักเอาเป็นครั้งคราว คอกหมูใช้ไม้กระบอกมาขัดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยมีเสาปักอยู่ที่ด้านทั้งสี่และขนาบด้วยไม้เสาเล็กอีกด้านหนึ่ง โดยให้ปลายไม้กระบอกมารวมกันที่มุมนั้น แต่โดยมากใช้ผูกสะพายแล่ง เพราะไม่ต้องมีการสร้างคอก ไม่ได้เลี้ยงหมูกันทุกบ้าน เล้าไก่สร้างอยู่ด้านข้างหรือหลังบ้านเป็นเพิงหมาแหงนหลังย่อมๆ ขนาดบรรจุไก่ได้ 20-30 ตัว คอกวัว ควาย ใช้ไม้เสาขนาดใหญ่ปักแล้วเอาไม้ซางผ่ากลางติดกับเสาเป็นคอก สูงประมาณวาหรือวาเศษ

มีครกอยู่ 2 ชนิด ชนิดหนึ่งตำด้วยเท้าเหยียบอย่างคนพื้นเมือง ครกอีกแบบหนึ่งสูงจากพื้นดินประมาณ 3 ศอกใช้ยืนตำหรือใช้ไม้ปลายทำคล้ายรูปค้อนตีเหล็ก ทุบลงไปในครก ยืนตำข้าวครั้งละ 2-3 คน โดยผลัดกันตำคนละครั้ง ส่วนที่ใช้ค้อนนั้นจะตำเพียงคนเดียวเท่านั้น รูปร่างบ้านเหมือนกระท่อมเล็กๆ ซึ่งมีชานทำติดกับที่รับแขกบางแห่งมีฝาต่ำๆ กั้น บางแห่งไม่มี ถัดจากที่รับแขกไปเป็นห้องนอน ทางปลายตีนห้องนอนทำฝาสูงติดหลังคา ถ้าเดินไปครัวไฟต้องออกจากประตูห้องรับแขกแล้วเดินตามนอกชานไปครัวไฟ ในครัวมีหิ้งสำหรับวางสิ่งของต่างๆ เช่น พริก เกลือ หรืออาหารที่ทำแล้วไว้บนหิ้งนั้นและใช้สำหรับย่างพริก-เนื้อได้อีกด้วย

ข่ามุ มีแต่ไร่สวน ไม่มีนา ต้นเดือนมีนาคมเริ่มถางป่า ได้ประมาณ 10 กว่าวันก็เผา พอเดือนเมษายนเริ่มต้นปลูกข้าวไร่ ต่อมาอีกประมาณ 4 เดือนเกี่ยวข้าวได้แล้ว ก็ปลูกพริก ฝ้าย ต่อไป บางแห่งปลูกข้าวโพดไว้รับประทาน และเลี้ยงสัตว์ปลูกยาสูบพันธุ์พื้นเมือง โดยลงมือเพาะเมล็ดยาในช่วงปลายเดือนสิงหาคม พอกล้ายาอายุได้ 30-35 วัน ก็นำไปปลูกในช่วงกลางเดือนตุลาคม อีก 2 เดือนต่อมาก็จะตอนกิ่งและยอดเพื่อให้รสฉุน เมื่อใบแก่พอจะเก็บได้แล้วก็ลงมือเก็บไปอบไว้ในเข่ง 3-4 คืน จนยากลายเป็นสีเหลือง จึงนำไปหั่นด้วยมีดบางๆ ขนาดกว้างเท่าฝ่ามือ มีเขียงซึ่งทำเป็นรูสำหรับเอาใบยาม้วนกลมเท่ารูนั้นยัดเข้าไปในรูซึ่งมีรองใบยานั้นอีกด้วย เพื่อให้ยาสูบมีที่วางและคอยเลื่อนม้วนใบยาออกที่รูเรื่อยๆ ด้วยมือซ้าย ส่วนมือขวาถือมีดซอยเรื่อยไปให้บางที่สุด ที่ใช้ตากยาทำด้วยไม้ไผ่หรือต้นอ้อเป็นแตะ นำยาไปตากสัก 3 แดด โดยหมั่นคอยพลิกข้างล้างไว้ข้างบน กลางคืนไม่ต้องเก็บนอกจากมีฝน เมื่อยาแห้งดีแล้วจึงมัดเป็นก้อนใส่ในแข่งที่กรุด้วยใบตองสาดแล้วเก็บไว้บนหิ้ง ยาสูบปลูกมากว่าพริก ฝ้าย เพราะเขาต้องใช้สูบกันทุกวัน ถ้าหาซื้อจากที่อื่นจะต้องซื้อในราคาแพง
เครื่องใช้ในบ้าน เช่น ภาชนะใส่อาหาร ถาดวางใส่ถ้วย ใช้ไม้ไผ่สานเป็นแตะเล็กๆ หรือกระด้งแทนถาด ถ้วยแกงใช้กระบอกไม้หก (ไม้ไผ่ชนิดหนึ่งลำใหญ่) ซึ่งกลมขนาดถ้วยตราไก่ ตักสูงขนาดฝ่ามือ ช้อนใช้ตาไม้ซาง ตัดจากลำต้นเจาะขูดข้างในออกจนมีรูงอและใช้กิ่งจากลำต้นซึ่งติดจากตาต่างคันด้ามช้อน หรือใช้กะลามะพร้าวทำช้อนหรือทัพพีตักแกง ไหนึ่งข้าวใช้หวดอย่างชาวหลวงพระบาง หรือบางทีใช้กระบอกไม้ต่างหม้อข้าวซึ่งเรียกว่า “หลาม” เอาข้าวใส่และน้ำใส่เผาไฟ กระบอกไม้หกหรือไม่ซางใส่น้ำไว้ใช้ต้มแกง ข่ามุส่วนมากชอบสูบกล้องซึ่งทำด้วยเหง้าไม้ไร่ สวนครัวมีอยู่ข้างหลังบ้าน ซึ่งปลูกพริก มะเขือ เป็นต้น สัตว์แทบทุกชนิดใช้เป็นอาหารได้ เช่น ตุ๊กแก งู หนู ตะกวด เขียด และกิ้งก่า เป็นต้น การปรุงอาหารทำกันอย่างง่ายๆ ตั้งหม้อเอาน้ำใส่ เด็ดพริก ใส่เกลือเด็ดผักใส่ พอสุกก็ยกลงรับประทานได้ ใบไม้อ่อนเป็นอาหารได้เกือบทุกชนิด ถ้าไม่มีผัก มีเพียงพริกเม็ด เกลือก้อน ข้าวนึ่งหนึ่งปั้นก็รับประทานได้หนึ่งมื้อ ข่ามุชอบอาหารที่ทำจากผักและมีรสเผ็ดจัด เค็มจัด ไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่ วันไหนไม่ได้รับประทานพริก วันนั้นไม่สบาย ชอบเดินรับประทานอาหารมากกว่านั่ง เอาพริกสด เกลือหรือน้ำพริกใส่ลงกลางข้าวนึ่งปั้น แล้วเดินรับประทานไปเรื่อย ถ้าหมดกลับมาเอาอีก ดื่มสุราเก่ง สูบบุหรี่รสฉุนจัด กินง่ายนอนง่าย และการใช้จ่ายกระเหม็ดกระแหม่

เครื่องแต่งกายชายแก่หรือหนุ่มเหมือนกัน คือสวมเสื้อผ้าสีน้ำห้อมหรือสีคราม แขนสั้นแค่บ่า ตัวยาวปิดก้น ผ่าปลายเสื้อเท่ามือ มีกระเป๋าที่อกทั้งสองข้าง นุ่งกางเกงคล้ายจีนแต่เย็บที่ก้นหย่อนยานคล้ายถุง เกล้าผมไว้กลางศีรษะคล้ายแขกซิกข์ มีกำไลเงินที่แขนทั้งสองและที่คอ ถ้าร่ำรวยก็มีหลายห่วง บางคนสวมที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง ชอบสักตามเนื้อตัว เช่น จากแขนขาถึงศีรษะ เข่าและน่องถึงข้อเท้า ไม่สวมหมวก แต่ใช้ผ้าแดงหรือผ้าขาวพันรอบศีรษะคล้ายลื้อหรือไต ถ้าใคร ไม่มีรอยสักถือว่าไม่ใช่ผู้ชาย เจาะหูทั้งสองข้าง เสียบดอกไม้แดงกลางหูที่เจาะนั้น

หญิงสาว-สาวแก่และแม่หม้ายแต่งกายเหมือนกัน คือสวมเสื้อแขนยาวรัดข้อมือ เสื้อปล่อยชายแค่บั้นเอว ผ่ากลางอกมีกระดุม บางคนทำกระเป๋าที่หน้าอก บางคนไม่ทำ เสื้อย้อมด้วนน้ำห้อมเป็นสีน้ำเงินทั้งนั้น ไม่มีปักลวดลาย นุ่งซิ่นแบบหญิงชาวหลวงพระบาง เป็นด้ายล้วน มีขีดแดงและขีดเขียวหรือน้ำห้อม คนไหนมีฟันสีดำ คนนั้นสวย สวมกำไลข้อมือและข้อเท้าใส่ห่วงคอ ต่างหูทำคล้ายรูปแหวนเจาะที่รูหู ถ้าฐานะยากจนจะไม่แต่งเลย แต่รูหูใช้ดอกไม้หรือใบลานม้วนกลมๆ สอดในรูหูทั้งสองนั้น ถ้าเป็นสาวสวมเสื้อชั้นในทำด้วยผ้าฝ้าย สีน้ำห้อมอย่างธรรมดา ถ้าเป็นหญิงแก่สวมเสื้อนอกหรือชั้นในอย่างเดียว เด็กชายสวมเสื้อคล้ายหญิงสาว แขนยาว ผ่าอกมีกระเป๋า 2 ข้าง นุ่งกางเกงก้นหย่อน สวมกำไลคอ แขนและข้อเท้า เจาะรูทั้งสอง ถ้ายากจนก็ปล่อยตัวเปล่าล่อนจ้อนจนถึง 10 กว่าขวบจึงได้สวมเสื้อผ้า เด็กหญิงสวมเสื้อคล้ายหญิงสาว นุ่งซิ่นลา ถ้ายากจนก็ปล่อยตัวเปล่าเปลือยไม่สวมเสื้อ เปิดให้เห็นถันทั้งสองข้าง นุ่งซิ่นอย่างเดียวเท่านั้น ชาย-หญิง สาวแก่และแม่หม้ายที่มั่งมีจะสวมรองเท้าฮ่อ ปลายรองเท้างอนคล้ายสักหลาด รองเท้าชาย-หญิงมีลักษณะเหมือนกัน

ภาษาข่ามุไม่คล้ายภาษาชาติใด คำนามสิ่งของ เช่น ไม้-สะออง ไฟ-ปะเลื้อ น้ำ-อม ข้าวเปลือก-เงาะ ข้าวสาร-โล้ะโก้ะ ข้าวสุก-มา เกลือ-มาร์ ใบตอง-ละ เส้นหวายหรือเส้นตอก-ละนอม เสื้อ-แต๋บ ชื่อผู้ชาย เกย-ดอก-อ่อน-ข่าง-ไว-สี-สุก-เลา-คูน-ส้อย ชื่อผู้หญิง แก้ว-ปาน-นวล-ดี-เยาว์-โล๊ะ-กัน-พี่-เอก-แสง ข่ามุไม่ใช้นามสกุล เรียกชื่อ เช่น อ่อนลูก อ้ายเกย ประโยคข่ามุ เช่น ยอตะปริม้อดสะออง-เข้าป่าตัดฟืน ก่อนนี้มเบลี้ยเบลี้ย-หญิงสาวสวยเหลือเกิน เจ้าะตะก๋าดแหว้ละเอื้อกบุรี้-ไปตลาดซื้อใบตองมวนบุหรี่ โอปะนึง-ฉันไม่รู้เรื่อง เยะเอาอมเอื้อก-ขอน้ำดื่มหน่อย เป้อะมา-กินข้าว ยอตะกี้ม้อดสตางค์แหว้ดโล้งโก๊ะ-มานี่ก่อนเอาสตางค์ไปซื้อข้าวสารที ฯลฯ

เครื่องดนตรี มีแคนอย่างภาคอีสาน ปี่ทำด้วยไม้ซางหรือทองเหลือง ใช้ปากเป่า พร้อมทั้งใช้มือดีด มีแต่เสียงสูงต่ำเท่านั้น เสียงดังคล้ายแมลงหวี่และแมลงวัน ฆ้องทองเหลืองมีไม้หุ้มผ้าตี กลองคล้ายม้านั่งกลมแต่ขึงด้วยหนังวัวควาย ตีเสียงดังตึงๆ แคนและปี่ใช้เป่าเวลาไปเที่ยวสาวยามค่ำคืนพร้อมมีการขับร้องคลอไปด้วย ฆ้องกลองใช้ในงานแต่งงานหรือขึ้นบ้านใหม่

ข่ามุ ทำไร่บนไหล่เขา ปลูกข้าว พริก ฝ้าย ทำสวนกล้วย อ้อย รับจ้างถ่อเรือ บางพวกชอบเข้ามารับจ้างทำงานในเมืองไทย เช่น มีคนนำเข้ามา เรียกว่า “นายฮ้อย” ไปขอรับรองจากบิดามารดาของเขา จะพาตัวมาทำงานโดยทำสัญญาให้แก่บิดามารดาและผู้ใหญ่บ้านว่า ถ้าพาไปทำงานพอครบรอบปีจะพาตัวมาส่ง ถ้าไม่นำกลับมาด้วยต้องปรับเงิน 50 หมันเก่า (เหรียญอินโดจีน) นายฮ้อยให้เงินแก่บิดามารดา 1 หมัน เมื่อนายฮ้อยเที่ยวรวบรวมคนได้ประมาณ 20 กว่าคน และชายข่ามุเหล่านั้นต่างได้ฟันไร่ใส่ข้าวไร่ให้บิดามารดาหรือญาติของตน เสร็จแล้วก็พากันออกเดินทางในปลายเดือนพฤษภาคม มีเสบียงอาหาร ซึ่งโดยมากมีข้าว พริก เกลือ และยาสูบ ต่างมีมีดสั้นและดาบเป็นอาวุธป้องกันตัว ระยะทางจากเมืองไทยถึงห้วยทราย 25 วัน นายฮ้อยซึ่งเป็นคนรักษาความปรอดภัยและเลี้ยงอาหารการกิน ต้องเป็นคนชำนาญทางเพราะหนทางต้องเข้าป่าข้ามเขาและคอยหลบหนีเจ้าหน้าที่ ทางจากห้วยทรายมาทางเรือยนต์ ใครต้องการจ้างก็นำตัวไป แต่ต้องวางเงินเท่าจำนวนเงินเดือนหนึ่งเดือนล่วงหน้าให้แก่นายฮ้อยเป็นค่านายหน้า และต้องจ่าค่าเลี้ยงดูกับเงินเดือนอีก 11 เดือนเป็นของผู้ทำงาน พอครบรอบ 1 ปี นายฮ้อยก็นำกลับส่งบ้านเดิมของเขา ถ้าคนที่มาทำงานตายลงก็ต้องนำเอาเสื้อผ้าของคนนั้นไปให้บิดามารดาเพื่อทำบุญไปให้ผู้ตาย ถ้าลูกน้องคนใดจะไม่กลับบ้านต้องฝากเงินนายฮ้อยไปให้บิดามารดาของตน

ข่ามุที่มาทำงานในเขตไทยและไม่กลับคืน มีลูกมีเมียในเมืองไทย เช่นหลายครัวเรือนที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายโดยมากมาตั้งแต่อายุ 10 กว่าปี บิดามารดาไม่มีชีวิตอยู่ทางโน้นแล้ว จึงไม่กลับบ้าน บางคนเป็นคนขับรถยนต์สายลำปาง-แม่สายก็มี ข่ามุไม่ชอบค้าขาย ชอบทำไร่หรือเป็นลูกจ้างเท่านั้น ชาวหลวงพระบางและลื้อเขตลาวเรียกข่ามุว่า “ข้า” เพราะชอบเป็นคนใช้ของผู้อื่น ข่ามุในไทยถ้าใครเรียกว่า “ข่ามุ” ไม่ชอบ ต้องเรียก “ไทยใหม่” ข่ามุที่อยู่ใกล้แม่น้ำทาก็จะพากันไปหาปลาในแม่น้ำทา เครื่องจับปลาคือ สอด แห และอวน เหมือนพวกชาวหลวงพระบาง การล่าสัตว์ ถ้ามีปืนคาบศิลาก็ใช้ปืนนั้น ถ้าไม่มีใช้หน้าไม้หรือหอกซึ่งปลายแหลมทำด้วยเหล็กแหลมคม ใช้สำหรับพุ่งสัตว์ เลี้ยงหมูบ้านละตัว 2 ตัว ไก่ 10 กว่าตัว ถ้าเป็นคนร่ำรวยจะเลี้ยงวัว-ควายไว้ฆ่ากิน หมู ไก่ เลี้ยงมาก ไก่เลี้ยงกันตามบ้านเพื่อเอาไว้มัดมือเรียกขวัญ เซ่นผีเวลาเจ็บไข้

อาหารการกิน สำหรับคนยากจนกินเนื้อสัตว์และผักโดยไม่ค่อยเลือก สัตว์ที่ใช้เป็นอาหารมีเขียด งู หนู ตุ๊กแก กิ้งก่า ผักชนิดใดถ้าหมูกิน ข่ามุก็กินได้เหมือนกัน เนื้อสัตว์ชอบหมู เช่น มันหมู ถ้าไม่มีอาหารจริงๆ เอาข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนเสียบไม้ปิ้งไฟรับประทาน ถ้ามีแต่ผักใช้หลามคือ เอาผักต้มรวมกันในกระบอกไม้ไผ่ ใส่เกลือ ฉีกพริกแห้งใส่ เอาไม้คอยคน พอสุกก็รับประทานได้ หรือเอาผัก มะเขือเผาไฟกับพริกและเกลือ รับประทานใบไม้อ่อน เผือก มัน ชาวข่ามุดักนก จับนกเก่ง เครื่องใช้ เช่น ถาดใช้ไม้สาน ถ้วยใช้ไม้หก (ไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง) ตัดสูงจากตาไม้ 1 คืบ ช้อนใช้ตาไม้ซางหรือกะลามะพร้าว ใช้ตะเกียบเหมือนกัน คือในเวลามีมือเปื้อนดินใช้คีบผัก คีบเนื้อ เวลารับประทานอาหารจะนั่งรอบถ้วยอาหาร โดยมากชอบนั่งยองๆ คล้ายคนจีน ผู้หญิงส่วนมากจะนั่งรับประทานอาหาร ถ้าเป็นหนุ่มชอบเดินรับประทานมีน้ำพริกใส่กลางข้าวปั้นแล้วเดินสนทนากันไป รับประทานหมดแล้วกลับมาเอาอีก ทำอาการเช่นนี้จนอิ่มจึงนั่ง ก่อนลงมือรับประทานอาหาร เขาเอามือทั้งสองข้างลูบหน้าแข้งหรือผมเพื่อเวลาปั้นข้าวจะได้ไม่ติดมือ สำหรับของหวานมีเพียงพืชหรือผลไม้ เช่น อ้อย และกล้วย ข่ามุชอบสุรามาก เวลารับประทานอาหารจะมีไว้เสมอ ไม่ชอบน้ำร้อน น้ำชา บอกว่าขม ถึงเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่ยอมดื่มน้ำร้อน

ของเสพติด เช่น หมาก ชอบมาก เคี้ยวไม่ขาดปาก ทั้งหนุ่มสาวและคนแก่เฒ่า คนไหนมีฟันสีดำคนนั้นสวยงาม เมี่ยงไม่ต้องซื้อเพราะปลูกกันเอง ใช้อมหลังอาหาร หรือก่อนสูบบุหรี่ทุกครั้ง สูบบุหรี่ทุกคนทั้งลูกเล็กเด็กแดง ชอบบุหรี่ฉุนแรง ไม่ชอบยาที่รสจืด สุราไม่ซื้อดื่มเพราะต้มกันทุกบ้านไม่มีก็ขอกันกิน ยาฝิ่นไม่สูบเพราะทางเจ้าหน้าที่สมัยฝรั่งเศสครองดินโดจีนกวดขันไม่ให้สูบ

ข่ามุมีอุปนิสัยรักสงบ อดทนต่อการงานหนัก ตากแดด ตากฝน กินอยู่ง่าย นอนไหนนอนได้ เพื่อนบ้านเรือนเคียงขอแรงหรือช่วยเหลือกันได้ เช่น มีการงานหรืองานศพ จะไปช่วยกันอย่างพร้อมเพรียง แขกต่างถิ่นจะเข้าหมู่บ้านต้องเรียกคนในหมู่บ้านให้ออกมารับเข้าไป ขึ้นบ้านเขาต้องขออนุญาตก่อนจึงจะขึ้นไปได้ พอนั่งลงเจ้าของบ้านต้อนรับด้วยเมี่ยง หมาก บุหรี่ หรือสุราอาหาร ตามแต่หาได้ ถ้าขอพักแรมก็จัดเสื่อและที่นอนให้พัก ถ้าแขกออกเดินเที่ยวตามหมู่บ้านเจ้าของเรือนต้องพาไป การต้อนรับแขกหรือให้พักค้างแรมใช้สถานที่ที่ห้องรับแขก แขกออกจากหมู่บ้านเจ้าของเรือนต้องไปส่งจนพ้นหมู่บ้าน นิสัยตามธรรมชาติคือชอบล่าสัตว์หาอาหารตามป่าตามไร่ ถ้าว่างก็ทำการจักสาน มีสานกล่องข้าว กล่องบุหรี่หรือเสื้อปูนอน

ข่ามุถ้าอยู่ในบ้านเมืองของเขา เช่น น้ำทา ปากแบง เมืองไทร ไม่ค่อยรักษาความสะอาด ทั้งเสื้อผ้าและบ้านเรือน เขาว่าถ้ามัวแต่งตัวงาม บ้านสะอาด ท้องห้องหิวเพราะไม่ใคร่มีเวลาว่าง กลางคืนสุมไฟตามลานบ้านแล้วจักสานภาชนะเครื่องใช้กันรอบกองไฟ กลางวันไปไร่ไปสวน ล่าสัตว์หาอาหาร โรคประจำมีไข้มาลาเรียซึ่งรักษาด้วยรากไม้หรือใบไม้ เอามาต้มหรือฝนดื่ม ถ้าปวดขัดยอกใช้กำปั้นทุบตรงที่ปวดแรงๆ การเซ่นผี ถ้าถูกผีเรือนทำก็เซ่นที่บ้านในห้องนอน โดยมีดอกไม้ เทียน ไก่ต้ม หมูต้ม ไข่ต้ม 2 ฟอง เหล้า 1 ขวด วางไว้แล้วเชิญผีเรือนมาสังเวยขอโทษของโพยเพราะทำไม่ถูกใจ ขอให้หายเจ็บปวดไปจากตัว พิธีนี้ทำโดยอาจารย์ของเขา แต่ไม่มีการมัดมือ ถ้าเจ็บป่วยจึงจะมีการมัดมือและส่งเคราะห์ด้วย โดยเอากาบกล้วยทำเป็นสะทวง (อ่าน “-ตวง”) รูปสี่เหลี่ยม เอาดินปั้นรูปม้า วัว ควาย อย่างละคู่ พร้อมทั้งดอกไม้สีแดงและขาวเท่านั้น ส่วนอาหารมีไก่ต้ม 1 ตัว ไข่เป็ดต้ม 3 ฟอง กล้วย 2 ผล อ้อย 3 ท่อน ทำพิธีต่อหน้าคนเจ็บโดยมีความหมายว่า ขอให้หายวันหายคืน พร้อมทั้งมัดมือทั้งสองข้างของคนเจ็บ แบ่งไก่ต้มและของทั้งหมดออกจากสะทวง ให้เหลือไว้อย่างละเล็กละน้อย จึงนำไปไว้ยังทางสี่แยก น้ำมนต์ใช้เป่าหรือรดแก่ผู้ที่ตาแดงหรือเป็นแผลตามเนื้อตามตัว แขน ขา เป็นต้น ไม่มีการรักษาแผนปัจจุบัน นอกจากใช้ยาควินินสีเหลือง-สีขาวยามเป็นไข้บ้าง สำหรับผู้ป่วยบางราย นอกนั้นก็ปล่อยให้หายเอง

ในการต้อนรับแขกนั้น ในกรณีที่เป็นขมุด้วยกันถูกนำจากนอกหมู่บ้านมาในหมู่บ้านและได้รับคำเชิญให้ขึ้นบ้านแล้ว เจ้าของบ้านจะต้อนรับด้วยเมี่ยง หมาก บุหรี่ มีการไต่ถามกัน ถ้าแขกต้องการลูกน้องหรือทำการค้าขาย เจ้าของบ้านจะจัดการช่วยเหลือ ตลอดจนถึงการเลี้ยงดูกันตามแบบข่ามุ มีเขียด อึ่ง กบ หนู ตุ๊กแก กิ้งก่า หรือสัตว์เล็กมาปรุงเป็นอาหาร ถ้าเป็นคนต่างบ้านและต่างพวกจะมีการเลี้ยงดูด้วยไก่ต้มหรือหมูต้มกับผักต่างๆ พร้อมทั้งสุรา ตลอดเวลา 2-3 วันที่แขกพักอยู่ด้วยจะไม่มีอาหารพวกกิ้งก่า ตุ๊กแก กินบนบ้านนั้น ไม่มีการเรียกร้องค่าเลี้ยงดูและการช่วยเหลืออื่นๆ นอกจากแขกผู้นั้นจะมอบให้เป็นรางวัล ถ้าแขกจะจากไป ก็ไปส่งแขกจนผ่านพ้นประตูบ้าน พร้อมทั้งห่อข้าวปลาอาหารหมากเมี่ยงบุหรี่ให้ไปรับประทานระหว่างทางอีกด้วย

การตำข้าวเป็นหน้าที่ของหญิงโดยเฉพาะ ไม่มีผู้ชายช่วยเหลือเลย ถึงว่างก็ไม่ช่วย เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของหญิงแม่บ้าน เวลาตำข้าวของแทบทุกบ้านคือเช้ามืดตอนตีนฟ้ายก (จวนสาง) เวลาอื่นไม่ตำกัน ครกมีอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดต่ำและสูง ครกชนิดต่ำคือครกกระเดื่องชนิดใช้กำลังเท้าตำอย่างชาวเมืองเหนือ รูปร่างไม่ผิดกันเลย ชนิดสูงคือใช้กำลังแขนทั้ง 2 ตำ ครกชนิดสูงนี้สูงประมาณ 3 ศอกจากพื้นดิน คนตำจะต้องยืนคนหนึ่งหรือสองคนสามคนล้อมรอบครกตำคนละครั้ง ผลัดเปลี่ยนกันไปจนครบ สากที่ใช้ตำทำด้วยไม้เนื้อแข็ง จะใช้ตำทั้ง 2 ข้าง ตรงกลางสำหรับมือทั้ง 2 กำ ยาวหรือสั้นตามแต่ผู้ที่ใช้หรือหาได้ โดยมากชอบตำข้าวชนิดยืนตำ ข้าวไม่หัก และใช้ไม้น้อยชิ้นกว่าใช้ครกชนิดตำด้วยกำลังเท้าบางแห่งก็มุงหลังคาบริเวณที่ตำข้าว บางแห่งก็ไม่มุง ถ้ามุงหลังคาก็เหมือนอย่างที่คนพื้นเมืองเหนือทำ คือมีเสา 4 เสาและมุงด้วยหญ้าคาหรือใบหวาย

ในการปลูกบ้านใหม่จะไม่มีการจ้างกัน ผู้ที่จะปลูกบ้านนั้นเพียงแต่เตรียมเสาและอุปกรณ์การสร้างไว้ พร้อมแล้วก็ขอแรงเพื่อนบ้านมาช่วยปลูก เสาเอกใช้กระดาษสารทั้งแผ่นให้อาจารย์ในหมู่บ้านนั้นลงเลขยันต์แล้วผูกมัดด้วยผ้าขาวและผ้าแดง พร้อมทั้งมัดต้นกล้วยเล็กๆ หนึ่งต้นกับปลายเสาเอกนั้น เวลายกเสาเอก ผู้ที่มาช่วยทั้งหมดจะโห่ร้องกันอย่างเต็มที่ ปลูกบ้านใช้เวลาราว 5 วันก็เสร็จ เพราะการสานฝาด้านหัวนอนของเจ้าของบ้านนั้น เจ้าบ้านต้องสานเอง แต่ส่วนอื่นๆ ชาวบ้านช่วยปูไม้ฟากใส่ฝาเสร็จในวันเดียว แต่ยังไม่มุงหลังคา ต่อจากวันที่ปูฟากอีก 3 วัน คือ วันที่ 5 จึงจะมุง ในระหว่าง 3 วันนั้น ชาวบ้านที่มาช่วยและคืนอื่นที่เป็นญาติจะฆ่าวัว ควาย หมู ไก่ เป็ด ตามแต่จะหามาได้มาเลี้ยงกันอย่างอิ่มหนำตลอดทั้ง 3 วัน มีการละเล่น เช่น เป่าแคน เล่นเปี๊ยะ ตีกลอง ตีฆ้องทองเหลือง ทั้งมีเติม (ร้องเพลง) วันที่ 5 ตอนเช้าจึงลงมือมุงหลังคา เมื่อเสร็จแล้วเลี้ยงกันอีกจนดึกดื่น โดยเจ้าของบ้านขนของขึ้นไปอยู่บนบ้านใหม่ในเวลาเย็น ไม่มีพระสวดมนต์เย็น มีแต่ครูบาอาจารย์และผู้เฒ่าผู้แก่ให้พร ตักน้ำรดกันอย่างเล่นน้ำสงกรานต์ ตีกลองดัง “โปงๆ “ ผู้ชายจับมือกันเต้นรำเป็นหมู่ๆ เวียนไปมารอบๆ เสร็จแล้วเลี้ยงสุราอาหาร พี่น้องและเพื่อนฝูงที่อยู่ไกลจะค้างคืนด้วย 1 คืน รุ่งเช้าก็กลับบ้านตน ถ้ามีอาหารเหลือก็แบ่งให้ไปด้วย

การมัดมือทำในเวลาเจ็บป่วย มีเครื่องเซ่นไก่ 1 ตัว สุรา 1 ขวด การเลี้ยงผีเรือนจะทำเมื่อคิดว่าคนทำผิดผีเรือนทำให้เจ็บป่วยหรือคนนอกบ้านทำไม่ดีในบ้าน มีการเลี้ยงไก่ต้มและสุราหนึ่งขวดในเรือนนั้น หิ้งผีอยู่ในห้องนอน มีดอกไม้ เทียนเป็นเครื่องบูชา ของขลังคงกระพันชาตรีก็จะวางไว้บนนั้น

ข่ามุคือขมุนี้เลี้ยงผีหมู่บ้านในกลางเดือน 6 โดยมีกำหนดนัดแนะกันไว้ทั้งหมูบ้านที่ศาลซึ่งตั้งอยู่นอกหมู่บ้าน เป็นศาลหลังเล็กๆ มุงด้วยหญ้าคา มีที่สำหรับวางอาหารเครื่องเซ่นและดอกไม้ ธูปเทียน มีบันไดจากพื้นดิน 4 ขั้น ชาวบ้านที่ไปมีไก่ หมู จูงไปด้วย พร้อมทั้งวัวและควายอย่างละหนึ่งตัว หมู 1 ตัว ควาย 1 ตัว และวัว 1 ตัวนั้น จะเรี่ยไรกันซื้อ ส่วนไก่ตามแต่จะช่วยเหลือสำหรับเลี้ยง ถึงเรือนผีแล้วก็ลงมือฆ่าสัตว์ทั้งหมดเอาไปเซ่นทั้งดิบๆ ผู้ที่ทำอาหารสุก เช่นย่างหมู แกง ลาบ เสร็จแล้วก็นำขึ้นไปอีก รินเหล้าใส่ถ้วยไม้ขนาดใหญ่วางไว้ด้วย พอมีแมลงวันตอมเครื่องเซ่น เขาคะเนว่าผีได้สังเวยอาหารเสร็จแล้วแมลงวันจึงได้มาตอม ต่างพากันกราบลง ยกเครื่องเซ่นลงจากเรือนผี แล้วเลี้ยงชาวบ้านที่ไปทั้งหมด ถ้าอาหารเหลือจะนำกลับมาบ้านด้วยไม่ได้ ต้องเททิ้งให้หมด ตามถ้วยตามชามหรือภาชนะต่างๆ ต้องกวาดเนื้อออกให้หมด ถ้าติดไปบ้าน ผีจะทำร้ายให้เจ็บป่วยได้ ถ้าคิดว่าถูกผีป่าหรือผีไร่แห่งหนึ่งแห่งใดทำร้ายก็ให้เซ่นผีแห่งนั้นด้วยไก่ต้มและสุราเท่านั้น
เดือนยี่เป็ง (เดือน 12) เป็นเดือนกินข้าวใหม่ มีการทำข้าวหลามไม่ใส่หัวกะทิ ใส่แต่ถั่วลิสงแจกญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน ต่างคนต่างแลกเปลี่ยนกัน ในงานสงกรานต์ขึ้นปีใหม่มีการซักเสื้อผ้าดำหัว คนแก่ทำอาหารแจกบรรดาญาติพี่น้อง ของหวานมีอ้อย กล้วย ขมุทำขนมไม่เป็น เพราะไม่มีมะพร้าวและน้ำตาล ขมุไม่มีวัด จึงไม่มีการขนทรายเข้าวัดหรือฟังเทศน์ ตลอดเวลาสงกรานต์ขึ้นปีใหม่ทั้ง 3 วัน เขาหยุดงาน เล่นเป่าแคน เป่าปี่ ตีฆ้อง ตีกลอง เดินเที่ยวตามหมู่บ้าน งานปีใหม่นี้จะมีการเอาน้ำสาดกัน เลี้ยงสุราอาหาร เพื่อนบ้านตีฆ้องกบดัง “โปง-โปง” เต้นรำหมู่รอบๆ หมู่บ้าน เอาโคลนป้ายหน้าตาและเสื้อผ้าซึ่งกันและทั้งหญิง-ชาย ผู้ชายเป่าปี่ เป่าแคน ผู้หญิงร้องเพลง และต้องเซ่นผีกันทุกหลังคาเรือน

ชีวิตความเป็นอยู่ภายในครอบครัวนั้น ชายตื่นก่อนแล้วทำงานจักตอกหรือสานเครื่องใช้ต่างๆ พอสายก็ไปไร่หรือเข้าป่าหาพืชป่าหรือล่าสัตว์ ตอนเช้ามือหญิงตื่นทำอาหาร ขมุชาย-หญิงมีความขยันต่องาน หญิงทำอาหารเสร็จก็ลงมือตำข้าวหรือเกี่ยวหญ้าคา เลี้ยงลูก ปั่นฝ้าย ทอผ้าทำเครื่องนุ่งห่มและตักน้ำ การตักน้ำใช้กระบอกไม้ซางขนาดใหญ่แทนกระป๋อง กลางวันเข้าป่าตัดฟืนเป็นหน้าที่ของผู้หญิงทั้งสาวและแก่ การทำสวนครัวและการเลี้ยงหมูไก่ พร้อมทั้งการหาอาหารสัตว์ก็เป็นหน้าที่ของผู้หญิง ผู้หญิงถึงจะมีลูกอ่อนก็นำมาผูกติดหลังเอาไปไหนต่อไหนด้วย เช่น ตัดฟืน ตำข้าว ผู้ชายมีหน้าที่ส่องเขียด เข้าป่าล่าสัตว์ จักสาน ฟันไร่ ปลูกข้าวไร่ เด็กชายเล่นอยู่บ้านหรือช่วยพ่อแม่ดูแลน้อง

การเที่ยวสาว เที่ยวที่บ้านโดยมีหนุ่มเป่าแคนหรือเล่นเปี๊ยะเดินตรงไปที่บ้านสาวพร้อมทั้งมีการเติม (ร้องเพลง) ไปด้วยตลอดทางกว่าจะถึงบ้านสาวที่เขารัก ถ้าถึงก็ขึ้นไปพูดสนทนาด้วย หญิงสาวนั่งปั่นฝ้ายอยู่ข้างเตาไฟตรงระเบียงห้องรับแขก หากสาวรักชอบก็พอแตะเนื้อต้องตัวได้ การเสียเนื้อเสียตัวก็ที่ห้องรับแขกนี้เอง เมื่อได้เสียกันแล้ว ชายต้องตื่นนอนก่อนท้องฟ้าสว่าง แล้วรีบกลับไปบ้านของตน รุ่งขึ้นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงไปแจ้งให้บิดามารดาฝ่ายชายทราบ หากทางฝ่ายชายพอใจหญิงนั้นมาเป็นสะใภ้ ก็จะให้คนไปสู่ขอจากพ่อแม่ของหญิงนั้น

การสู่ขอเป็นหน้าที่ของคนแก่ทางฝ่ายชาย สำหรับคนยากจนเสียเงิน 2 หมัน หรือไก่ 2 ตัว ถ้าร่ำรวย 30-50 หมัน (เหรียญเงินอินโดจีน) ถ้าตกลงก็แต่งงานกัน ถ้าไม่ตกลงต้องคืนเงิน บางทีฝ่ายชายยังไม่พร้อมที่จะแต่งงานต้องรอไปปีสองปีก็มี บางรายหลับนอนเป็นสามี-ภรรยาก่อนแต่งงาน มีเงินเมื่อไรถึงแต่งเพราะการทำพิธีแต่งงานต้องหมดเงินมาก ก่อนแต่งงานมีการบอกข่างให้เพื่อนบ้าน และญาติพี่น้องรู้ตัวก่อนแต่งหนึ่งวัน การเตรียมข้าวปลาอาหารทำกันตอนเช้าวันแต่ง พี่น้องเพื่อนบ้านนำเอาไก่หรือผักต่างๆ ไปให้ไว้ที่บ้านเจ้าสาว เพราะเลี้ยงกันที่บ้านเจ้าสาว ก่อนเจ้าบ่าวไปแต่งงาน จะมีการเลี้ยงเพื่อนบ้านหรือญาติของเจ้าบ่าวที่บ้านตน พอเวลาประมาณ 3 โมงเย็น ทางเจ้าสาวจะมีคนเฒ่าคนแก่พร้อมทั้งแคน เปี๊ยะ ฆ้อง กลอง ตีเป่าแห่กันมาบ้านเจ้าบ่าวเพื่อรับตัวเจ้าบ่าวไปบ้านเจ้าสาว เลี้ยงอาหารที่บ้านเจ้าบ่าว พอเสร็จแล้วก็แห่กันไปบ้านเจ้าสาว พี่บ้านเจ้าสาวมีผู้คนที่เชิญมานั่งรอรับที่ห้องรับแขก เจ้าสาวสวมเสื้อแขนยาวสีน้ำคราม รัดข้อมือ เสื้อผ่ากลางหน้าอกยาวแค่เอว นุ่งซิ่นผืนใหม่ เจ้าบ่าวถึงบ้านเจ้าสาวแล้วก็เชิญผู้เฒ่าผู้แก่ทำการมัดมือ มีการกินเลี้ยง เงินค่าซื้อหมูหรือสิ่งของต่างๆ ฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นผู้ออกแล้วแบ่งไปให้บ้านเจ้าสาวครึ่งหนึ่ง สำหรับเลี้ยงพวกญาติฝ่ายเจ้าสาว พวกนักดนตรีก็เล่นเพลงตลอดเวลา เลี้ยงกันไปจนถึงครึ่งคืน ถ้าเงินสินสอดฝ่ายชายให้เต็มจำนวนที่ฝ่ายเจ้าสาวเรียก เจ้าบ่าวก็จะพาเจ้าสาวไปเรือนตนในคืนนั้น ถ้าชำระยังไม่ครบ ต้องอยู่เรือนเจ้าสาวจนผ่อนเงินให้ครบจำนวนเงินสินสอด แล้วบิดามารดาเจ้าสาวให้ของทำขวัญแก่บ่าว-สาว มีข้าวเปลือก 30 ถัง เครื่องมือทำไร่ทำสวน เครื่องแต่งกายของหญิงสาวและวัวควายอย่างละตัว เจ้าบ่าวพาเจ้าสาวไปอยู่บ้านตนได้ในครึ่งคืนนั้น พร้อมทั้งจูงวัวควายไปด้วย ถ้าคืนแต่งงานเจ้าบ่าวให้เงินยังไม่ครบจำนวนเงินสินสอด คือยังค้างอยู่ บิดามารดาหญิงสาวไม่มีอะไรให้ เงินสินสอดนั้น ทางบิดามารดาหญิงสาวเก็บเอาไว้

หากฝ่ายชายชะรำเงินสินสอดหมดแล้ว หญิงจึงไปอยู่กับชาย ถ้าชายตายแล้วและหญิงต้องการมีสามีใหม่ ต้องรอให้ครบ 1 ปี บิดามารดาฝ่ายชายจะเรียกเงินสินสอดแพงกว่าที่ฝ่ายหญิงเคยเรียก 2-3 เท่าตัว คือ 20-60 หมัน ถ้าไม่ต้องการมีสามีใหม่ต้องอยู่ปรนนิบัติพ่อผัวแม่ผัว ทำงานทุกอย่างแทนแม่ผัว เช่น ตักน้ำ ตำข้าว เป็นต้น ส่วนทางบิดามารดาของตนนานๆ จะได้ไปเยี่ยมสักครั้ง สามีภรรยานอนร่วมห้องกัน การหย่าร้างไม่ค่อยมี ถ้าชายคิดจะเลิกต้องเสียเงิน 120 หมันกับควายอีกหนึ่งตัว สำหรับเลี้ยงเจ้านายฝรั่งเศสที่เป็นหัวหน้าปกครองอยู่ในเมือง ชายจะมีภรรยาหลายคนได้แต่ต้องอยู่เรือนเดียวกัน ถ้าหญิงมีชู้ จะถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านให้ไปอยู่ที่อื่น

ประเพณีผัว-เมียของข่ามุหรือขมุนี้ ผัวถือว่าเมียเหมือนคนใช้ คือไม่มีการปรานีหรือหยอกล้อกันเล่น งานถ้าเป็นหน้าที่ของเมียแล้ว ถึงเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องลุกขึ้นมาทำ ไม่มีการช่วยเหลือทำแทนกัน บางครอบครัวเมียรับประทานอาหารภายหลังก็มี ชายไม่ยอมเลี้ยงลูก ถ้าเมียไปไร่ไปสวนก็ต้องผูกลูกติดหลังไปด้วย ถ้าทำงานไม่สะดวกเพราะมีลูกติดหลังจะเอาลูกซึ่งยังเล็กและนั่งไม่ได้ผูกห้อยไว้กับกิ่งไม้

ผู้หญิงข่ามุถึงแม้ว่าจวนครบกำหนดคลอดก็ยังต้องตักน้ำ ตำข้าวอยู่ บางคนถึงกับคลอดกลางไร่ก็มี หญิงถ้ายังไม่เคยมีลูกต้องหาหมอกลางบ้านมาช่วยเหลือ ถ้าเคยมีบุตรตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไปแล้วมักคลอดคนเดียว ตัดสายสะดือ ซักผ้าเลือกคนเดียว นอกจากน้ำเท่านั้น ที่มีคนตักให้ซักผ้า เวลาคลอดใช้วิธีคุกเข่าโดยใช้มือยันที่หัวเข่า นอกจากหมอตำแยแล้วใครๆ จะไปยุ่งด้วยไม่ได้ ถ้าหมอตำแยเอาเด็กออกไม่ได้ แม้เสกน้ำมนต์แล้วยังเอาเด็กออกไม่ได้ ก็ต้องร้อนถึงสามีเอาน้ำล้างของลับของตนให้ภรรยาดื่มเด็กจึงจะออกมาได้ ว่ากันว่าเนื่องมาจากภรรยาชอบแช่งชักหักกระดูกสามีเวลาออกลูกจึงออกยาก สิ่งของเครื่องรางคงกระพันชาตรีต้องเอาออกไปนอกห้องที่ทำการคลอด เพราะถ้าเอาไว้ในห้อง เด็กจะคลอดออกมาไม่ได้

ทั้งนี้การตัดสายสะดือนั้น ใช้ผิวไม้ซางเหลาบางๆ ตัดรกแล้วนำไปฝังดินใต้บันไดเรือนหรือปากประตูบ้าน เพราะมีเคล็ดถือกันว่า ถ้าได้ฝัง 2 แห่งนี้จะทำให้เด็กที่จะเกิดมานั้นฉลาด รกที่จะนำไปฝังใช้คลุกกับเกลือห่อใบตองกล้วยแล้วจึงนำไปฝัง เวลาพระอาทิตย์ตกดินแล้ว และไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดแลเห็นนอกจากคนที่นำไปฝังเท่านั้น อนึ่ง ลูกสมอดิบเป็นยาแก้แพ้ท้องของผู้หญิงข่ามุ

การอยู่ไฟ มีการนอนบนกระดานและเอาไฟสุมไว้ข้างๆ ให้ร้อนพร้อมทั้งกินยา ซึ่งเป็นรากไม้สมุนไพร อาหารมีข้าวเผา กับน้ำร้อนเท่านั้น การอยู่ไฟประมาณ 5-10 วัน ระหว่างอยู่ไฟ ถ้านอนจนเมื่อย ก็อาจลุกขึ้นนั่งกรองคาหรือทำงานจักสานต่างๆ หากพ้นกำหนด 10 วันแล้วจะลุกขึ้นออกไปนอกบ้านก็ได้ เช่น ไปเกี่ยวหญ้าคา ตักน้ำเลี้ยงหมู แต่จะตำข้าวได้ต่อเมื่อครบกำหนด 20 วัน ผู้หญิงข่ามุมีเวลาพักตอนอยู่ไฟเท่านั้น เวลาปกติถึงอายุมากสักเท่าใดก็ต้องทำงาน

การรับขวัญเด็กไม่ค่อยทำกัน นอกจากพ่อแม่เด็กเอาเงินบี้ (เงินเหรียญฝรั่งเศส) มัดข้อมือเด็กหรือใช้ด้ายขาวซึ่งปลุกเสกโดยคนเฒ่าคนแก่มัดมือ-มัดคอพร้อมทั้งให้พรให้มีอายุยืน การเลี้ยงเด็กใช้นมมารดาและอาหารซึ่งเป็นข้าวเหนียวเคี้ยวแล้วป้อนให้ เครื่องเล่นโดยมากเป็นหน้าไม้หรือสอนให้จักตอกสานตอก การกินนมเอาแน่ไม่ได้ บางคน 1-2 ปีจึงจะปิดนม ก่อนที่จะปิดนมใช้สีเสียดผสมยางไม้สมอกัดปากทำให้มีรถฝาด ถ้าปิดวิธีนี้ไม่สำเร็จ แม่ต้องไปนอนในไร่ ปล่อยให้คนทางบ้านเลี้ยงดูแทนสัก 3-4 วัน เครื่องแต่งกายเด็กตั้งแต่ 2-3 ไม่ไม่มี มักปล่อยตัวเปล่า ถ้ามีเครื่องแต่งกายก็สวมเสื้อผ่าอก นุ่งกางเกงผ้าฝ้ายขาสั้น เย็บคล้ายกางเกงจีน ก้นหย่อน เด็กหญิงนุ่งซิ่นลาว แต่ใช้เสื้ออย่างเด็กชาย

พวกข่ามุมีความคิดว่า ข่าเมตและข่าฮอกเป็นพวกชั้นต่ำ ทั้งๆ ที่ข่ามุและข่าเมตมีรูปร่างและหน้าตาเหมือนกัน อีกทั้งธรรมเนียมประเพณีก็ไม่ผิดกันเท่าใดนั้น ข่ามุนับถือผี เจ็บไข้ได้ป่วยก็บนบาน แต่ผีเด็กหรือผีผู้ใหญ่ ซึ่งมีฐานะยากจนจะไม่เอาศพไว้บ้านนาน ถ้าตายตอนเช้าก็นำไปฝังในตอนบ่าย โดยหุ้มด้วยเสื่อกะลา (เสื่อรำแพน) ให้สวมเสื้อผ้าใหม่ให้ผู้ตาย ไม่มีการสวด ไม่มีงานเลี้ยง มีคนถือตะเกียงนำหน้าศพ ส่วนศพนั้น ทำไม้สานขัดแตะมีไม้หามไป พอถึงที่เหมาะแก่การฝังก็ขุดดินลึกประมาณ 3 ศอก เอาศพหย่อนลงไปแล้วเอาดินกลบใช้ก้อนหินและกิ่งไม้ทับถมหลุมนั้น กันสัตว์มาคุ้ยเขี่ย สุราซึ่งเตรียมเอาไปด้วยก็รินแจกกันทั่วทุกคนเป็นอันเสร็จพิธีฝังศพ แต่ทุกคนที่ไปในงานฝังศพนั้นจะเข้าบ้านเรือนทันทีไม่ได้ ต้องอาบน้ำทั้งเครื่องแต่งกาย ล้างจอบ-เสียมเสียก่อนจึงเข้าบ้านได้

ผู้ที่มีฐานะพอสมควร หากตายลง เอาศพไว้บ้านสัก 1-3 คน ข่ามุไม่มีโลง เอาคนตายนอนบนเสื่อรำแพน อาบน้ำศพ สวมเสื้อผ้า สิ่งของของผู้ตายทั้งหมดวางไว้ข้างๆ มีผ้าห่มคลุมตลอดตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้า ไม่มีการสวด เพื่อนบ้านถ้ารู้ข่าวคนตาย ก็พากันมาช่วยโดยเอาไก่หรือผลไม้จำพวกกล้วยไปยังบ้านศพ เจ้าภาพเลี้ยงสุราอาหารทั้ง 3 เวลา โดยฆ่าสัตว์ เช่น หมู วัว ควายของผู้ตายจนหมด ถ้าผู้ตายมีบุตรก็จะต้องจัดการแบ่งปันให้เสียก่อน จึงฆ่าเลี้ยงแขก กลางคืนมีการเล่นการพนัน ซึ่งมีแต่ลูกเต๋าใส่กล่องเขย่าให้ผู้เล่นทายว่าคู่หรือคี่ หรือเรียกว่าเล่นขาว-ดำ ถ้าลูกเต๋าที่เขย่าและครอบเปิดออกเป็น 11 แต้ม เรียกว่าดำหรือคี่ ถ้าลูกเต๋า 10 แต้ม เรียกว่าขาวหรือคู่

ศพเอาไว้บ้าน 3 วัน เจ้าภาพต้องเลี้ยงดูพร้อมทั้งสุราอาหารทั้ง 3 วันๆ ละ 3 มื้อ ไม่มีการไว้ทุกข์ การนำศพไปยังหลุมฝังศพ ถ้าผัวตาย เมียเป็นคนถือตะเกียงนำหน้าศพ ถ้าเมียตาย ผัวเป็นคนถือตะเกียงนำ ถ้าลูกๆ ตายโดยมากพ่อเป็นคนถือตะเกียง ฝังศพเสร็จมีการเลี้ยงสุราอาหารโดยแจกให้ทั่วถึงกันทุกคน ถ้าผู้ตายเป็นคนที่เคยทำคุณความดีไว้ ผู้ที่ไปช่วยฝังจะจะพรรณนาถึงความดี ถ้าเป็นญาติสนิทก็พรรณนาไปร้องไห้ไป ต้องอาบน้ำล้างจอบเสียมจึงเข้าบ้านได้ มีการเลี้ยงสุราอาหารในเย็นวันนั้นจนถึงเที่ยงคืนจึงเลิกลา ไม่มีการทำบุญภายหลังให้แก่ผู้ตาย

ข่ามุในเขตไทยจะพบได้ตามโรงงานบ่มใบยาสูบเวอร์จิเนีย โรงสีไฟ โรงเลื่อย บ้านชาวสวน ร้านขายอาหาร ฯลฯ แทบทุกแห่งในจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะที่อำเภอเชียงแสนและอำเภอเชียงของ มีขมุทำงานมากที่สุด ข่ามุบางคนมามีครอบครัวอยู่ในจังหวัดเชียงราย ลำปาง และมีบุตรกลายเป็นชาวเหนือไป แต่มีจำนวนน้อย

ข่ามุในลาวแบ่งออกเป็น 2 สาขาใหญ่คือ ขมุเจือง และขมุร็อก ซึ่งแตกต่างกันทางด้านสำเนียงภาษาพูดและการปฏิบัติพิธีกรรมตามจารีตประเพณี ขมุเจืองอาศัยอยู่ซีกตะวันออกทางภาคเหนือของลาว ได้แก่ แขวงพงสาลี หัวพัน เชียงขวาง หลวงพระบาง เวียงจันทร์ และบลิคำไซ แบ่งออกเป็นสาขาย่อย ได้แก่ ขมุอู ขมุแม ขมุแทน ขมุกะสัก ส่วนขมุร็อกอยู่ทางซีกตะวันตกของภาคเหนือ คือ แขวงอุดรไซ หลวงน้ำทา บ่อแก้ว ไชยะบุรี บางส่วนของแขวงพงสาลีและหลวงพระบาง แบ่งออกเป็นสาขาย่อย ได้แก่ ขมุร็อก ขมุแควน ขมุขรอง ขมุยวน และขมุลื้อ

จารีตประเพณีที่สำคัญของข่ามุ
การเกิด ชาวข่ามุเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาได้เพราะแกนส่งให้มาเกิด ผู้ที่มีบุญวาสนาเท่านั้นจึงจะมีลูกได้ ดังนั้นผู้ที่มีลูกดกแสดงว่ามีบุญมาก ใครเป็นคนดีแถนจึงส่งลูกให้มาเกิด ผู้ใดไม่มีลูกเชื่อว่าถูกผีทำ จึงต้องเชิญให้หมอมนต์มาช่วยทำพิธีเสนเหยาเลี้ยงผี เพื่อให้มีลูกเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป
โดยปกติจารีตการเกิดของข่ามุถือว่าเป็นสิ่งที่จะต้องปกปิดลี้ลับ ผู้ชายจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องใกล้ชิด เพราะผู้ชายส่วนใหญ่เรียนคาถาหรือมนต์ซึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เข้าใกล้หญิงคลอดลูกไม่ได้เป็นอันขาด แต่จะคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ นอกเรือน ส่วนผู้ที่ทำคลอดส่วนมากจะเป็นแม่หรือญาติพี่น้องที่เคยมีประสบการณ์ในการคลอดลูกมาก่อนเป็นผู้ช่วยเหลือ เมื่อคลอดแล้วใช้ผิวไม้ไผ่ตัดสายรกแล้วนำเด็กไปอาบน้ำ 3 ครั้ง ผู้อุ้มเด็กไปอาบน้ำเลือกเอาคนดีมีน้ำใจและขยันหมั่นเพียร หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วเคี้ยวข้าวสุกป้อนให้เด็กกินคำหนึ่งเพื่อให้เด็กน้อยได้รับการถ่ายทอดแบบอย่างอุปนิสัยใจคอที่ดีและขยันหมั่นเพียร หลังจากนั้นผู้เป็นแม่จะอยู่ไฟจนครบ 30 วัน ในระยะอยู่ไฟนั้น สามีจะมีข้อห้ามกระทำการต่างๆ หลายอย่าง เช่น ห้ามผ่าฟืน ห้ามตอกหลักหรือเอาลิ่มตอกเสาเรือน เพราะจะทำให้เด็กทารกหายใจฝืด ห้ามบิดตอกหรือฟั่นเชือกให้เป็นเกลียวจะทำให้เด็กปากเบี้ยว ห้ามฆ่าสัตว์หรือเอาไม้ทุบหัวสัตว์จะทำให้เด็กหัวบวม นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามอีกหลายอย่างสำหรับรกของเด็กเกิดใหม่นำไปบรรจุใส่กระบอกไม้ไผ่เรียกว่า “กะบั้งเยิ้ง” ใช้เศษผ้าปิดไว้ให้มิดชิด เมื่อพ้นระยะ 3 วัน หลังคลอดก็นำไปแขวนไว้ที่คบไม้ใหญ่ทางไปป่าช้า ในขณะถือกระบอกรกไปทิ้งและเดินกลับบ้านห้ามเหลียวดูข้างหลัง เพราะถือว่ารกเด็กน้อยที่นำไปทิ้งนั้นเปรียบเสมือนคนตาย จึงห้ามหันไปดูข้างหลัง

การอยู่ไฟ ในระยะ 3 วันแรกเรียกว่า “คะลำหนู” มีข้อห้ามในการรับประทานอาหารอย่างเคร่งครัด ผู้เป็นแม่จะรับประทานได้แต่ข้าวเปล่าๆ ห้ามอาหารทุกชนิด หลังจากนั้นจะรับประทานข้าวกับเกลือคั่ว หรือขี้เถ้าพริกขี้หนูผสมเกลือคั่ว ผักรับประทานได้แต่ผักที่มีรสฝาดเท่านั้น ห้ามอาหารประเภทเนื้อ ปลา และอื่นๆ เมื่อพ้น 3 วันแรก เริ่มรับประทานปลาเกล็ดสีขาว

พิธีออกจากการอยู่ไฟ เรียกว่า “หลับรึมมูน” เป็นพิธีสู่ขวัญแม่และเด็กน้อยให้มาอยู่กับเนื้อกับตัว เนื่องจากในระหว่างอยู่กรรมผู้เป็นแม่จะต้องทนทุกข์ทรมานจากการอดอาหาร และเสียเลือดไปในระหว่างคลอด ทำให้อ่อนเพลีย ในพิธีกรรมจัดสำรับขวัญ 1 ชุด มีหมู 1 ตัว ไก่ 1 ตัว เหล้า 2 ไห หมาก พลู เสื้อผ้า ปลอกแขนเงิน กำไล ปลอกคอเงิน ถ้าเด็กน้อยเป็นชายทำหน้าไม้และกระบอกใส่ลูกธนู ถ้าเป็นหญิงจะใส่เครื่องมือจับปลา เช่น สวิง ข้อง ชงโลงวิดปลา เมื่อเติบใหญ่ขึ้นจะได้ขยันหมั่นเพียรในการทำมาหากิน โดยผู้ชายรู้จักไปล่าสัตว์ ผู้หญิงรู้จักไปหาปลามาไว้เป็นอาหาร เพราะชีวิตของชาวขมุต้องพึ่งพาธรรมชาติ พิธีกรรมเริ่มจากการฆ่าหมู แล้วนำเลือดมาทาที่หัวเข่าของสองแม่-ลูก แล้วเริ่มทำพิธีสู่ขวัญโดยการเปิดเหล้าไหเซ่นผีเรือนก่อน หลังจากนั้นจัดสำหรับเป็นสำรับขวัญ ซึ่งมีเครื่องในหมู หัวหมูและอาหารที่ประกอบพิธี สามีจะห่มผ้าจับดุ้นฟืนไปเรียกขวัญตรงบริเวณที่คลอดลูกแล้วกลับมายังสำรับขวัญ จากนั้นผู้ที่เป็นญาติผู้ใหญ่ที่มาร่วมในพิธีจะหยิบข้าวและชิ้นเนื้อมาวางบนอุ้งมือของผู้เป็นแม่และแตะบนกระหม่อมของเด็กน้อย พร้อมกับอวยชัยให้พร เพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป ส่วนหมอมนต์จะนำเครื่องรางได้แก่ ฝ้ายสีขาวผูกกระดูกปีกไก่ เงินบี้ และไม้กำบังผีเสกเป่าแล้วคล้องคอให้แก่แม่และเด็กน้อย เพื่อป้องกันผีและให้เด็กน้อยมีสุขภาพแข็งแรง ในพิธีสู่ขวัญดังกล่าวจะทำพิธีตั้งชื่อเด็กน้อยไปด้วย โดยตั้งชื่อให้ตรงกับโฉลกของเด็ก ไม่เช่นนั้นอาจมีการเจ็บป่วย ซึ่งจะต้องหาหมอมนต์มาประกอบพิธีเลี้ยงผีแล้วเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ในภายหลัง เพราะชาวข่ามุเชื่อว่าเด็กเกิดใหม่มักจะถูกผีเกิดมาหลอกหลอนอยู่บ่อยๆ ทำให้ร้องไห้ไม่หยุด หมอมนต์จะใช้ลูกน้ำเต้าแห้งมาเขียนเป็นรูปหน้าคนแขวนไว้ในบริเวณที่เด็กน้อยนอน เมื่อน้ำเต้าแกว่งไปมานั้นทำให้ผีกลัวไม่กล้ามาใกล้ ในกรณีที่พาเด็กน้อยไปนอนค้างที่ไร่นาหรือถิ่นอื่น ให้เคี้ยวว่านไฟแตะไว้ที่ก้นเด็ก เพื่อให้ผีกลัวและเป็นเครื่องหมายว่าเป็นลูกคน

วิธีเลี้ยงดูเด็ก ข่ามุจะให้ลูกกินนมแม่จนถึงอายุครบ 1-2 ขวบหรือจนกระทั่งตั้งครรภ์มีน้องใหม่จึงหย่านม ส่วนอาหารเสริม ผู้เป็นแม่จะเคี้ยวข้าวให้รับประทานเมื่ออายุครบ 3 เดือน หลังจากนั้นก็ปิ้งปลาเคี้ยวผสมข้าวให้รับประทานก่อนเนื้อสัตว์อื่นๆ เด็กน้อยข่ามุจะได้รับการดูแลจากพ่อแม่ และพี่ เวลาเจ็บป่วยจะรักษาด้วยการให้หมอมนต์ หมอเหยามาเลี้ยงผีหรือสู่ขวัญ

สู่ขวัญ ชนเผ่าข่ามุเชื่อว่าคนเรานั้นประกอบด้วยร่างกายและจิตวิญญาณหรือ “ทึมมาล” ซึ่งจะต้องอยู่เคียงคู่กันตลอดไป หากเมื่อใดขวัญออกจากร่างกายไปจะทำให้เจ็บป่วย ขวัญเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่มีอารมณ์และความรู้สึกเช่นเดียวกับมนุษย์ ฉะนั้นเมื่อคนเรามีอารมณ์โกรธหรือตกใจ ขวัญก็อาจจะออกจากร่างไปอยู่ที่อื่น หากไม่กลับมาอีกจะทำให้บุคคลนั้นตาย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำพิธีเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับตัวเรียกว่า สู่ขวัญ หรือ “แตงทึมมาล”

ชาวขมุมีความเชื่อว่า มนุษย์เรามีขวัญทั้งหมด 12 ขวัญ ที่สำคัญที่สุด คือขวัญหัว เพราะถ้าขวัญหัวออกจากร่างกายผู้ใด ผู้นั้นจะถึงแก่ความตาย รองลงมา คือขวัญตัว ซึ่งเรียกว่า ขวัญคิง ขวัญมือและขวัญเท้า ดังนั้นเมื่อประกอบพิธีกรรมสู่ขวัญจะนำเอาเลือดหมู-เลือดไก่มาทาที่เข่า เอาก้อนข้าวใส่อุ้งมือ และจอมขวัญ (กระหม่อม) โดยปกติขวัญจะอยู่กับร่างกาย แต่บางครั้งก็จะอยู่ในเรือนชาน ที่นอน หรือเสื้อผ้า ดังนั้นชนเผ่าขมุจึงถือเอาเสื้อเป็นสัญลักษณ์ของขวัญ จะไม่นำเอาเสื้อผ้าของลูกหลานไปเผาทิ้ง ห้ามเอามีดพร้าตัดฟันเสื้อผ้า เพราะจะทำให้ขวัญหนีไปอยู่ที่อื่น ในเวลากลางคืนเมื่อนอนหลับขวัญก็จะออกจากร่างท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ เมื่อขวัญกลับคืนสู่ร่างกายก็จะรู้สึกตัวตื่นนอน นอกจากนี้ยังเชื่อว่าเมื่อคนเราตายไปแล้วขวัญจะออกจากร่างไปอยู่ในที่ต่างๆ ตามผลแห่งกรรม ถ้าหากขณะมีชีวิตอยู่ได้ทำกรรมดี เมื่อตายไปขวัญก็จะไปอยู่กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วในเมืองฟ้าเมืองแกน ถ้าผู้ใดทำกรรมชั่วเป็นคนบาป เมื่อตายไปขวัญก็จะร่อนเร่พเนจรเป็นวิญญาณร้ายที่ผู้คนรังเกียจ หรืออาจจะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

พิธีสู่ขวัญ พิธีสู่ขวัญมี 2 ประเภท คือ สู่ขวัญธรรมดาและสู่ขวัญคนเจ็บป่วย การสู่ขวัญธรรมดาจะจัดขึ้นเมื่อมีลูกหลานหรือบุคคลในครอบครัวจะเดินทางไกล หรือมีญาติพี่น้องต่างถิ่นมาเยี่ยมเยือน พิธีสู่ขวัญประเภทนี้จะมีจารีตเกี่ยวกับพิธีกรรมไม่ค่อยละเอียดมากนัก พิธีกรรมเริ่มต้นด้วยการฆ่าไก่หรือฆ่าหมูต้ม จัดใส่สำรับขวัญพร้อมกับมีเหล้า 1 ไห เชิญญาติพี่น้องมาร่วมพิธีผูกข้อมืออวยพรให้มีโชคชัยอยู่เย็นเป็นสุข เสร็จพิธีแล้วทุกคนจะดื่มเหล้าไหและรับประทานอาหารร่วมกัน ส่วนพิธีสู่ขวัญคนป่วยมี 2 วิธี คือสู่ขวัญแบบไม่มีหมอมนต์มาทำพิธีและสู่ขวัญโดยมีหมอมนต์มาเสนเหยา พิธีสู่ขวัญแบบไม่มีหมอมนต์ สมาชิกในครอบครัวและญาติพี่น้องจะประกอบพิธีกรรมกันเอง โดยการใช้หมู 1 ตัว เหล้า 1 ไห จัดเป็นสำรับขวัญ พิธีกรรมเริ่มต้นจากการเปิดเหล้าไหเซ่นถวายผีเรือน นำเอาคนป่วยมานั่งข้างๆ เหล้าไห ฆ่าหมูแล้วเอาเลือดมาทาที่เข่าทั้งสองข้างของคนป่วยเรียกว่า พิธีซู้ ส่วนหัว หาง ตีน และเครื่องในจะนำไปต้มจัดใส่สำรับขวัญ จากนั้นเฒ่าแก่ก็จะกล่าวคำสู่ขวัญเสร็จแล้วให้คนป่วยจิบเหล้าดื่มพอเป็นพิธีเรียกว่า เหล้าขวัญ ในขณะทำพิธีสู่ขวัญผู้เป็นแม่หรือภรรยาจะห่มผ้าสไบเฉียง เอากระติบข้าวและอาหารใส่ในผ้าห่มนั้น ถือดุ้นฟืนและสวิงลงเรือนไปช้อนเรียกขวัญบริเวณข้างบ้านหรือทางเดินแล้วกลับมาเรือน เมื่อกล่าวคำสู่ขวัญเสร็จแล้วก็จะให้คนป่วยรับประทานอาหารที่จัดเตรียมไว้ ส่วนสำรับขวัญจะมัดแขวนไว้ที่ขื่อเรือน เพื่อให้ขวัญมารวมกันอยู่ที่นั่น เสร็จแล้วบรรดาญาติพี่น้องที่มาร่วมพิธีผูกข้อมืออวยพรให้แก่ผู้ป่วย พิธีสู่ขวัญแบบมีหมอมนต์มาเสนเหยา พิธีกรรมเริ่มต้นโดย หมอมนต์เชิญผีมนต์ของตนลงมาบอกให้ผีเรือนทราบถึงการประกอบพิธีกรรม หลังจากนั้นจะฆ่าหมู 1 ตัว จัดเตรียมอาหารพร้อมเหล้า 1 ไห หมอมนต์จะเชิญให้ผีเรือนกินอาหารก่อน แล้วนำเอาอาหารอีกส่วนหนึ่งไปเลี้ยงผีบริเวณที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยเพื่อไถ่เอาขวัญผู้ป่วยกลับคืนมา โดยกล่าวคำเรียกขวัญไปพร้อมกับเสี่ยงทายเป็นระยะๆ เมื่อเห็นว่าขวัญกลับมาแล้วก็จะให้จัดสำรับอาหารอีก 1 ชุด พร้อมเหล้าไหขันหมาก น้ำส้มป่อย เสื้อของผู้ป่วย และกำไลมือเพื่อรับขวัญหมอมนต์เสกเป่าน้ำส้มป่อยทำพิธีมอบขวัญให้แก่ผู้ป่วย พร้อมกับใช้ด้ายขาวผูกข้อมือให้ผู้ป่วย หลังจากนั้นบรรดาญาติพี่น้องที่มาร่วมพิธีจะผูกข้อมือแล้วอวยพรให้ผู้ป่วยหายจากการเจ็บป่วยโดยเร็ว ส่วนหมอมนต์จะทำพิธีเข้าคายเพื่อเก็บมนต์และสีผีมนต์ เสร็จแล้วรับประทานอาหารร่วมกัน

กินดอง การกินดองหรือพิธีแต่งงานตามจารีตของข่ามุ ภายหลังแต่งงานแล้วภรรยาจะต้องไปอยู่เรือนของฝ่ายสามี ในสมัยก่อนการเลือกคู่ครองเป็นหน้าที่ของพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายเป็นผู้จัดหาให้โดยพิจารณาดูจากความเหมาะสมของคู่บ่าวสาว เมื่อชอบพอหญิงใดอยากได้มาเป็นสะใภ้ก็จะให้ผู้ใหญ่ไปทาบทามเรียกว่า "ไปถามสาว" มีเสื้อผ้า เข็มขัดเงิน 1 เส้น เหล้า 2 ขวด กระรอกย่าง 2 ตัว ปลาย่าง 2 ตัว หมาก พลู จัดใส่ขันหมากไปสู่ขอยังเรือนฝ่ายหญิง เมื่อพ่อแม่ฝ่ายหญิงพอใจก็จะรับขันหมากและสิ่งของนั้นไว้ พร้อมทั้งรับเอาเหล้ามาดื่มถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการหมั้นหมายกันไว้ก่อน ต่อมาญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายจะนำเอาเหล้า 2 ไหไปเปิดเลี้ยงพ่อแม่และญาติพี่น้องของฝ่ายหญิง เรียกว่า "เหล้าโลมพ่อโลมแม่" เป็นประกาศให้ผู้คนทั่วไปได้รับทราบ หลังจากนั้นคู่บ่าวสาวถือว่าเป็นคนรักกัน สามารถไปมาหาสู่กันได้

กินดองสู่ กินดองสู่หรือฮีตฝากเครื่องเป็นจารีตที่มีขึ้นเพื่อการปรึกษาหารือกันระหว่างญาติผู้ใหญ่ของคู่บ่าวสาวเพื่อเตรียมจัดงานแต่งงาน พิธีกรรมกินดองสู่มีเหล้า 4 ไห ฆ่าหมู 1 ตัว กระรอกย่าง 4 ตัว หนูย่าง 4 ตัว ปลาย่าง 4 ตัว หมาก 2 มัด จัดเป็นสำรับและขันหมาก 1 ชุด เริ่มพิธีด้วยการที่เจ้าบ้านทำพิธีเซ่นบอกกล่าวผีเรือน แล้วเปิดเหล้าไหให้ญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายดื่มเพื่อเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นก็จะเริ่มปรึกษาหารือเรื่องการจัดงานสมรสของคู่บ่าวสาวโดยยึดตามจารีตประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา กล่าวคือในขณะที่จัดงานกินดองพ่อแม่ของเจ้าสาวจัดงานอย่างไร เมื่อจัดงานกินดองลูกสาวก็จะต้องจัดแบบเดียวกัน ซึ่งตามจารีตของข่ามุจะเรียกเงินค่าหัว (สินสอด) 2-8 ขัน หมู 1-2 ตัว เหล้า 8-12 ไห ปลาย่าง 12 หับ กระรอกย่าง 12 ตัว หนูย่าง 12 ตัว หมาก 12 มัด เพื่อจัดเป็นชุดขันหมากในงานกินดอง

เขยขึ้นเรือน ในธรรมเนียมของข่ามุนิยมส่งเขยขึ้นอยู่เรือนเจ้าสาวก่อนทำพิธีกินดอง กล่าวคือเมื่อเฒ่าแก่และญาติผู้ใหญ่ตกลงกันเรียบร้อยแล้วก็จะทำพิธีเชิญเขยขึ้นเรือน โดยการจัดพิธีสู่ขวัญและผูกข้อมือคู่บ่าว-สาวเพื่อความเป็นสิริมงคล หลังจากนั้นคู่สมรสก็จะอยู่กินฉันสามี-ภรรยาที่เรือนของฝ่ายหญิงไปพลางก่อน

งานแต่งงาน งานกินดองหรือแต่งงานนิยมจัดในเดือนคู่ และข้างขึ้นที่เป็นเลขคู่ เช่น เดือนยี่ เดือนสี่ ขึ้น 2 ค่ำ 4 ค่ำ 6 ค่ำ เป็นต้น ในงานกินดองจะมีตะลามหรือพ่อใช้ (พิธีกร) 2 คน คอยทำหน้าที่ประสานงานในพิธีการฝ่ายละคน ตะลามเป็นบุคคลที่มีความรู้เรื่องจารีตเกี่ยวกับพิธีกรรมเป็นอย่างดี มีคารมโวหารดี มีความสามารถในการขับลำนำเรียกว่า "เติ๋ม" ถ้าหากปฏิบัติผิด จารีตจะถูกพ่อแม่เจ้าสาวปรับไหม

ชาวข่ามุเริ่มจัดงานกินดองตั้งแต่หัวค่ำ โดยมีตะลาม (ล่าม) เป็นผู้ประสานงานในพิธี เริ่มจากการเปิดเหล้าไห แล้วเชิญญาติพี่น้องและแขกผู้มีเกียรติมานั่งในพิธีให้เจ้าบ่าวไหว้พ่อแม่และญาติเจ้าสาว จากนั้นตะลาม (ล่าม) จะมอบเงินค่าดองให้พ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงตรวจสอบว่าครบจำนวนหรือไม่ มีการขับเติ่มโต้ตอบกันระหว่างตะลาม (ล่าม) ทั้งสองฝ่าย และดื่มเหล้าไหกันไปเรื่อยๆ จนกระทั้งถึงสองยามก็จะส่งมอบขันหมากและสิ่งของที่ใช้ในงานแต่งงานให้แก่พ่อแม่ฝ่ายหญิงเพื่อใช้ประกอบพิธีในวันรุ่งขึ้น

ต้อนรับสะใภ้มาเรือน เป็นพิธีนำสะใภ้มาอยู่เรือนฝ่ายชาย เริ่มต้นด้วยการจัดพิธีสู่ขวัญคู่สมรสเพื่อบอกกล่าวคำอำลาผีเรือนพ่อแม่และญาติพี่น้องฝ่ายหญิง เสร็จพิธีก็จะรับประทานอาหารร่วมกัน หลังจากนั้นให้คู่สมรสนั่งฟังโอวาทคำสอนของพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่แล้วทำพิธีลงเรือน โดยสามีถือขวดเหล้า ภรรยาจะถือตั่งหวาย (ม้านั่งทำด้วยหวาย) สะพายย่ามบรรจุห่อข้าวและแป้งเหล้าในขณะลงเรือนไป ผู้ที่อยู่บนเรือนจะเอากากส่าเหล้าโปรยใส่ พร้อมทั้งสาดน้ำใส่ให้เปียกเพื่อเป็นสิริมงคล มีความหมายว่า "ทำไร่ให้ได้ข้าว ทำเหล้าให้หวานคอ" ประสบแต่ฝนฟ้าอากาศชุ่มเย็น มีความสุขความเจริญตลอดไป




สู่ขวัญสะใภ้ใหม่ ข่ามุมีพิธีต้อนรับสะใภ้ใหม่ขึ้นเรือนที่น่าประทับใจ กล่าวคือ เมื่อสะใภ้เดินทางถึงบ้านสามีแล้วญาติๆ จะนำดุ้นฟืนมาให้รองนั่งเรียงคู่กับสามีที่ห้องผีเรือน ตะลาม (ล่าม) จะนำเอาเลือดไก่มาทาที่เข่าทั้งสองข้างของคู่สมรส ทำพิธีสู่ขวัญหัวเข่าเพื่อเสี่ยงทายดวงชะตาของชีวิตคู่ ถ้าหากเลือดไก่ไหลลงถึงหลังเท้าถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ถ้าไหลไปในทิศทางอื่นจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี หลังจากนั้นก็จะเปิดเหล้าไหให้ดื่มเพื่อรับขวัญคู่สมรส แล้วให้ทั้งคู่หลับตาใช้ตะเกียบเสี่ยงมายคีบอาหารในจาน ถ้าคีบได้กระดูกไก่เชื่อว่าจะร่ำรวยเงินทอง หากคีบได้ชิ้นเนื้อไก่ก็จะมีข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ จากนั้นก็ทำพิธีสู่ขวัญให้ญาติผู้ใหญ่ของสามีผูกข้อมือรับขวัญสะใภ้ใหม่

ฮีตขัดประตูเรือน ตามจารีตของข่ามุ ภายหลังพิธีกินดองพ่อแม่และญาติของฝ่ายหญิงจะทำพิธีปิดประตูเรือน ห้ามคู่สมรสกลับขึ้นเรือนอีกภายใน 7 วัน เพราะถือว่าอัปมงคล เมื่อพ้นกำหนดจึงกลับไปทำพิธีส่งเหล้าที่เรือนฝ่ายหญิงเพื่อขอบคุณ ญาติพี่น้องที่มาช่วยงานเป็นการส่งท้ายงานกินดองในพิธีดังกล่าว พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะแบ่งมรดกและสิ่งของเครื่องใช้ให้ เช่น เงิน ทอง สัตว์เลี้ยง ได้แก่ วัว ควาย หมู เพื่อนำไปสร้างครอบครัวใหม่ แต่จะไม่แบ่งปันสิ่งของที่ใช้ในจารีตคนตายให้แก่คู่สมรส เช่น เหล้าไห เสื่อ ถ้วย ช้อน จอบ เสียม สุนัข เพราะถือว่าอัปมงคล

ประเพณีการตาย
ข่ามุเชื่อว่าเมื่อคนเราตายไปแล้ว ขวัญจะออกจากร่างไปเกิดใหม่อยู่กับญาติพี่น้องในเมืองแกนซึ่งอยู่บนฟ้า ภายหลังสิ้นใจญาติพี่น้องจะอาบน้ำศพ แต่งตัวให้ใหม่แล้วนำศพไปนอนวางขวางไว้ที่ตรงขื่อกลางเรือน เอาผ้าขาวมาคลุมศพตั้งแต่หัวจรดเท้า นำเสื้อผ้าสิ่งของเครื่องใช้ เงิน เครื่องประดับ เหล้า น้ำ และอาหาร มาวางไว้ข้างศพให้ครบเพื่อให้ผู้ตายเลือกนำติดตัวไปใช้ในเมืองแกง ถ้าหากไม่นำมาวางให้ครบถ้วนเชื่อว่า ผู้ตายจะทักท้วงถามหาภายหลังซึ่งทำให้คนในบ้านเจ็บป่วย ให้เอามีดเสียบลงทะลุฟากลงด้านล่างที่ด้านหัวและเท้าของศพข้างละ 1 เล่ม แล้วจุดเทียนไว้ที่ปลายมีดเพื่อส่องทางให้ผู้ตายไปเกิดยังเมืองแกน นอกจากนี้นำเอาน้ำเต้ามาเขียนเป็นรูปหน้าคนแขวนไว้ใต้ถุนเรือนเพื่อให้ผีอื่นไม่กล้ามารบกวน

พิธีทุบหมู ในวันที่สอง ญาติพี่น้องจะฆ่าหมู 1 ทานอุทิศให้ผู้ตายนำไปกินระหว่างทางหรือนำไปเลี้ยงวิญญาณผีอื่นๆ ในปรโลก ข่ามุไม่นิยมฆ่าวัว-ควายอุทิศให้ผู้ตาย เพราะวัวใช้สำหรับเลี้ยงผีแถน และควายใช้ในพิธีกรรมเลี้ยงผีเรือน หลังจากฆ่าหมูแล้วนำไปปรุงอาหาร จัดสำรับอาหารโดยคว่ำเอาด้านล่างขึ้นข้างบนจัดอาหารใส่ไว้เรียกว่า สำรับข้าวผี เปิดเหล้าไหวางไว้ข้างๆ แล้วจุดเทียนติดด้ามมีดปักไว้ตรงหัวนอนของผู้ตาย บรรดาญาติก็จะนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดมือศพเพื่อเรียกให้ผู้ตายมากินข้าว


พิธีปลงศพ จารีตเก่าของข่ามุจะไม่นำศพใส่โลงแต่จะใช้เสื่อห่อร่างผู้ตาย ใช้เชือกมัดติดคานหามแล้วช่วยกันหามไปยังที่ป่าช้า ส่วนสิ่งของเครื่องใช้ที่นำไปให้ผู้ตายจะเป็นของเก่าๆ เช่น เสื้อผ้า หม้อ ถ้วย ช้อน แห และเครื่องเรือนอื่นๆ เพราะเชื่อว่าของเก่าในเมืองมนุษย์จะเป็นสิ่งของใหม่ที่ดีในเมืองผี นอกจากนี้จะจัดเตรียมสำรับอาหารไปทานอุทิศให้ยังที่ฝังศพอีกต่างหาก ในขณะที่หามศพไปฝังนั้น ห้ามมองเหลียวหลัง เพราะเชื่อว่าจะทำให้มีคนตายอีก

หมู่บ้านข่ามุแต่ละบ้านจะมีป่าช้า 1 แห่งอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน เมื่อมีคนตายคนแรกจะนำไปฝังไว้สุดขอบด้านตะวันตกของป่าช้า ต่อมาจะฝังเรียงติดต่อกันมาโดยหันหัวเข้าหาหมู่บ้าน ทุกคนที่ไปส่งศพจะถือไม้ง่ามไปด้วยคนละ 2 อัน อันหนึ่งสำหรับทำขอเกาะเพื่อทำพิธีเกี่ยวขวัญของตนเองจากหลุมฝังศพกลับไปบ้าน โดยจะนำมามัดรวมกันเพื่อทำพิธี “เฮ็ดน้ำอูน้ำของ” ส่วนอีกอันหนึ่งใช้ทำไม้เท้าเพื่อส่งเคราะห์ของตนเอง โดยจะโยนลงไปรวมกันในหลุมฝังศพ เสร็จแล้วสร้างกระต๊อบคร่อมหลุมฝังศพ เรียกว่า “เรือนผี” โดยมุงหลังคาด้วยหญ้าคาหรือใบหวายกลับด้าน ห่างจากหลุมฝังศพมาทางหมู่บ้านประมาณ 100 เมตร จะมีรางน้ำวางไว้ เรียกว่า น้ำอูน้ำของ หรือน้ำกัดเหล็กกัดทอง หมอผีจะทำพิธีเสกคาถาอาคมของใส่พร้อมกับว่านไฟ เพื่อให้ผู้คนที่ไปร่วมงานศพล้างเท้าเพื่อปัดรังควาน เมื่อกลับถึงหมู่บ้านทุกคนจะไปทำพิธีปัดรังควาญอีกครั้งหนึ่ง หมอมนต์จะนำฝักส้มป่อยและว่านไฟใส่ลงในน้ำเสกเป่าทำน้ำมนตร์ประพรมให้ทุกคนและทั่วบริเวณบ้าน เพื่อขับไล่สิ่งที่เป็นอัปมงคลทั้งหลาย แล้วนำลูกไก่มาเชือดคอเอาเลือดทาหัวเข่าข้างซ้ายของทุกคนเพื่อขับไล่วิญญาณร้ายที่แอบแฝงมาจากป่าช้า

สู่ขวัญบุญ จัดขึ้นหลังจากที่กลับมาจากป่าช้าเพื่อทำพิธีเรียกขวัญให้กลับมาสู่ตัว มีเหล้า 2 ไห ไก่ 1 ตัว ฆ่าไก่แล้วเอาเลือดทาที่เข่าของทุกคน แล้วจึงนำไก่ไปต้มทำพิธีสู่ขวัญ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

สู่ปด เป็นการจัดพิธีกรรมเพื่อเก็บสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนสู่สภาพเดิม และขับไล่สิ่งชั่วร้ายทั้งปวงออกจากเรือน การประกอบพิธีกรรม ฆ่าสุนัข 1 ตัว ไก่ 1 ตัว นำเอาเลือดทาสิ่งของที่ใช้ในพิธีกรรมแล้วนำไปทิ้งตามทางไปป่าช้า ส่วนเครื่องเรือน เช่น เสื้อผ้า ผ้าห่ม จะนำไปซัก ผู้หญิงจะพากันไปสระผมที่ท่าน้ำแล้วหวีผมแต่งตัวใหม่ ผู้ชายจะช่วยกันซ่อมแซมเรือนชานที่ชำรุดจากการจัดงานศพให้ด้วย

ไว้ทุกข์ สมาชิกในครอบครัวของผู้ตายจะอยู่ไว้ทุกข์เป็นเวลา 3 ขวบ (30 วัน) เพื่อแสดงความอาลัยและไว้ทุกข์ให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ในระหว่างนั้นผู้เป็นภรรยาซึ่งสามีตายจะต้องปลดต่างหูออกทั้งสองข้าง ส่วนสะใภ้จะปลดออกข้างเดียว ห้ามรับประทานอาหารบางชนิด เช่น ผลไม้ ขนม ห้ามแต่งหน้า ทาแป้ง ห้ามนุ่งห่มเสื้อผ้าใหม่ ไม่ไปร่วมงานสนุกสนานรื่นเริง จะอยู่แต่ในบ้าน เมื่อครบ 30 วันจะทำพิธีเชิญวิญญาณผู้ตายจากป่าช้ามาเป็นผีเรือนเรียกว่า “โหรยกาง” เพื่อปกป้องดูแลลูกหลานและสมาชิกในครอบครัว

ขึ้นบ้านใหม่
เรือนของข่ามุเป็นที่พักอาศัยของคนและผีเรือนซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะของเรือนแต่ละประเภท

ตูบแดบ ปลูกเป็นเพิงหมาแหงนหรือทรงหลังราบเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยชั่งคราวก่อนจะปลูกเรือน หรือปลูกไว้ในไร่เพื่อพักอาศัยในฤดูกาลเพาะปลูก ดังนั้นจึงไม่มีหอผีเรือน

ปะตะ เป็นเรือนพักอาศัยของผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี นิยมปลูกเป็นเรือนยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร อีกส่วนหนึ่งอยู่บนพื้นดิน ในตัวเรือนแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็น 3 ส่วน คือ เขตดินจะใช้เป็นพื้นที่สำหรับเก็บสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น ไหน้ำ กระบุง ตะกร้า หิ้ววางถ้วยชามและเครื่องครัว อีกส่วนหนึ่งเป็นห้องผีเรือนเป็นที่สถิตของผีพ่อผีแม่ ใช้สำหรับนึ่งข้าว นึ่งเผือกมัน ต้มเหล้าไว้สำหรับเลี้ยงผีเรือน บุคคลภายนอกห้ามผ่านเข้าไปในห้องนี้เด็ดขาด เพราะถือว่าผิดผีเรือนอย่างร้ายแรง ซึ่งอาจจะต้องฆ่าหมูหรือควายเลี้ยงเพื่อขอขมาผีเรือน ส่วนที่สามจะยกพื้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ห้องแขกใช้สำหรับรับแขกรับประทานอาหารและประกอบพิธีต่างๆ อีกส่วนหนึ่งเป็นห้องนอนของสมาชิกในครอบครัว เช่น ห้องนอนพ่อแม่ ลูกชาย ลูกสะใภ้ ลูกสาว ระหว่างเขตย่อยสองเขตนี้จะมีเตาไฟแห่งหนึ่งใช้สำหรับประกอบอาหารหรือใช้ผิงในฤดูหนาว บางครอบครัวจะปลูกเรือนดินไว้เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวในระยะ 2-3 ปี ก่อนจะปลูกเรือนถาวร

กางรวม เป็นเรือนร้านยกพื้นแบบธรรมดาในตัวเรือน แบ่งออกเป็น 3 เขต แต่ละเขตมีเตาไฟ 1 แห่ง เขตนอกห้องนอนเป็นบริเวณเก็บสิ่งของเครื่องใช้ในเรือน ใช้เป็นที่ปรุงอาหารและรับประทานอาหาร มีเตาไฟสำหรับปรุงอาหาร 1 แห่ง เขตในห้องนอนเป็นที่นอนของพ่อ-แม่ ลูกชาย-ลูกสะใภ้และลูกสาว มีเตาไฟสำหรับผิงหนาว 1 แห่ง และมีเขตหอผีเรือน ซึ่งจะอยู่ด้านในสุดของห้อง มีเตาไฟผีเรือน 1 แห่ง ใช้สำหรับนึ่งข้าว ต้มเหล้า และเผือกมัน จะจัดสำรับอาหารไว้ 1 ชุด ทุกวัน เพื่อเลี้ยงผีเรือน ห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปโดยเด็ดขาด

กางแตะ หรือเรือนห้อง เป็นเรือนขนาดใหญ่ มี 4 ห้อง มีเตาไฟ 4 แห่ง แบ่งออกเป็น 3 เขตคือ เขตนอก หรือห้องนอกใช้เป็นสถานที่รับแขก มีเตาไฟสำหรับปรุงอาหาร 1 แห่ง มีประตูเข้าออก 2 ประตู คือ ประตูใหญ่อยู่ด้านหน้าเรือนและประตูด้านข้างออกสู่ชานบ้าน เขตในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เขตที่นอนของครอบครัว ซึ่งเป็นห้องโล่งๆ แบ่งสัดส่วนบริเวณของพ่อแม่และลูกๆ โดยกางมุ้งสีดำเรียงถัดกันลงมาตามลำดับอาวุโส มีเตาไฟสำหรับผิงในฤดูหนาว 1 แห่ง เขตในสุดของเรือนจะเป็นห้องผีเรือนเรียกว่า “ห้องโลก” มีเตาไฟ 1 แห่ง เป็นเตาผีเรือนใช้เฉพาะนึ่งข้าว เผือกมัน และต้มเหล้าจัดสำรับไว้เลี้ยงผีเรือน 1 ชุด เป็นเขตหวงห้าม เข้าได้เฉพาะบุคคลในครอบครัว ห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปโดยเด็ดขาด บริเวณที่อยู่ของผีเรือนจะอยู่ติดกับเตาไฟ โดยทำเป็นร้านติดไว้กับฝาเรือนสูงพ้นหัวคน เอาไม้ไผ่สองลำเสียบจากหลังคาลงตั้งบนร้าน เอาไม้อีกท่อนหนึ่งพาดขวางระหว่างกลางสำหรับมัด “ตุ่ง” ซึ่งเป็นที่อยู่ของผีเรือน

ตามจารีตของข่ามุเชื่อว่า จะปลูกเรือนห้องก็ต่อเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วยหนัก และ หมอมนต์ได้มาพิจารณาตรวจวินิจฉัยแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำของผีเรือน ซึ่งมีความประสงค์จะให้เจ้าบ้านสร้างบ้านขึ้นใหม่เป็นเรือนห้อง ดังนั้นเจ้าของบ้านจะต้องปลูกสร้างให้เป็นไปตามความต้องการของผีเรือน ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขโดยที่ผีเรือนจะคอยปกปักรักษาคุ้มครอง

พิธีขึ้นบ้านใหม่ ประเพณีขึ้นบ้านใหม่ของข่ามุจะเริ่มต้นในเวลาเย็น เจ้าบ้านจะทำพิธีเซ่นไหว้ผีเรือน หลังจากนั้นก็จะเอาผ้าขาวมาคาดศีรษะ จับไต้ไฟถือหม้อนึ่งและน้ำเต้าเดิมนำไปก่อน ส่วนแม่บ้านจะถือเก้าอี้หวายกลมๆ (ตั่งหวาย) สะพายถุงน้ำและเป้เครื่องเรือน ลูกคนสุดท้องจะแบกต้นอ้อย ใบหวายและไม้ที่เป็นมงคล โดยมีผ้ายาว 1 วา และซิ่นผืนหนึ่งพาดไว้ แขวนถุงใบหนึ่งไว้ที่โคนต้นอ้อยเรียกว่าขวัญผีเรือน ส่วนลูกหลานและญาติๆ จะแบกเครื่องเรือน ตีฆ้องและฉาบตามไปเป็นขบวนเดินรอบบ้าน 3 รอบ เอาเก้าอี้หวายมานั่งแล้วกล่าวคำขอขึ้นไปอยู่อาศัยบนเรือนเพื่อเป็นสิริมงคล จากนั้นจะถือฟัก 1 ลูกขึ้นเรือน แล้วโยนข้ามขื่อเรือนไปตกในห้องด้านใน บรรดาเด็กๆ จะแย่งกันเตะฟักลูกนั้นจนแตกแล้วญาติๆ จะใช้แหทอดเอาเศษฟักมาเก็บไว้

หลังจากเก็บข้าวของเครื่องเรือนเสร็จแล้ว แม่บ้านจะปัดกวาดเตาไฟ ก่อไฟและเชิญญาติพี่น้องมาร่วมพิธี นำเหล้าไหมาเปิดบริเวณห้องผีเรือน ฆ่าไก่ 1 ตัว นำเอาเลือดไก่มาทาที่สถิตของผีเรือนเพื่อเซ่นถวายผีเรือน เรียกว่า บากตึงราง เพื่อขอให้ปกป้องคุ้มครองลูกหลานและสมาชิกในครอบครัวทุกคน หลังจากนั้นจะนำเหล้าไหให้ผู้มาร่วมพิธีดื่ม มีการขับลำนำเรียกว่า เติ๋ม เชิญชวนญาติพี่น้องดื่มโดยทั่วกัน ส่วนไก่นำไปต้มสุกแล้วเจ้าบ้านจะทำพิธีจ้ำข้าวผีเรือน ในขณะเดียวกันนอกห้องก็จะเปิดเหล้าไหอีก 1 ไห สำหรับบอกกล่าวผีอาวง (ผีเสื้อบ้าน) เพื่อให้ทราบว่าจะมีการจัดงานขึ้นบ้านใหม่ เพื่อขอความคุ้มครองให้การจัดงานเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ให้มาทักท้วงหรือรบกวน

พิธีฟายเหล้า การฟายเหล้าเป็นพิธีที่แขกผู้มาร่วมงานแสดงความยินดีต่อเจ้าของบ้าน และเป็นการแสดงความเคารพผีเรือน เริ่มพิธีภายหลังจากการบูชาผีเรือนเสร็จแล้วตอนหัวค่ำเจ้าของบ้านจะเลือกหาชายหญิงที่มีอัธยาศัยใจคอดีมาคู่หนึ่งเรียกว่า ปู่ย่า ให้ทำหน้าที่จัดบริการเหล้าไหให้แก่แขกที่มาร่วมงาน ปู่ย่าจะนำเหล้าไหมาเปิดข้างเตาไฟกลางห้องโถง เอาก่ำเหล้า (หลอดดูด) ทำด้วยเรียวไม้ไผ่ยางประมาณ 1 เมตร จำนวน 10-12 อัน เสียบไว้ที่ปากไหเติมน้ำให้เต็มไหเหล้าแล้วปู่ย่าจะทำพิธีดื่มก่อนคนละ 2 ถ้วย หลังจากนั้นให้ญาติผู้ใหญ่และผู้อาวุโสที่มาร่วมงานนั่งจับก่ำล้อมไหเหล้า ก่ำเหล้าแต่ละดันจะขอดตอกเป็นบ่วงครอบไว้ นำไข่ 1 ฟองใส่ลงในจอกไม้ไผ่ใส่ไว้ที่ปากไหเหล้าพร้อมเงิน 1 บี้ และจุดเทียนขี้ผึ้ง 1 คู่ เชิญหมอมนต์ทำพิธีสวดมนต์ฟายเหล้า บทสวดแบ่งออกเป็น 3 ตอน พอสวดจบแต่ละตอนก็จะตีฆ้องรับ เมื่อสวดจบทั้ง 3 ตอนแล้ว หมอมนต์จะเอาด้ายสิญจน์มัดติดกำไลข้อมือ แขวนไว้ติดกับหลังคาบ้านตรงบริเวณที่ทำพิธีเปิดเหล้าไห เสร็จพิธีแล้วดื่มเหล้าไหร่วมกัน อวยพรให้แก่เจ้าบ้านและสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข มีข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ ไม่อดยาก ธรรมเนียมการดื่มเหล้าไหจะเริ่มจากผู้อาวุโสสูงสุดและรองลงไปตามลำดับ หลังจากนั้นบรรดาหนุ่ม-สาวจะดื่มหมุนเวียนกันไปโดยทั่วกัน ถ้าไหเดิมจืดก็จะเปิดไหใหม่ ในขณะดื่มเหล้าไหจะมีการขับเติ๋ม ตีกลองมโหระทึก ฉาบ กลอง และเล่น “ทั่งบั้ง” เพื่อประสานเสียงดนตรีของชนเผ่าขมุให้สนุกสนานยิ่งขึ้น บรรดาผู้ชายก็จะออกมาฟ้อนรำตามจังหวะของเสียงกลองและมโหระทึก ส่วนแขกที่มาร่วมงานต่างก็จะนำเอาสิ่งของมาช่วยเหลือ เช่น ข้าวสาร เหล้าไห ไก่ ไข่ไก่ และสิ่งของอื่นๆ โดยนำไปมอบให้เจ้าบ้านในห้องผีเรือน เพื่อบอกกล่าวให้ผีเรือนรับทราบ

สู่ขวัญลูกหลาน รุ่งเช้าของวันใหม่เจ้าบ้านจะเปิดเหล้า 1 ไห ฆ่าไก่ 1 ตัว ไปทำพิธีเช่นไหว้ผีเรือน แล้วทำพิธีสู่ขวัญลูกหลานที่นอกห้องนอน ให้สมาชิกในครอบครัวทุกคนนั่งรวมกันเปิดเหล้าไหและฆ่าไก่ เอาเลือดไก่มาทาหัวเข่าทั้งสองข้างของทุกคนเรียกว่า สูรับทึมมาล ต้มไก่นั้นแล้วนำมาใส่สำรับขวัญเฒ่าแก่หมอขวัญจะกล่าวคำสู่ขวัญ เอาข้าวเหนียวนึ่งกับเนื้อไก่จดบนกระหม่อมของแต่ละคนเพื่อรับขวัญ แล้วรับประทานอาหารร่วมกัน ส่วนแขกที่มาร่วมงานก็จะเปิดเหล้าไหดื่ม ตีฆ้องกลองต่อไปตลอดทั้งวัน จนกระทั่งถึงเวลาที่ขึ้นเรือนเรียกว่า ครบขวบยาม จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน

ลบแปเรือน เป็นจารีตที่เจ้าบ้านและสมาชิกในครอบครัวจัดขึ้นภายหลังการขึ้นบ้านใหม่ได้ 7 วัน ประกอบพิธีกรรมโดยสานเรือก ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่ขัดแตะขึ้นไปปิดทับแปเรือนเรียกว่า ลบแปเรือน เพื่อให้เป็นสิริมงคลต่อไป

อยู่กำเรือน หลังจากทำพิธีลบแปเรือนแล้วจะเปิดเหล้า 2 ไหเซ่นไหว้บอกกล่าวผีเรือน หลังจากนั้นทุกคนในครอบครัวจะอยู่คะลำบ้านใหม่เป็นเวลา 10 วัน เพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้านใหม่ เป็นที่พอใจของผีเรือนและให้สมาชิกในครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป ในระหว่างอยู่กำนั้นสมาชิกในครอบครัวจะอยู่ในในบริเวณบ้าน ไม่ออกจากบ้านไปที่อื่น เมื่อครบกำหนดออกคะลำจะทำพิธี กูดโลก เพื่อเลี้ยงผีเรือนโดยเปิดเหล้า 1 ไห ฆ่าไก่ 1 ตัว ประกอบพิธี หลังจากนั้นจึงเริ่มไปทำมาหากินตามปกติ



จารีตในการทำไร่ของข่ามุ
ชาวข่ามุมีคติสอนใจว่า “มีข้าวแล้วจะมีทุกอย่าง ถ้าหากอดข้าวแล้วจะอดทุกอย่าง” ดังนั้นจึงนิยมสร้างยุ้งข้าวแยกออกจากตัวเรือนที่พักอาศัยไว้ในที่โล่งเตียน โดยมีหลักว่า “แม้ว่าไฟไหม้บ้านก็ยังไม่อดตาย” การถางป่าทำไร่เป็นอาชีพหลักของข่ามุ แต่ละครอบครัวจะมีพื้นที่ทำไร่ 3-5 แห่ง เพื่อทำไร่หมุนเวียนโยกย้ายพื้นที่สลับกันไปในแต่ละปี พื้นที่ทำไร่แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ไร่ป่าดง ไร่เหล่า และไร่หลก ไร่ป่าดงเป็นพื้นที่เปิดใหม่โดยจะถางป่าสมบูรณ์เพิ่มเติมเป็นพื้นที่ทำไร่ ไร่เหล่าเป็นพื้นที่ไร่เก่าที่ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 ปี ส่วนไร่หลกเป็นการทำไร่ซ้ำในพื้นที่เดิมเป็นเวลา 1-2 ปี แล้วปล่อยให้เป็นไร่เหล่าเพื่อให้ดินฟื้นฟูสภาพความสมบูรณ์ แล้วกลับมาทำใหม่ต่อไปเมื่อครบรอบ 3-5 ปี

โดยปกติข่ามุจะเลือกพื้นที่ทำไร่ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกันหลายครอบครัว ก่อนลงมือถางป่าทำไร่จะต้องทำพิธีเปิดเหล้าไหบอกกล่าวผีเรือนเพื่อขอให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ หลังจากนั้นก็เดินทางไปยังพื้นที่ถางป่าแล้วทำพิธีบอกกล่าวผีอารักษ์ เจ้าป่าเจ้าเขาซึ่งเรียกว่า ผีอาวง แล้วลงมือถางป่าให้ได้พื้นที่จำนวนหนึ่งเรียกว่า การแฮกถางไร่ หลังจากนั้นรอดูสักระยะหนึ่ง ถ้าไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรก็จะถางไร่นั้นจนแล้วเสร็จ แต่ถ้ามีเหตุอาเพศเกิดขึ้น เช่น ได้ยินเสียงชะนีร้อง เสียงเก้งร้อง หรือฝันเป็นลางร้าย เช่น ฝันว่าได้ฆ่าวัว-ควายก็จะยุติการถางไร่บริเวณนั้น แล้วไปเลือกพื้นที่แห่งใหม่ต่อไป ส่วนข้อกำหนดอื่นๆ ที่ถือว่าเป็นข้อห้ามในการเลือกพื้นที่ทำไร่ คือห้ามเลือกพื้นที่ทำไร่ฝ้ายที่มองเห็นไร่ข้าว หรือถางไร่แห่งหนึ่งแล้วมองเห็นไร่อีกแห่งหนึ่ง ไร่ข้าวของพี่น้องที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกันจะมองทะลุไปเห็นกันไม่ได้ เป็นต้น

แฮกไร่ การแฮกไร่เป็นการประกอบพิธีเริ่มแรกของการทำไร่จะประกอบพิธีในวันแรกของการปลูกข้าวไร่ ซึ่งจะเลือกวันที่ดีงาม โดยแม่บ้านนำพันธุ์ข้างปลูกไปตั้งไว้ที่กลางไร่ จากนั้นเอาลำไม้ไผ่ยาวประมาณ 3 เมตร เสื้ยมปลายให้แหลมเป็นรูปใบข้าวแล้วนำด้ามโคนปักดินทำเป็นหลัก ผ่าตรงกลางแล้วเหลาไม้เสียบขัดขวางไว้อันเป็นสัญลักษณ์ของต้นข้าวตั้งท้อง ถัดจากนั้นลงไปเจาะเป็นรูแล้วทำไม้ลิ่มเป็นรูปอวัยวะเพศชายเสียบใส่ไว้ เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชผล บริเวณรอบๆ นำไม้ไผ่มาขัดเป็นราชวัติ ทำรั้วล้อมไว้ ก่อนทำพิธีสักข้าวไร่แม่บ้านจะจุดมุดซึ่งเป็นสายเชือกที่ทำด้วยเศษผ้า เพื่อขับไล่ผีสางนางร้ายที่จะมาทำอันตรายแก่พันธุ์ข้าวปลูก นำเอาพันธุ์ข้าวปลูกส่วนหนึ่งใส่ลงในภาชนะจักสานเรียกว่า กะแปมพร้อมกับปลอกคอและกำไลมือ แล้วเอาเลือดไก่หยดใส่เพื่อรับขวัญข้าวแล้ว จากนั้นจึงเริ่มสักและหยอดข้าวลงหลุมในบริเวณที่ล้อมรั้วไว้

เลี้ยงผีตาแฮก เมื่อหยอดข้าวไร่เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะประกอบพิธีเลี้ยงผีตาแฮก โดยปลูกหอผีไว้ใกล้ๆ กับบริเวณที่แฮกไร่ นำตอกมาสานเป็นสายสร้อยระย้า ตัวจักจั่นและตัวปลา แขวนไว้กับปลายไม้ไผ่ผูกมัดติดไว้ในเรือนหอผี ทำร้านไว้ใกล้ๆ หอผีเพื่อวางสิ่งของที่ใช้ประกอบในพิธีกรรม ซึ่งมีซิ่น 2 ผืน ผ้า 2 ชิ้น ปลอกคอ กำไลมือ หมาก พลู เทียน ขี้ผึ้ง เงิน เหล้า 2 ไห ไก่ต้ม 2 ตัว การประกอบพิธีเลี้ยงผีตาแฮก จะให้เฒ่าแก่หรือผู้ที่ช่างพูดมาเป็นผู้ประกอบพิธี เรียกว่า เจ้าจ้ำ กล่าวอ้อนวอนให้ผีอารักษ์เจ้าป่าเจ้าเขามารับเครื่องเซ่นสังเวย และขอให้ปกปักรักษาข้าวไร่ให้เจริญงอกงาม ปราศจากโรคแมลง รวมทั้งสัตว์ป่าหรือผีสางนางร้ายมิให้มารบกวน

ธรรมเนียมกินข้าวใหม่ เมื่อข้าวในไร่สุกแล้วก่อนจะเก็บเกี่ยวจะต้องทำพิธีกินข้าวใหม่ โดยเลือกฤกษ์งามยามดีแล้วให้แม่บ้านแบกกระยั้ง (กระบุง) ใส่หลัง ถือดุ้นฟืนที่ติดไฟไปไร่พอถึงทางแยกเข้าไปสู่ไร่ ตัดไม้มาทำเป็นซุ้มประตูผูกเฉลวติดไว้เพื่อป้องกันภูตผีปิศาจไปรบกวนข้างไร่ แล้วเดินลอดประตูซุ้มนั้นเข้าไปในไร่ จากนั้นแม่บ้านจะเก็บเกี่ยวข้าวจำนวนหนึ่งไปตำเพื่อทำข้าวรางเพื่อเลี้ยงผีเรือน ในตอนค่ำวันนั้นจะฆ่าไก่ 1 ตัว และเปิดเหล้า 1 ไห พร้อมทำข้างรางถวายผีเรือน ทำพิธีเชิญผีเรือนให้มากินข้าวใหม่ และขอให้ผีเรือนคุ้มครองลูกหลานและสมาชิกในครอบครัวมีความสุขสมบูรณ์ไม่อดอยาก

เลี้ยงผีไร่ พิธีเลี้ยงผีไร่เป็นการประกอบพิธีกรรมเพิ่มเฉลิมฉลองความสำเร็จของการเก็บเกี่ยวผลผลิต และเลี้ยงผีอารักษ์ที่ได้ปกปักรักษาผลผลิตมาตลอดฤดูการทำไร่ การประกอบพิธีจะกระทำในวันที่เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว สิ่งของที่ใช้ในพิธีกรรมส่วนใหญ่คล้ายกับพิธีแฮกไร่ แต่จะเพิ่มร้านสำหรับวางเครื่องเซ่นผีป่าหรือผีร้ายอีก 1 แห่ง การประกอบพิธีกรรมฆ่าหมู 1 ตัว เหล้า 2 ไห สำหรับเลี้ยงผีอารักษ์ ฆ่าไก่ 2 ตัว เหล้า 2 ขวด สำหรับเซ่นผีป่า
ในวันเลี้ยงผีไร่แม่บ้านจะทำหน้าที่เป็น “แม่ข้าว” ทำพิธีเรียกขวัญลูกข้าว โดยไปเก็บเกี่ยวข้าวในเขตแฮกไร่เรียกว่า “ลูกข้าว” ใส่กระแปมพร้อมทั้งเรียกขวัญลูกข้าวไปอยู่ยุ้งฉาง พิธีสู่ขวัญลูกข้าวมีไก่ต้ม 1 ตัว เหล้า 1 ไห ภายหลังประกอบพิธีเลี้ยงผีไร่และเรียกขวัญข้าวเสร็จแล้ว บรรดาแขกผู้ช่วยเกี่ยวข้าวจะดื่มเหล้าและรับประทานอาหารร่วมกัน แล้วแห่แม่ข้าวและลูกข้าวกลับบ้าน ในวันต่อมาก็จะขนข้าวขึ้นยุ้งและทำพิธีเรียกขวัญข้าวขึ้นยุ้งอีกครั้งหนึ่ง นำเอากระแปมใส่ลูกข้างมัดแขวนไว้ในยุ้งข้างเพื่อให้อยู่เป็นมิ่งขวัญของยุ้งข้างต่อไป

ผีบ้าน
ความเชื่อเรื่องผีบ้าน เกิดจากความสำนึกของข่ามุที่มีต่อวิญญาณบรรพบุรุษซึ่งเป็นผู้ปกครองในเขตนั้น จึงต้องประกอบพิธีเลี้ยงผีบ้านเพื่อให้ช่วยดูแลคนในหมู่บ้านอยู่เย็นเป็นสุข และทำมาหากินสะดวกสบาย ผลผลิตงอกงามดี สัตว์เลี้ยงปราศจากโรคภัยมารบกวน ผีบ้านจะช่วยป้องกันไม่ให้ผีร้ายจากภายนอกเข้ามารบกวนชาวบ้าน

การเลี้ยงผีบ้าน จะประกอบพิธีที่ดงผีบ้านซึ่งเป็นป่าไม้ใหญ่ที่อยู่ทางหัวบ้านหรือข้างหมู่บ้าน ถือว่าเป็นป่าศักดิ์สิทธิ์ ห้ามผู้ใดเข้าไปบุกรุกตัดฟันต้นไม้ ล่าสัตว์หรือส่งเสียงดังรบกวน การเลี้ยงผีบ้านจะประกอบพิธีกรรมในราวเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งเป็นต้นฤดูการเพาะปลูก ถือว่าเป็นหน้าที่ของชาวบ้านทุกคนจะต้องร่วมกัน หากผู้ใดออกไปทำนาทำไร่หรือไปธุระที่อื่น จะต้องกลับมายังหมู่บ้านให้ทันเลี้ยงผีบ้านและเข้ากรรมบ้าน ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการประกอบพิธี คือหมอมนต์ จะปรึกษาผู้เฒ่าผู้แก่เพื่อวางแผนจัดเตรียมพิธีกรรมเก็บรวบรวมเงินและสิ่งของที่ใช้ในพิธีกรรม รวมทั้งกำหนดวันเลี้ยงผีบ้านแล้วประกาศให้ทราบทุกครอบครัวก่อนวันประกอบพิธี พวกผู้ชายจะพากันไปถางบริเวณที่จะประกอบพิธีกรรมที่ดงผีบ้าน ปลูกสร้างกระต๊อบเล็กๆ มุงด้วยหญ้าคาหรือใบหวาย สูงเสมอศีรษะ 1 หลังประดับตกแต่งด้วยดอกไม้และสร้อยสังวาลที่ขอดด้วยตอกไม้ไผ่ เช้าวันต่อมาเป็นวันประกอบพิธีกรรมแต่ละครอบครัวจะส่งตัวแทนไปร่วมซึ่งจะเข้าร่วมพิธีได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น

ผู้ประกอบพิธีกรรมเรียกว่า หมอจ้ำผีหรือหมอกวานผี ซึ่งได้แก่ หมอมนต์ผู้ที่รู้ขั้นตอนของจารีตประเพณีสิ่งของที่ใช้ในพิธี ได้แก่ เสื้อ ผ้า กางเกง ซิ่น กำไลมือ ปลอกคอ เงินขัน เงินเซี่ยน ขี้ผึ้ง 4-8 คู่ หมอจ้ำผีจะจัดวางสิ่งของให้ถูกต้องตามจารีต ชาวบ้านจะนำไก่ไปร่วมครอบครัวละ 1 ตัว และเหล้าไหไปร่วมพิธีกรรม ส่วนหมูที่ใช้เซ่นเลี้ยงผีจะเก็บรวบรวมเงินจากชาวบ้านซื้อไปประกอบพิธี 1 ตัว เมื่อได้เวลาอันสมควรแล้ว เจ้าจ้ำผีจะทำพิธีเชิญผีเจ้าบ้านทั้งหลายมารับเอาเครื่องเซ่นสังเวย เงิน และสิ่งของเครื่องใช้ที่ลูกบ้านจัดมาให้ หลังจากนั้นเชิญให้กินอาหารและดื่มเหล้าพร้อมกับขอให้คุ้มครองชาวบ้านทุกคน การเลี้ยงผีบ้านผู้เข้าร่วมในพิธีกรรมจะรับประทานอาหารร่วมกัน แข่งขันกันดื่มเหล้าไห มีการขับเติ๋ม ตีมโหระทึก ฟ้อนง้าว ฟ้อนนางแก้ว และสนุกสนานร่วมกัน เสร็จพิธีแล้วเตรียมเข้ากรรมบ้านในวันถัดไป

เข้ากำบ้าน เข้ากำ หรือเข้ากรรมบ้าน เป็นข้อกำหนดที่เป็นจารีตประเพณีของข่ามุ ตามปกติจะเข้ากำบ้านปีละครั้งหลังจากเลี้ยงผีบ้าน มีกำหนด 3-4 วัน ในระหว่างเข้ากำบ้าน ห้ามคนในออกคนนอกเข้าหมู่บ้านอย่างเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกปรับไหมอย่างหนัก อาจให้ชดใช้เป็นหมูเท่ากับจำนวนที่ใช้ประกอบพิธีกรรม เพราะเชื่อว่าผิดจารีตทำให้ผีบ้านโกรธ ไม่ยอมปกปักรักษาหมู่บ้าน ไร่นา สัตว์เลี้ยง และผลผลิตจะได้รับความเสียหาย อาจเกิดภัยพิบัติต่างๆ นานาแก่หมู่บ้าน
เช้าตรู่ของวันเข้ากำบ้าน ชาวบ้านจะนำเฉลวไปปักไว้ตามทางเดินเข้าหมู่บ้านทุกแห่ง พร้อมกับนำกิ่งไม้ใบไม้สดเสียบไว้และใช้เลือดหมูเลือดไก่ทาเฉลวเพื่อเป็นสัญลักษณ์แจ้งให้คนหมู่บ้านอื่นทราบว่ามีพิธีเข้ากรรมบ้าน จะได้หลีกเว้นไปเส้นทางอื่น ไม่เดินผ่านเข้าไปในหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังเชื่อว่าเฉลวจะช่วยป้องกันผีอื่นเข้าไปในหมู่บ้านในขณะประกอบพิธีกรรมในระยะ 3-4 วันดังกล่าว ชาวบ้านจะอยู่กันเงียบๆ ไม่สนุกสนานรื่นเริง ไม่ไปหาปลาล่าเนื้อ ไม่จัดสานหรือตัดเย็บเสื้อผ้า ไม่ตำข้าว ผ่าฟืน ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อผีบ้านของข่ามุ



ข่าเมต/ข่าข่าเมต
ข่าเมต หรือ ข่าข่าเมต เป็นชนเผ่าลาวเทิง มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ทางภาคเหนือของลาวแถบหลวงพระบาง ต่อมาได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในเขตเมืองเวียงพูคา แขวงหลวงน้ำทาและเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้วของลาว ข่าเมตมีสำเนียงภาษาพูดใกล้เคียงกับข่ามุ แต่แตกต่างกันด้านสำเนียงและคำศัพท์บางคำ ไม่มีภาษาเขียนเป็นของตนเอง จึงสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีและเรื่องราวต่างๆ ของบรรพบุรุษด้วยการบอกเล่าสืบต่อกันมา

ข่าเมตหรือข่าข่าเมตส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตภูดอย ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการถางป่าทำไร่และทำนาตามหุบเขา อาหารส่วนมากได้จากป่า เช่น ผัก หน่อไม้ สัตว์ป่า และของป่าอื่นๆ ส่วนสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่เลี้ยงไว้เพื่อใช้งานและประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องผี วัวและควายเป็นสัตว์เลี้ยงที่ถือว่าเป็นทรัพย์สินมีค่าที่แสดงให้เห็นถึงฐานะของครอบครัวตามปกติจะไม่ฆ่าวัวหรือควายเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน นอกจากจะฆ่าเพื่อเซ่นบูชาผีเท่านั้น ส่วนหมู แพะ และไก่จะเลี้ยงกันโดยทั่วไป ส่วนมากจะปล่อยให้สัตว์เลี้ยงหากินเองตามธรรมชาติ เจ้าของจะให้อาหารเสริมบ้างในตอนเย็น เลี้ยงไว้เพื่อเซ่นผีหรือเป็นอาหารในงานเทศกาลสำคัญ เช่น เลี้ยงผีเรือน ผีบ้าน งานแต่งงาน สำหรับไก่นอกจากใช้เลี้ยงผีแล้วยังใช้เป็นอาหารเมื่อมีแขกมาเยือนและเลี้ยงแขกที่มาช่วยในการออกแรงงานร่วมกัน เช่น ลงแขก สร้างบ้านใหม่ เป็นต้น

ประเพณีที่สำคัญของข่าเมตหรือข่าข่าเมต
การเกิด
ตามปกติหญิงข่าเมตหรือข่าข่าเมตที่ตั้งครรภ์จะทำงานในไร่สวนตามปกติ จนถึงใกล้กำหนดคลอด เมื่อคลอดแล้วตัดสายรกยาวประมาณ 1 ข้อมือ บรรจุใส่กระบอกไม้ไผ่นำไปแขวนไว้ที่บนคบต้นไม้ใหญ่นอกหมู่บ้าน ส่วนเด็กน้อยทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่น แล้วนำผ้าห่มคลุมไว้ให้นอนแบบธรรมดา ส่วนแม่ดื่มน้ำร้อนและให้อาบน้ำอุ่นวันละ 3 ครั้ง หลังจากนั้นให้อยู่ไฟพักผ่อนเป็นเวลา 1 เดือน ในระหว่างอยู่ไฟนั้นจะรับประทานได้เฉพาะข้าวกับเกลือเผาและน้ำพริกจิ้มผักต้ม จนกระทั่งออกเดือนจึงรับประทานหมู เนื้อ ไก่ และปลาได้ตามปกติ

ประเพณีวัยหนุ่มสาว
เมื่อเจริญวัยขึ้น พ่อแม่จะสั่งสอนให้ลูกสาวรู้จักการงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน เช่น การทำอาหาร ตำข้าว เลี้ยงสัตว์ เช่น หมู ไก่ สอนให้รู้จักปรนนิบัติพ่อแม่ ให้รู้จักการทำไร่ทำสวน ส่วนลูกชายก็จะสอนให้รู้จักตีมีด พร้า จอบ เสียม ให้รู้จักการทำไร่ทำสวน จักสาน กระบุง ตะกร้า กะยั้ง ดูแลสัตว์เลี้ยงประเภทวัวควาย และสอนให้มีความรู้ในเรื่องการทำมาหากิน

การเลือกคู่ครอง ชายหนุ่มจะเป็นผู้แสวงหาคู่ครองด้วยตนเอง โดยการไปเที่ยวสาวในหมู่บ้านเดียวกันหรือต่างหมู่บ้าน เมื่อรักใคร่ชอบพอกันแล้วก็จะบอกให้พ่อแม่ไปสู่ขอ พ่อแม่ของฝ่ายชายจะจัดเตรียมเหล้า 1 ขวด ไปมอบให้พ่อแม่ฝ่ายหญิงในการเจรจาสู่ขอ ถ้ารับไว้แสดงว่าตกลง ถ้าไม่ตกลงพ่อแม่ฝ่ายหญิงจะส่งเหล้าดังกล่าวกลับคืน

พิธีแต่งงาน ฝ่ายเขยจะฆ่าหมูขนาด 4 กำมือ 1 ตัว เหล้า 5 ขวด เซ่นผีเรือนและฆ่าหมูที่มีลูกแล้วขนาด 4 กำมือ อีก 1 ตัว ไก่ 1 ตัว เหล้ากลั่น 10 ขวด เหล้าไห 1 ไห เงิน 5 บี้ ดาบ 1 เล่ม หมาก 1 หัว พลู 1 มัด จัดเป็นขันหมากมอบให้พ่อตาแม่ยายเพื่อเลี้ยงญาติฝ่ายเจ้าสาวและแขกที่มาร่วมงาน

แต่งดองคืน ตามธรรมเนียมของข่าเมตเขยจะต้องอยู่กับพ่อตาแม่ยายมีกำหนด 5 ปี จึงจะลงเรือนไปสร้างครอบครัวใหม่ได้ การลงเรือนจะต้องทำพิธีแต่งคืน โดยฆ่าหมู 1 ตัว ไก่ 1 ตัว เงิน 12 หมัน ทำพิธีขออนุญาตพ่อตาแม่ยายเพื่อกลับคืนไปอยู่กับครอบครัวของพ่อปู่แม่ย่า หรือแยกลงตั้งเรือนใหม่ ถ้าหากมีพี่น้องของภรรยาจะต้องมอบเงิน 5 บี้ เหล้า 1 ขวด ฆ่าไก่ 1 ตัว ดาบ 1 เล่ม ไปบอกกล่าวแจ้งให้ทราบ ในขณะเดียวกันพี่น้องของภรรยาจะมองแม่หมูให้ 1 ตัว ไก่ 1 ตัว ตอบแทนให้นำไปเลี้ยงเป็นแม่พันธุ์ ส่วนพ่อตาแม่ยายก็จะมอบทรัพย์สินให้ตามสมควรแก่ฐานะ เช่น วัว ควาย หมู ไก่ เครื่องครัว และของใช้ในครัวเรือน เพื่อนำไปสร้างครอบครัวใหม่

การหย่า ข่าเมตเมื่อแต่งงานแล้วไม่นิยมการหย่าร้าง แต่ถ้าหากมีกรณีจำเป็นต้องหย่าร้างแล้ว สามีภรรยาจะต้องนำเงินจำนวน 6 หมัน เหล้า 6 ขวด ฆ่าหมู 1 ตัว เสนอให้พ่อแม่ เฒ่าแก่ ลุงตาของทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้งอำนาจการปกครองหมู่บ้านพิจารณาเรื่องการหย่าร้างและการแบ่งทรัพย์สินมรดก ส่วนลูกจะไปอยู่กับใครนั้นสุดแล้วแต่ความสมัครใจของลูกๆ การหย่าโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอม จะต้องเสียค่าซื้อร้าง 50 หมัน และเสียงเงินขันร้างให้แก่เฒ่าแก่และอำนาจการปกครองหมู่บ้านตามที่ระบุไว้ในวันแต่งงาน กรณีสามีตายภรรยาหม้ายจะต้องอยู่อาศัยกับพ่อแม่ของสามีตลอดไปจนกว่าจะแต่งงานใหม่ ส่วนเงินค่าแต่งดองกับสามีใหม่จะต้องมอบให้แก่พ่อแม่ของสามีเดิมทั้งหมด

การตาย
ประเพณีการทำศพของเผ่าข่าเมตจะเก็บศพไว้ที่บ้าน 1-3 คืน ทั้งนี้ขึ้นกับฐานะของครอบครัว ถ้ามีฐานะดีจะเก็บศพไว้ที่บ้าน 3 วัน ฆ่าไก่ 1 ตัว หมู 1 ตัว วัวหรือควาย 1 ตัว เพื่อเลี้ยงชาวบ้านที่มาช่วยงานศพ ภายหลังจากนำไปฝังแล้วครอบครัวจะจัดสำรับอาหารไปเซ่นที่หลุมฝังศพติดต่อกัน 3 วัน หลังจากนั้นฆ่าหมู 1 ตัว ไก่ 1 ตัว เหล้าอีกจำนวนหนึ่งไปทำพิธีเชิญวิญญาณของผู้ตายจากหลุมฝังศพขึ้นมาอยู่เป็นผีเรือน ส่วนผู้ที่มีฐานะยากจนจะเก็บศพไว้ 1 คืน จึงนำไปฝังโดยแยกฝังที่อื่นต่างหาก ไม่ฝังรวมกับชาวบ้านทั่วไป เพราะประกอบพิธีกรรมไม่ครบตามประเพณี อาจทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วย ภายหลังทำพิธีฝังศพเรียบร้อยแล้วสมาชิกทุกคนในครอบครัวเข้ากรรมเรือน 7 วัน งดการออกไปทำงานนอกบ้าน และละเว้นจากภารกิจการงานทั้งปวง

ความเชื่อเรื่องผี
เนื่องจากชนเผ่าข่าเมตนับถือผีจึงมีการประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับผีและขวัญอยู่เป็นประจำ เช่น กรณีเจ็บป่วยก็จะฆ่าไก่ 2 ตัว เหล้า 2 ขวด เซ่นไหว้ผี หรือทำพิธีสู่ขวัญเพื่อเรียกขวัญคนเจ็บป่วยให้กลับคืนมาสู่ร่างกาย ทั้งนี้หมอผีจะเป็นผู้วินิจฉัย ผีที่สำคัญได้แก่ ผ้าฟ้า ผีป่า ผีบ้าน และผีเรือน

ผีฟ้า เป็นผู้กำหนดดวงชะตาของตน บันดาลให้เกิดฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล การเซ่นเลี้ยงผีฟ้า ให้ฆ่าหมูด่อน (หมูขาว) 1 ตัว สุนัขสีขาว 1 ตัว ไก่ขาว 1 ตัว เหล้า 1 ขวด

ผีป่า เป็นผีที่อาศัยอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร การประพฤติผิดกฎของป่า เช่น แบกไม้เอาปลายชี้ไปข้างหน้า แบกหญ้าหรือใบหวายปล่อยให้ปลายครูดไปกับพื้นดิน ย่างปูบนก้อนเส้า จะถูกเจ้าป่าลงโทษ จะต้องเลี้ยงขอขมาผีป่า โดยฆ่าไก่แดง 1 ตัว ไก่ขาว 1 ตัว เหล้า 1 ขวด พร้อมทั้งดอกไม้ธูปเทียน
ผีบ้าน เป็นผีอารักษ์ที่คอยปกปักรักษาประชาชนในหมู่บ้านตามปกติ เผ่าข่าเมตจะประกอบพิธีกรรมเลี้ยงผีบ้านปีละครั้งก่อนการถางป่าทำไร่โดยประกอบพิธีกรรมที่ดงผีบ้าน ซึ่งเป็นป่าไม้ที่มีต้นไม้ใหญ่อยู่ใกล้ๆ หมู่บ้าน การเลี้ยงผีบ้านนั้นให้ฆ่าหมู 1 ตัว ไก่ครอบครัวละ 1 ตัว เหล้า 2 ไห โดยมี “เจ้าจ้ำ” หรือผู้ประกอบพิธีกรรม แต่ละครอบครัวจะส่งตัวแทนไปร่วม เสร็จพิธีแล้วจะรับประทานอาหารร่วมกันตลอดวัน อาหารที่เหลือจะไม่นำกลับบ้าน หลังจากนั้นเข้ากรรมบ้าน ห้ามเข้าออกหมู่บ้าน มีกำหนด 3 วัน โดยห้ามการเข้าออกโดยทั้งสิ้น แต่ในปัจจุบันบางหมู่บ้านลดลงเหลือเพียง 1 วัน

ผีเรือน ผีเรือนเป็นผีของบรรพบุรุษหรือสมาชิกครอบครัวที่ล่วงลับไปแล้วถูกเชิญมาเป็นผีเรือน จะสถิตอยู่ที่เสาเรือนต้นหนึ่งซึ่งอยู่ในห้องนอนของหัวหน้าครอบครัว การเซ่นบูชาผีเรือนจะกระทำเมื่อสมาชิกของครอบครัวเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ใช้หมูขาว 1 ตัว เหล้า 2 ไห (จัดสำรับอาหาร) วางบูชาไว้ที่หน้าหิ้งบูชาผีเรือน ในบางครั้งถ้าหากสมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วยหนักอาจจะฆ่าควายบูชาผีเรือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของหมอผี หลังจากเลี้ยงผีเรือนแล้วสมาชิกในครอบครัวเข้ากรรม 3-7 วัน ห้ามบุคคลภายนอกขึ้นเรือน ส่วนสมาชิกในครอบครัวจะอยู่ในบ้าน อนึ่ง บุคคลภายนอกที่ขึ้นไปบนเรือนของเผ่าข่าเมตหรือข่าละเมด ห้ามก้าวล่วงล้ำเลยบริเวณขื่อกลางเรือนเข้าไปข้างใน ถือว่าผิดผีเรือน เพราะเป็นเขตหวงห้ามเนื่องจากเป็นที่นอนของผู้หญิง จะถูกปรับไหม ฆ่าหมู ฆ่าไก่ และจัดเหล้าทำพิธีเลี้ยงขอขมาผีเรือน


ชีวิตในรอบปี
เผ่าข่าเมต หรือข่าละเมดมีวงจรชีวิตในรอบ 1 ปี ดังนี้
มกราคม-กุมภาพันธ์ เลี้ยงผีบ้าน เข้ากรรมบ้าน
กุมภาพันธ์-มีนาคม ถางไร่ จุดไฟเผาไร่
เมษายน เก็บเศษไม้ และทำความสะอาดไร่
มิถุนายน ปลูกข้าวไร่ ล้อมรั้วไร่ เตรียมทำนา
กรกฎาคม-สิงหาคม ดายหญ้าข้าวไร่ ทำนา
กันยายน-ตุลาคม ดูแลนาข้าว และข้าวไร่
พฤศจิกายน เกี่ยวข้าวไร่ เกี่ยวข้าวเบา (นา)
ธันวาคม เกี่ยวข้าวนาปี ขนข้าวขึ้นยุ้ง
ข่าเมตหรือข่าละเมดเข้ามาเขตจังหวัดเชียงรายเป็นพวกที่เข้ามารับจ้างชั่วคราว ซึ่งจะพบได้ตามโรงบ่มยาสูบ โรงสี ไร่สวนของชาวหลวงพระบาง ชาวเหนือ ซึ่งบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ได้บันทึกจากประสบการณ์ไว้อย่างละเอียด ดังนี้

ที่อยู่ของพวกข่าเมตหรือข่าละเมด ในช่วง พ.ศ.2490 อยู่ในเขตแขวงเมืองฮูน เมืองไซ เขตประเทศลาว ทำเลการตั้งหมู่บ้าน ตั้งอยู่ในป่าทึบบนเขาสูง เป็นหมู่บ้านเล็กๆ รวมกันอยู่หมู่บ้านละ 10-20 หลัง ไม่ค่อยอยู่เป็นที่มั่งคง อย่างมากก็อยู่ 3-4 ปี เมื่อหมดที่ทำไร่แล้ว ก็ย้ายไปตั้งบ้านใหม่อีก

ก่อนจะถึงหมู่บ้าน มีไม้หลักต้นหนึ่งยางประมาณ 8-10 วา แลดูสูงชะลูด ถากทางโคนให้เป็นฝอยๆ เป็นระยะไป 4-5 เปลาะ เป็นเครื่องหมายปักไว้ 1 หลัก รอบๆ โคนของหลักนี้ มีหลักเล็กๆ หลายหลักปักทำเป็นรูปโค้ง แล้วทำศาลเจ้าไว้ 1 หลัง รูปของศาลเจ้านี้ ทำคล้ายบ้านเรือนแบบโบราณ แต่ไม่มีนอกชาน บริเวณรอบไม้หลักและศาล ถางต้นไม้และหญ้าจนราบเตียน ถัดหลักและศาลนี้ไป 10 วา มีไม้ทำเป็นหลักคล้ายโกลฟุตบอลฝังคร่อมทางเดินไว้ 1 แห่ง เป็นรูปประตูหมู่บ้าน ตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านไปประมาณ 20-30 วา บ้านปลูกอยู่ใกล้เคียงกันห่างกันประมาณ 4-5 วา ไม่มีรั้วบ้าน ยุ้งข้าวปลูกไว้ในไร่ ถ้าไม่มีกินก็ไปเอาเต่งมาทีละ 3-4 เต่ง เต่งนี้เขาใช้ไม้ไผ่สานเป็นรูปคล้ายกรวยหรือตะกร้ากันแหลม ปากใหญ่สูงกว่ากรวยเล็กน้อย เมื่อตำกินหมดแล้วก็ไปเต่งเอามาจากไร่อีก ไม่มีการลักขโมย ของใครของมัน ที่ไร่ไม่มีคนเฝ้ารักษา เล้าไก่ คอกหมู ทำไว้ต่างหากใกล้ๆ กับตัวเรือน ครกตำข้าวใช้ครกมือ เก็บไว้ภายในเรือน แบบแปลนบ้านนั้นไม่ยกพื้นสูง คือปลูกเป็นโรงคล้ายโรงควายของชาวเหนือ กั้นฝารอบทั้ง 4 ด้าน โดยไม้ไผ่ขัดแตะ ทั้งสองข้างขวาซ้าย ยกร้านสำหรับนอนและไว้ของสูงเพียงแค่เข่า ตรงกลางเป็นที่ก่อไฟ โดยก่อไฟกับพื้นดินไม่มีก้อนเส้าหรือข่าหยั่งตั้งหม้อ ฟืนใช้ไม้ทั้งดุ้นไม่ตัด ใส่ไฟเข้าไปทั้งดุ้นยาวๆ ใช้ฟืนแทนก้อนเส้า ชานนอกระเบียง ห้องรับแขก ห้องน้ำ-ส้วมก็ไม่มี ครัวใช้เตาไฟที่กล่าวแล้วเป็นที่ทำครัว ที่วางอาหารใช้ไม้ไผ่สานเป็นรูปคล้ายถาดแต่มีตีนสูงประมาณ 1 ศอก หลังคาเรือนมุงด้วยหญ้าคา ที่ใช้ใบหวายใบก๊อกก็มี

พวกข่าเมตทำไร่ เลี้ยววัว เลี้ยวควายไว้สำหรับฆ่าเอาเนื้อรับประทานและเลี้ยงผี พืชที่ปลูกมี ข้าว ข้าวโพด ฟัก ถั่ว งา มันต่างๆ พริก มะเขือ ฝ้าย แต่ฝ้าย พริกและข้าวปลูกมากจนพอขายเป็นสินค้าได้

เครื่องใช้ในบ้าน ในการทำไร่สวน อย่างเดียวกับพวกลื้อ เครื่องใช้ในการครัว ถ้วยชามใช้ไม้ถากเป็นรูปหยาบๆ อย่างถ้วยชาม พอใส่อาหารรับประทานได้ ใช้กระบอกไม้ไผ่แทนหม้อในการหุงต้ม ที่ใช้หม้อจริงๆ ก็มี โดยมากเป็นหม้อทองเหลือง ซึ่งพวกลื้อพวกลาวนำไปขายให้ ครกทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ ช้อนทำจากข้อไม้ไผ่ตัดเกลาเป็นรูปคล้ายช้อนเคลือบ ซึ่งขายกันในตลาด หม้อน้ำอย่างตามบ้านชาวบ้าน ไม่มีใช้กระบอกไม้ไผ่และผลน้ำเต้าแทน กระบวยตัดน้ำดื่มก็เอาผลน้ำเต้ามาผ่าครึ่งตอนหัวเป็นคัน ตอนก้นเป็นตัวกระบวยครกตำข้าวใช้ครกตำด้วยมือแบบภาคอีสาน ผู้หญิงเป็นคนตำ

เครื่องแต่งตัวของชายแก่ชาวข่าเมต ใช้ผ้าดำกว้างประมาณ 6 นิ้วฟุต ยาวประมาณ 5 ศอก ผูกรอบเอว เอาชายผ้าเงื่อนหนึ่งผูกติดกับเนื้อผ้าข้างหลังตรงกระเบนเหน็บอีกชายหนึ่งขึ้นมาปกปิด ขนาดพอปิดเฉพาะอวัยวะสืบพันธุ์เท่านั้น แล้วเอาเงื่อนของผ้าเหน็บที่หน้าท้องตรงชายพก ปล่อยชายผ้าให้ห้อยลงมาประมาณ 4-5 นิ้ว เรียกว่า “เตี่ยวแอ้ง” เสื้อไม่สวม ไว้ผมยาว เกล้าเป็นมวย มีผ้าแดงโพกศีรษะ ที่ชายผ้าโพกทำเป็นดอกลวดลายหรือใช้ผ้าสีเย็บเป็นแถบประดับด้วยดิ้นและลูกแก้ว ลูกปัด ลูกเดือย หิน ชายหนุ่มนุ่งกางเกงสีดำอย่างลื้อ เสื้ออย่างลื้อ เจาะหูใส่ต่างหูเงิน ทำหน้าบุเป็นลวดลาย ถ้าไม่มีก็เอาดอกไม้สีแดงๆ ใส่แทน ที่ข้อมือทั้ง 2 ข้างและคอ ใส่กำไลเงินหรือทองเหลือง ทองแดง ที่ขาสักหมึกดำเป็นเส้นตั้งแต่สะเอวลงไปถึงข้อเท้า บางคนตั้งแต่เอวถึงเข่า ตามตัวนิยมสักเลขยันต์และรูปต่างๆ ตามลัทธิไสยศาสตร์ หญิงแก่นุ่งซิ่นสีดำสั้นแค่เข่า เหน็บชายพกไว้ที่สะเอวข้างซ้าย เสื้อสีดำคล้ายเสื้อกั๊ก กำไล ต่างหู บางคนก็สวมและบางคนก็ไม่สวม หญิงสาวนุ่งซิ่นสีดำ มีแถบอย่างซิ่นของลื้อแต่สั้นเพียงเข่าอย่างหญิงแก่ เสื้ออย่างเดียวกับเสื้อลื้อ ขอบเอวสีแดง ป้ายตามหน้าและแก้ม ที่แขนตั้งแต่โคนแขนถึงข้อมือ สักหมึกดำเป็นเส้นตรง 1 เส้นใหญ่ประมาณ 1 มิลลิเมตร ที่ข้อมือตรงสุดเส้น สักโดยรอบอีก 1 เส้นทั้งสองข้าง ไว้ผมยาว เกล้ามวยมีผ้าสีแดงโพก ชายผ้าโพกทำอย่างของชายหนุ่ม ใส่ต่างหูเงินทำเป็นวงกลม ที่ข้อมือใส่กำไลหลายอัน กำไลที่คอทำด้วยเงิน หรือทองเหลือง ทองแดง ทำเป็นขดๆ ซ้อนกันขึ้นไปหลายขด บางคนซ้อนกันใหญ่เท่าฝ่ามือก็มี หญิงสาวข่าเมตไม่ค่อยมารับจ้างทำงานกับชาวเหนือ

ภาษา ดังจะยกคำนาม เช่น อู๊บ-ข้าว ซอม-กิน ซะ-หมา อวน-พ่อ เหน่ะ-แม่ โป้ะ-วัว ตร๊าก-ควาย ยะ-เรือน ลิก-หมู แอ-ไก่ ชื่อผู้ชาย ปริ-ลาง เมิน-เปรา-ละ-น่านแซง-ยอม-ซุก-มูน ชื่อผู้หญิง สี คำ-ยอม-ยิง-จอย-ปลอย-คาน-ปาย-ตือ-ปี ประโยคง่ายๆ คือ ปะอุ๊บลุยกา กินข้าวแล้วหรือ วักแมะ- จะไปไหน

ตัวหนังสือไม่มีใช้ พวกนี้ใช้เครื่องหมายแทนตัวหนังสือ เอามีดมาขีดคั่นไม้ให้เป็นรอยแทน ถ้าเป็นการด่วนมาก ก็เอาถ่านไฟกับพริกแดง ผูกติดกับไม้ที่คั่นๆ นี้ไปแทนการบอกข่าวด่วน

เครื่องดนตรี มีกลองยาวคล้ายกลองเทิงบอง ฆ้อง ฉาบ ฆ้องกบ ไม้หลุ้ง (คือกระบอกไม้ไผ่ตัดเป็นท่อนๆ ยาวๆ สั้นๆ ทะลุปล้องใช้ตอกกับดินให้เกิดเสียงต่างๆ กันตามความสั้นยาวใหญ่เล็กของไม้) เครื่องดนตรีเหล่านี้ ใช้แห่เมื่อเวลาเลี้ยงผีบ้าน และเวลาเก็บเกี่ยวข้าว แห่งานศพในขณะที่แห่ก็มีการรำไปด้วย เวลารำทั้งหญิงและชายถือไม้หลุ้งนี้กระทุ้งกับดินไปเป็นระยะๆ บทเพลงที่ร้องเช่นดังนี้ “ตะอูนปูนละสะนะสะเลงคติงกิงละวะจะกั้วะเปิบคะมูล” แปลว่า “มาเที่ยวบ้านนี้ นั่งนอนไม่เป็น เพราะพูดอะไรเป็นแต่เงินทองทั้งนั้น”

อาชีพของชาวข่าเมต มีการทำไร่ข้าว ไร่ฝ้าย ไร่พริก เลี้ยงวัว ควาย แพะ สุกร ไก่ สัตว์เหล่านี้เขาเลี้ยงไว้เพื่อฆ่าเอาเนื้อรับประทานและเลี้ยงผี วัว-ควายไม่มีคอก ปล่อยให้หากินตามป่า เย็นลงก็ต้อนมาผูกไว้ตามหลัก ซึ่งเป็นตอไม้ตามลานบ้าน การล่าสัตว์ป่าก็มีการขัดห่าว ดักด้วยหลาวตามช่องทางเดินของสัตว์ ใช้หน้าไม้ยิงนก ค่าง ลิง ชะนี อย่างพวกชาวเขาทั้งหลาย

พวกข่าเมตรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด ชนิดเล็กตั้งแต่ตั๊กแตน จิ้งหรีด กิ้งก่า จิ้งเหลน หนู นก งู กบ เขียดต่างๆ ตลอดจนเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น ลิง ค่าง บ่าง ชะนี เก้ง กวาง หมี เม่น ช้างป่า เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงก็มี วัว ควาย แพะ สุกร ไก่ การปรุงทำอย่างเดียวกับพวกลื้อและลาว ผิดแต่เขาไม่กินปลาร้า แต่โดยมากเขาใช้กระบอกไม้ไผ่แทนหม้อแกง เรียกว่า “เอาะหลาม” มีรสดีกว่าแกงด้วยหม้อ การรับประทานนั่งกับพื้น ใช้มือหยิบอาหาร ไม่ใช้ช้อนส้อม ตะเกียบ เคี้ยวหมากทั้งหญิงทั้งชาย บุหรี่สูบแต่ชายหนุ่ม-ชายแก่ สำหรับหญิงใช้กล้องทำด้วยไม้หรือข้อไม้ไผ่ ชอบยาที่มีรสฉุนๆ

อุปนิสัยจิตใจที่มีต่อเพื่อนบ้าน มีความรักใคร่สามัคคีกลมเกลียวกันเป็นอย่างดี ช่วยเหลือเกื้อกูลกันทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่สามารถจะช่วยได้ ถ้าเห็นแขกต่างถิ่นเขาจะต้อนรับทักทายปราศรัย แสดงอัธยาศัยไมตรีเป็นอย่างดี

โรคที่เป็นประจำหมู่บ้าน เช่น ไข้ต่างๆ รักษากันด้วยวิธีลงผีเซ่นผี ในหมู่บ้านหนึ่งๆ มีหมอผีคนหนึ่ง ถ้ามีคนเจ็บป่วยหมอจะเชิญผีมาลงตนเอง แล้วใช้น้ำมนต์ประพรมและให้กินแล้วหมอบอกคนป่วยให้เซ่นไหว้หรือสู่ขวัญตามแต่ผีจะบอกให้ทำ
ในหมู่บ้านหนึ่งๆ เขาทำศาลาที่พักริมทางสำหรับแขกต่างถิ่นไว้ 1 หลัง กั้นฝาล้อมรอบ ยกแคร่ขึ้นเพียงระดับเข่า สำหรับนอนทั้งสองข้าง ตรงกลางเป็นที่ก่อไฟทำครัว เรียกว่า “สะโหลก” ผู้เป็นแขกต้องตรงไปยังศาลาที่กล่าวนี้ก่อน จะพรวดพราดเข้าไปในบ้านของเขาไม่ได้ ถือว่าผิดผี ต่อเมื่อเขาพาไปจึงเข้าไปได้ พอพวกเขาเห็นก็จะนำกระบอกไม้ไผ่หรือน้ำเต้าบรรจุน้ำเต็มมาต้อนรับ ถ้าแขกมีจำนวนมากก็นำมาหลายกระบอก พวกผู้ชายพากันมาทักทายปราศรัย แสดงอัธยาศัยไมตรีเป็นอย่างดี พอถึงเวลาอาหารเขานำเอาข้าวสุก อาหารตามแต่จะมีมาให้รับประทานทุกมื้อ แต่ถ้าแขกต้องการอาหารดิบมาทำเอง เช่น พริก มะเขือ ผักต่างๆ และไก่ หมู เขาก็จะหามาซื้อขายกันตามราคา เครื่องใช้ในครัว เช่น หม้อข้าว หม้อแกง ถ้วยชาม ขันน้ำ คนโท เหล่านี้มีไว้สำหรับแขกแทบทุกบ้าน ถ้าหากต้องการก็นำมาให้ แต่ข้าวสุกหรือข้าวสาร เขาไม่ยอมให้ซื้อเลยเป็นอันขาด เขาเอามาให้เปล่าๆ น้ำถ้าหมดก็ไปตักมาให้ใหม่ไม่ว่าจะอยู่กี่วันเขาปฏิบัติดังนี้จนกว่าออกไปจากบ้าน ไม่แสดงกิริยารังเกียจเลยระหว่างที่แขกพักอยู่บ้านเขานี้ กลางคืนถ้าเขาหมดธุรการงานประจำวันแล้ว เขาก็พากันมาเยี่ยมสนทนาด้วย แม้เวลากลางวันพวกคนแก่ที่อยู่เฝ้าบ้านก็มักมานั่งบ้างนอนบ้างสนทนากับแขก บางทีก็มีมีดมาจักตอกและสานอะไรต่ออะไรเป็นเพื่อนอยู่กับแขกเสมอ ตอนเย็นวันที่แขกไปถึงบ้านเขา เขาพากันนำเสื่ออ่อนสานด้วยใบตองสาดสำหรับปูนอนมาให้ หมอนไม่มี เพราะพวกนี้ไม่ใช้หมอน คงใช้ดุ้นไม้หนุนแทนหมอน มุ้งก็ไม่มี แต่ถ้าแขกมีติดตัวไปแล้วจะกางก็ได้ เขาก็ไม่ว่าอะไร

การปลูกบ้านใหม่ ช่วยกันทำจนกว่าจะเสร็จ อย่างมาก 2 วันเสร็จ ไม่ได้ให้ค่าจ้างและสิ่งตอบแทนแต่อย่างใด เวลาที่ช่วยกันทำมีการเลี้ยงข้าวปลาสุราอาหาร พอเสร็จก็มีงานขึ้นบ้านใหม่ ไหว้ผีเลี้ยงผี หมู ไก่ มีสุราดองชนิดหนึ่ง ทำด้วยแกลบผสมกับข้าว หมักดองไว้ประมาณ 15 วัน ไม่กลั่นเหมือนสุราทางเรา นำมาเลี้ยงกันทั้งผีทั้งคน

เวลามีคนเจ็บป่วยไม่สบายจะมีการมัดมือเรียกขวัญ มีดอกไม้ เทียน กล้วย ข้าวสุกใส่ในถ้วยซึ่งทำด้วยไม้หรือกระทงเย็บด้วยใบตอง ด้ายผูกมือ ไก่ตัวผู้ 2 ตัว สุรา 1 ไห เมื่อเตรียมของเหล่านี้เสร็จแล้ว หมอผีจะมานับเอาไก่คู่นั้นเชือดคอแล้วเอาเลือดไก่หยดและทาที่เข่าของคนเจ็บ นำเอาไก่นั้นไปต้มพอสุกแล้วก็นำมาสู่ขวัญอีกครั้งหนึ่ง เอาด้ายผูกมือทั้ง 2 ข้างให้ศีลให้พรเป็นเสร็จพิธี

การเลี้ยงผีบ้านเขาฆ่าควายและหมูไก่เป็นเครื่องเซ่นผีนี้ อยู่ที่ศาลนอกบ้านทางเดินใกล้จะ ถึงหมู่บ้าน เครื่องเซ่น นอกจาก ควาย หมู และไก่ ก็มีข้าวสุก ลูกไม้ ขนม เทียน ดอกไม้ ธง ทำด้วยกระดาษและไม้ไผ่เหลา ทำเป็นขดๆ ใช้กระดาษสีต่างๆ ติดตามลวดลายของไม้ที่ขดห้อยตามชายคาและบนหิ้งของศาลนี้ พวกชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ ทั้งหญิงและชายต้องพากันไปรวมอยู่ที่ลานของศาลนี้ มีการแห่ ตีกลอง ฆ้อง ฉาบ ฆ้องกบ ร้องรำทำเพลงเลี้ยงกันอยู่ที่นั่น 3 วันจึงเสร็จพิธี ในระหว่างที่เลี้ยงผีอยู่นี้ จะมีเครื่องหมายเฉลวห้ามมิให้คนต่างถิ่นเข้าไปในหมู่บ้านเป็นอันขาด ถ้าหากผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปในเขตแล้วกักไว้ให้อยู่ในหมู่บ้านของเขาจนกว่าจะเสร็จพิธี หรือปรับไหมแล้วจึงปล่อยตัวไปได้ การเลี้ยงผีไร่ ผีหลวง ผีป่า ทำอย่างเดียวกับประเพณีโบราณของชาวลื้อที่นับถือผี

ชีวิตความเป็นอยู่ ตามปกติพวกนี้เป็นคนขยันขันแข็ง ตื่นนอนขึ้นก็ไปทำงานในไร่ เช่น ดายหญ้า ปลูกผัก ผู้หญิงทำงานอย่างเดียวกับผู้ชาย นำอาหารไปกินกันในไร่จนกระทั่งอาทิตย์ตกดินจึงพากันกลับ คนแก่ที่อยู่บ้านก็สานเสื่อสานกระบุง กระด้งขายให้แก่พวกลื้อและลาว พวกผู้ชายเมื่อเสร็จจากงานทางไร่ก็พากันไปหาเต่า ตะกวด ยิงนก ลิง ค่าง มาเลี้ยงครอบครัว พวกผู้หญิงก็เข้าป่าหาผักต่างๆ เช่น หน่อไม้ ปลีกล้วย มาทำอาหารเลี้ยงกัน

การเที่ยวสาวเที่ยวที่บ้าน การแต่งงานมีแปลกไปบ้างก็คือ เมื่อแต่งงานแล้วผู้ชายต้องไปอยู่บ้านผู้หญิงจนกว่าจะหาควายมาให้บิดามารดาทางฝ่ายหญิง 1 ตัว แล้วจึงจะพากันไปตั้งบ้านเรือนอยู่ใหม่ได้ ถ้าไม่มีต้องอยู่กับบิดา-มารดาของภรรยาช่วยกันทำงานเลี้ยงไปเรื่อยๆ ก่อน บางรายถ้ามีควายไปให้กับฝ่ายหญิง 1 ตัว แล้วเอาภรรยามาอยู่บ้านของตัวได้เลยทีเดียว สินสอดทองหมั้นอย่างอื่นไม่มี

ชีวิตครอบครัว การรวมกันอยู่หลายครอบครัวนั้น เขากั้นฝาเป็นห้องๆ แต่ฝาไม่สูงจนจดขื่อ คงสูงเพียงครึ่งเสาเท่านั้น นอนกันห้องละครอบครัว ไม่กางมุ้ง ไม่มีที่นอน นอนกับเสื่อ มีผ้าห่มบางๆ คนละผืนเท่านั้น หนาวมากก็ลุกขึ้นก่อไฟนอนกันข้างเตาไฟคนละข้าง พวกข่าเมตนับถือผี ถือสืบต่อกันมานานแล้ว การเลี้ยงผีทำปีละครั้ง

การตาย นำไปฝังในวันเดียวกับวันที่ตาย แล้วคนที่อยู่ข้างหลังต้องทำข้าวปลาอาหารไปส่งยังหลุมฝังศพทุกวันจนครบ 2 วัน ในระหว่าง 7 วันนับแต่วันตาย หมอผีจะมาลงผีดู ถ้าผู้ตายหรือผีบ้าน-ผีหลวงจะกินอะไรต้องนำไปเซ่นไหว้ทุกอย่าง ปลูกศาลขึ้นที่บ้านของผู้ตาย เชิญผีมารับเครื่องเซ่นสังเวยที่นั่นจนครบ 7 วัน ในระหว่างงานชาวบ้านต้องหยุดมาเป็นเพื่อนทั้งกลางวัน-กลางคืน ฆ่าวัว-ควาย แพะ ไก่ เหล้าเลี้ยง มีการละเล่น ตีฆ้อง กลอง ร้องรำทำเพลง ฆ้องกบจะเว้นเสียไม่ได้ เขาถือเป็นเครื่องคนตรีอย่างดี ศพมีแต่ฝัง ไม่มีเผา ระหว่างงานศพนี้ ปิดเครื่องหมายเฉลว ห้ามคนต่างถิ่นเข้าหมู่บ้าน ถ้าเข้าไปก่อนก็จะถูกกักให้อยู่ในหมู่บ้านนั้น จนกว่าเสร็จงานจึงปล่อยให้ไปได้ ระหว่างที่ถูกกักนี้เขาเลี้ยงดูจนอิ่มหนำสำราญ

พวกข่ามุและข่าเมตนี้ พูดภาษาไม่เหมือนกัน ได้เข้ามารับจ้างเป็นกรรมกรตามโรงบ่ม โรงสี ร้านค้า โรงอาหาร ไร่สวน ของชาวหลวงพระบางและชาวเหนือ โดยคิดค่าจ้างในราคาถูกเป็นเดือนเป็นปี พวกเหล่านี้ทำงานสารพัดอย่างที่ใช้กำลังกาย โดยไม่เลือกงานและหมั่นขยันในการงาน การกินอยู่ก็ง่าย เหตุนี้ บรรดาพวกนายทุนทั้งหลายจึงนิยมจ้างข่ามุข่าเมตไว้ใช้งานกันอยู่ทั่วไป
ข่าฮอก
ข่าฮอก เป็นชาวเขาเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่ตามเชิงเขาในลาว ห่างไกลจากหมู่บ้านของข่ามุข่าเมต ในลาวมีจำนวนน้อย นานๆ จึงจะโผล่เข้ามาในเขตไทย โดยติดตามพวกข่ามุข่าเมตมารับจ้างหรือบางทีทางฝรั่งเศสเกณฑ์เอามาเป็นทหารประจำค่ายทหาร ตรงข้ามกับอำเภอเชียงของ

ข่าฮอกนี้ ไม่ชอบสวมเสื้อ สวมกางเกงสั้นอย่างกางเกงชั้นในเก่าๆ ใช้ผ้ากว้างสองสามนิ้ว ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นสั้นผืนเดียว เกล้าผมเอามวยไว้ท้ายทอย เปลือยอก บ้านปลูกเป็นเพิงพักเล็กๆ ชั่วคราว สกปรก ชอบอยู่ป่าลึกในเขตอินโดจีน ยูนนาน

นอกจากนี้ ยังมีพวก ข่าเกี่ยว ข่าเพน ข่าลอก ข่าก้อ ข่า ข่าปอก กาด ข่าน้อย ข่ากะเวน ข่าวะ ฯลฯ อีกทั้งภาษาและขนบธรรมเนียมก็คล้ายคลึงกัน


 
โดย พระอาเจอะ อิทธิญาโณ arger@hotmai.com เมื่อ วัน ศุกร์ ที่ 19 มกราคม 2550, 09: 12 น. IP : 58.64.102.41  

ความคิดเห็นที่ 1
หลวงพี่ครับดีๆๆๆๆ หนับหนุน  
โดย เราข่า เมื่อ วัน อาทิตย์ ที่ 21 มกราคม 2550, 15 : 48 น. IP : 203.146.63.187  

ความคิดเห็นที่ 2
หัวข้อเชิญชวนเหลือเกิน แต่พอเข้ามาเป็นอีก ..ข่า..หนึ่งไม่ใช่อ่าข่า..กว่าจะเข้าเรื่องอาข่า ผมคงจะมีอายุคงใกล้ 100 ปี โน้นแหละ หรือว่าเป็นบทนำเรื่องเกริ่นเข้าประเด็นแต่กว่าจะอ่านจบ นิ้วมือหงิกงอเลย เพราะต้องขยัเม้าท์ เป็นบทความที่เนื้อหาดีมากครับ แต่ถ้าแบ่งเป็นตอนๆ จะอ่านง่ายกว่า และก็ไม่ต้องใช้เวลามาก เมื่อมีหลายๆตอน และหยอดข้อความทิ้งท้าย..เชิญชวน กันแลกเปลี่ยนก็น่าสนใจยิ่งขึ้น ก็ขอชมเชยม๊ากกก ที่คัดมาเสียหลายหน้า..เอาอีก..เอาอีก  
โดย คนโผล่ว เมื่อ วัน อังคาร ที่ 23 มกราคม 2550, 14 : 15 น. IP : 125.26.38.150  

เพื่อเป็นการแสดงความเคารพซึ่งกันและกันในการแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น

1. งดการตั้งกระทู้ที่ใช้วิธีด่าทอ เสียดสี เพียงเพื่อความสะใจ โดยไม่มีข้อคิดหรือสาระใดๆ
2. งดการตั้งกระทู้ที่ตั้งขึ้นเพียงเพื่อเปิดประเด็นให้มีการทะเลาะกันเองภายในเว็บ
3. งดการตั้งกระทู้ใดๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหรือเจตนารมณ์ของทางเว็บไซต์
3. ใช้ข้อความที่สุภาพ เพื่อเป็นการแสดงความจริงใจในการเข้าร่วมกิจกรรมต่อสังคม
4. พึงระลึกอยู่เสมอว่าเราจะต้องมีความรับผิดชอบต่อทุกข้อความที่เราเขียนลงไป

* หากตรวจพบข้อความใดเข้าข่ายดังกล่าวมาแล้ว ทาง hilltribe.org ขอสงวนสิทธิ์ในการใช้ดุลยพินิจที่จะลบกระทู้เหล่านั้นทั้งกระทู้หรือข้อความเห็นเหล่านั้นออกไป โดยที่อาจจะไม่จำเป็นต้องแจ้งสาเหตุในการลบกระทู้หรือข้อความเหล่านั้น
     
  ชื่อ

*

 
  อีเมล์  
 ข้อความ

*

 

แจ้งอีเมล์กลับเมื่อมีความคิดเห็นต่อ
   
หมายเลข : 
กรุณาใส่หมายเลขที่ให้มาในช่องนี้. 
 
     


เข้าพิพิธพัณฑ์ : เกี่ยวกับโครงการ : กระดานข่าว : สมุดเยี่ยม : ติดต่อเรา : English Version
ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ โดย ฅนบ้านนอก เจ้าของเว็บ "มูลนิธิกระจกเงา"
รูปภาพและข้อมูลภายในเว็บไซต์แห่งนี้ หากท่านประสงค์จะนำไปเผยแพร่ สามารถกระทำได้โดยไม่มีลิขสิทธิ์
JavaScript Menu By Milonic.com