หกเผ่าชาวดอย|เกี่ยวกับโครงการ|กระดานข่าว|สมุดเยี่ยม|English 
กะเหรี่ยง ม้ง เมี่ยน ลาหู่ ลีซู อาข่า เผ่าอื่นๆ
เว็บบอร์ด Hilltribe.org (กติกาและมารยาท)

|ห้องสนทนาทั่วไป | ห้องอาข่า | ห้องเมี่ยน | ห้องม้ง |ห้องลาหู่ | ห้องลีซู | ห้องกะเหรี่ยง | ประกวดหนังสั้น |
Untitled Document
ฉันอ่าข่าเดินมาตามแนววิถีนี้   
บทนำ::วิถีชีวิตชนชาติพันธุ์อ่าข่า “หญ่าญี่หญ่า”
เรียบเรียงโดย. พระอาเจอะ อิทธิญาโณ

บันทึกเรื่องราวการแสดง“ปาฐกถาวัฒนธรรมอ่าข่า”ในที่นี้ต่อสาธารณะพหุชนทั้งปวง แต่ขอชี้แจงให้ท่านทั้งหลายทราบไว้ก่อนว่า “อาตมาภาพ”ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ไม่ว่าโดยการ อบรมฝึกฝน หรือ ด้วยความเข้าใจ สิ่งที่ “อาตมา” จะมาพูดในครั้งนี้ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบรรยายเชิงประวัติได้เลย ทั้งไม่เป็นวิชาการ ไม่ว่าจะใช้หลักเกณฑ์ใดๆ ในเรื่องที่ธรรมดา และ เรียบง่ายของ“วิถีชีวิตชนชาติพันธุ์อ่าข่า อ่าข่าหญ่า หญ่าญี่หญ่า” หรือ “ชนชาติโลโล” หรือ “โนซู” ฉันชาวอ่าข่าและฮาหนิ่อ่าข่า มีความเกี่ยวเนื่องกับชาวชาติพันธุ์ “ญิ” ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่บนที่สูงของประเทศธิเบต หรือถ้าจะพูดให้ชัดก็คือมีความเป็นญาติกับผู้คนที่นั่น แต่มันอาจจะนานหลายพันๆปีมาแล้ว ที่ฉันรู้เพราะว่าฉันชนอ่าข่ามีวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ตกทอดสืบต่อกันมา และฉันก็มี “ความทรงจำทางวัฒนธรรมอย่างเลือนรางในความทรงจำ และฝันถึงมันบ่อยๆ” ภาษาอ่าข่าและฮาหนิ่อ่าข่าถูกจัดว่า เป็นภาษาในกลุ่ม “ธิเบต-เบอร์มีส” ซึ่งเป็นกลุ่มภาษาที่แตกต่างจากภาษาไทยและภาษาจีนอย่างสิ้นเชิง และทางทิศตะวันตกของประเทศจีนนั้นก็เป็นภูมิภาคของนานาชนชาติพันธุ์ น้อยบ้าง-ใหญ่บ้างกว่าร้อยชาติพันธุ์ นานหลายร้อยปีแล้ว คนจีนเรียกนานาชนชาติพันธุ์กลุ่มน้อยนี้ว่า “พวกอนารยธรรม”ซึ่งดินแดนภาคตะวันตกเพิ่งจะถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน เมื่อไม่นานมานี้เอง ชาวจีนในสมัยก่อนเรียกชนชาติอื่นๆแม้แต่ชนชาติพันธุ์ฝรั่งว่าผิวขาวว่าเป็นพวก “ป่าเถื่อน”เช่นกัน
บันทึก ฉบับนี้สามารถจะกล่าวได้ว่า มันเป็นบันทึกของคนที่มีโอกาส และลีลาชีวิตที่ไม่เหมือนใคร “ขอย้ำ”ว่าสิ่งที่พูดและแสดงความเห็นส่วนตัว จากประสบการณ์ที่สั่งสมไว้ และผู้นำชุมชนต่างๆต้องเรียนรู้ วิชา “รัฐศาสตร์ของวัฒนธรรม”นั้นๆ น่าจะนำรัฐศาสตร์ในวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองในปัจจุบัน ถึงตอนนี้อาจจะพูดธรรมะไม่ได้สักคำ จำบาลีไวยากรณ์ไม่ได้สักหน้า และแปลบาลีไม่ได้สักประโยค ไม่ได้ “มหา” แต่จิตใจไม่เป็นทุกข์ หรือมีทุกข์น้อย หรือทุกข์ไม่มากและไม่นาน วิถีชีวิตของมนุษย์เรานั้นเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของตนเอง และสามารถเรียนรู้ทำความเข้าใจ และปฏิบัติธรรมได้ ธรรมะนั้นเป็นเรื่องธรรมดาเรียนรู้ได้ไม่ยากนัก อย่าพากันท้อถอยเสีย เมื่อคนอื่นพูดธรรมะแล้วเราฟังเขาไม่รู้เรื่อง เราไม่ต้องพูดอะไรก็ได้ รู้แค่ทำอย่างไรไม่ทุกข์ก็พอแล้ว เพราะนั่นคือใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา ซึ่งจำเป็นที่คนๆหนึ่งจะต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจ ไว้สมดังภาษิตอ่าข่าว่า “หม๋ะจ่อหญ่าส่า หม๋ะจิ่หม่องผ่าโต๋ว” แปลว่า “บุตรที่ไม่ได้เรียนรู้วิชาก็ลำบาก ม้าที่ไม่ได้รับการฝึกฝนก็ย่อมขี้เกียจ” ฉันสรรพชนชาติพันธุ์อ่าข่าทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไรนัก ฉัน “อาตมา” มุ่งมั่นตั้งใจเพียรพยายามที่จะสืบสายเลือดบรรพชนชนชาติพันธุ์อ่าข่าของฉัน และ สืบทอดองค์ความรู้อันเป็นวัฒนธรรมของ “พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และทวดๆๆๆๆ”........!ในวัฒนธรรมอ่าข่าของฉัน ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของฉันชนชาติพันธุ์อ่าข่ากว่า 6,000 ปี (ตามการนับ จึ) ที่ผ่านมาบันทึกไว้ว่า ทุกช่วงอายุ บรรพชน ของฉัน ที่ผ่านมานั้น มีคนที่เสียชีวิตขณะที่ยังไม่แก่ชราเป็นจำนวนมาก “หากเป็นไปตามตำนานจริงฉันเองอาจจะได้ตายก่อนอายุ 6O ปีเป็นแน่แท้” การเสียชีวิตของบรรพชนอ่าข่าและรวมทั้งเด็กๆ สาเหตุที่สำคัญข้อหนึ่งคือ โรคขาดสารอาหาร หลายๆครอบครัวในอดีต ลูกๆหลานๆของพวกฉัน ตายลงเพราะอาหารไม่เพียงพอ อายุเฉลี่ยของพวกฉันคนอ่าข่ารวมๆกัน แล้วประมาณ 45 ปี ดังมีคำกล่าวเปรียบเทียบอายุของชนชาติพันธุ์อ่าข่าว่า “หมี่หย่าเอ่วเช้ ยี่เถ่ โยห่า หง่าเช้ ยี่ดา” หมายถึง “ผู้หญิงจะมีอายุอย่างต่ำ 40 ปี ส่วนผู้ชายจะมีอายุอย่างน้อย 50 ปี” ดังนั้น เมื่อนำอายุผู้หญิงและผู้ชายมาบวกแล้วจะได้ 90 ปีแล้วหารสอง ก็จะได้ตัวเลขเฉลี่ย 45 ปี แล้วคูณกับบรรพชนที่ล่วงลับดับขันธ์ไปแล้วกว่า 60 ช่วงรรพชน ก็จะมีอายุ 2,700 ปี แสดงให้เห็นว่าชนชาติพันธุ์อ่าข่า เป็นชนชาติพันธุ์ที่มีการสืบทอดชาติพันธุ์และ “วัฒนธรรมอ่าข่า”มายาวนาน
“สิ่งที่ควรเข้าใจเสียก่อน”
ฉันชนอ่าข่า :: การกล่าวถึงการเป็นตัวแทนบรรพชนอ่าข่าทั้งมวล
“จาแตะ” ( Ja Deh ) :: บุคคลที่เป็นราชาของชนชาติพันธุ์อ่าข่า
“ชุมชนจาแตะ” :: ชุมชนอ่าข่าหรือนคร“อ่าข่า”
“จาแตะล่อง” (Ja Deh Lah) :: ชุมชนแห่งนี้ถูกสร้างล้อมรอบด้วยกำแพง
“ล่อง” :: ในที่นี้หมายถึง กำแพง
ชนพื้นราบ :: คนไตใหญ่
“หญ้อง”วัฒนธรรมอ่าข่า หรือ “หญ้อง - ซว๊าโค่ว” :: ตามความหมายทางธรรมคือ คอมมอนเซ้นส์ “ทางแห่งธรรมชาติ”
“หญ้องซ้าโค่ว” :: กฎ จารีต ประเพณี
เดิมทีนั้นฉันชนอ่าข่า เป็นชนที่เกิดขึ้นมาในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ในเขตทางตอนใต้ของจีน หรือแถบมณฑลยูนนาน(เยียวนาน) เมื่อหลายพันปีที่ล่วงผ่านมา โดยมีประวัติที่เป็นตำนานเล่าขานสู่กันมา จนถึงปัจจุบันมีอยู่ว่า ฉันชาวอ่าข่าได้อาศัยอยู่ ณ.ชุมชนอ่าข่าซึ่งมีผู้นำที่ปกครองชื่อว่า “จาแตะ ( Ja Deh ) ชุมชนแห่งนี้จึงได้รับการขนานนามว่า “ชุมชนจาแตะ” ไปตามชื่อผู้นำด้วย หรืออีกอย่างอ่าข่าเรียกชุมชนนี้มีชื่อเต็มว่า“จาแตะล่อง“ (Ja Deh Lah) ที่ต้องเติมคำว่า “ล่อง” ต่อท้ายชื่อจาแตะก็เพราะว่า ชุมชนแห่งนี้ถูกสร้างล้อมรอบด้วยกำแพงอีกทีหนึ่ง ฉันชนชาติพันธุ์อ่าข่าได้อาศัยทำมาหากินไปตามวิถีชีวิตวัฒนธรรมอ่าข่า และอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำจาแตะอย่างผาสุกมาตลอด ณ.ชุมชนอ่าข่าแห่งนี้ “ความเป็นมิตรภาพเอกภาคและความมั่นคงถาวร” ของฉันชาวอ่าข่าให้แตกแยกกันไปได้ ตลอดจนการมีการตั้งกฎข้อห้ามไว้ว่า ห้ามชนอ่าข่าและครอบครัวผู้นำ แต่งงานกับชนชาติพันธุ์อื่นๆ แต่แล้วเหตุการณ์ทุกอย่างที่เคยพูดไว้ได้ถูกทำลายลงไป เมื่อลูกสาวผู้นำ “จาแตะ”จะแต่งงานกับชนพื้นราบ
อันเป็นการฝืนกฎข้อห้าม จารีต ประเพณี ศีลธรรม และ วัฒนธรรม ที่ได้ตั้งไว้ ซึ่งฉันชาวอ่าข่าถือว่าเป็นใจความสำคัญมาก และฉันและชนชาวอ่าข่าถือว่าผลจากการแต่งงานของลูกสาวผู้นำจาแตะ ครั้งนี้จะนำความเปลี่ยนแปลงทั้ง ความแปรผัน และเกิดเหตุร้ายต่างๆ มาสู่ฉันชาวอ่าข่าก็เป็นได้ แต่เมื่อแต่งงาน อยู่ครองเรือนกันมาครบ 3 ปี แล้วเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ในชุมชนชาวอ่าข่าก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย โดยได้นับถือขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมเป็นสนณะทางจิตใจและการปฏิบัติตนในการดำเนินชีวิตมาอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีผู้ใดมารุกราน และมีการพูดกันอยู่เสมอว่า ความสัมพันธ์ระหว่างชนอ่าข่ากับผู้นำนั้นไม่มีสิ่งใดที่จะมาเป็นบ่อนทำลาย กระทั่งต่อมาลูกเขยของผู้นำจาแตะ เกิดความคิดขึ้นมาว่าเขา ในฐานะที่เป็นลูกเขยของผู้นำชาวอ่าข่าในชุมชน “จาแตะล่อง”นั้น ตัวเขาน่าจะได้ดินแดนของจาแตะ ซึ่งเป็นพ่อตาของเขา ในส่วนหนึ่งได้ไปปกครอง ลูกเขยของจาแตะจึงได้ขอแบ่งดินแดนจากพ่อตาตนเอง แต่แล้วผู้นำจาแตะไม่ยอมแบ่งให้ลูกเขยที่เป็นคนพื้นราบแต่อย่างใด ขณะเดียวกันลูกเขยของเขาเองนั้น ไม่ยอมลดละที่จะขอส่วนแบ่งดินแดน ให้กับตนส่วนหนึ่งให้ได้ และจาแตะเองก็ไม่ยอม เมื่อเป็นเช่นนี้ลูกเขยของจาแตะ ซึ่งเป็นคนพื้นราบจึงได้ทำสัญลักษณ์ขึ้นมา อันมีใจความว่า ในสัญลักษณ์อยู่ว่า “บัดนี้ข้าพเจ้าได้อาศัยอยู่ในดินแดนของราชาจาแตะแล้ว” ลูกเขยจาแตะจึงได้ปล่อยสัญลักษที่ทำขึ้น ให้ลอยมาตาม “น่าคอล้อป่า” ตามลำน้ำ(อ่าข่าเชื่อว่าลำน้ำที่กล่าวอยู่ในขณะนี้คือ ลำน้ำโขงในปัจจุบันนั่นเอง) เมื่อสัญลักษณ์ที่ลูกเขยจาแตะทำเเล้วปล่อยให้ลอยตามลำน้ำมา คนพื้นราบได้แลเห็นแล้ว จึงได้รวมสมัครพรรคพวกขึ้นไปตามลำน้ำเพื่อ ไปขอแบ่งดินแดนจากจาแตะ ไม่เช่นนั้นแล้วคนพื้นราบจะใช้กำลังตีเอาเมือง “จาแตะล่อง” ไป เมื่อผู้นำจาแตะและชาวอ่าข่าเห็นท่าไม่ดีว่าเมืองจาแตะล่องจะต้องถูกคนพื้นราบตีเอาไปแน่ จึงได้ยินยอมตกลงแบ่งดินแดนให้ แต่มีข้อแม้ว่า จะต้องทำการแข่งขันก่อน โดยมีกติกาของการแข่งขันว่า “หากผู้ใดสามารถจุดไฟใส่วัสดุแล้วให้ลอยไปตามลำน้ำแล้วไม่ให้ไฟดับลอยไปได้ไกลที่สุดผู้นั้นจะได้ดินแดนเอาไปครอง” เมื่อกติกาถูกกำหนดขึ้นฝ่ายชนพื้นราบก็ได้ตระเตรียมเทียนไขและขี้ควายแห้งแล้วจุดเทียนไข ตั้งบนกองขี้ควายแล้วปล่อยให้ลอยไปตามลำน้ำ ส่วนฝ่ายชาวอ่าข่าก็ได้ตระเตรียมท่อนไม้จุดไฟและโยนใส่ลำน้ำเมื่อถูกน้ำแล้วไฟดับหมด ส่วนเทียนไขกับขี้ควายที่ปล่อยให้ลอยไปก็ลอยไปได้ไกลมาก ผลจากการแข่งขันทำให้ชนพื้นราบมีชัยชนะต่อชาวอ่าข่า ด้วยเหตุนี้ดินแดนซึ่งเหตุนี้ดินแดนของ จาแตะที่เป็นพื้นราบก็ได้ตกเป็นของพื้นราบไป และชาวอ่าข่าก็ได้อพยพไปอยู่บนพื้นที่สูง ซึ่งปรากฏเห็นผลจนถึงปัจจุบัน
ผลจากเหตุการณ์ที่ลูกสาวจาแตะแต่งงานกับคนพื้นราบจึงทำให้อ่าข่าได้มีการอพยพไปอยู่บนภูเขาสูงเช่นนั้น ชาวอ่าข่าไม่พอใจการกระทำของลูกสาวผู้นำจาแตะ จึงได้ปรึกษากันที่จะอพยพโยกย้ายไปอยู่ในที่แห่งใหม่ โดยแยกกับผู้นำจำแตะ และได้โยกย้ายมาตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ.ชุมชน “หม่อมี้จ้งจา”(Maw Mi Dzah ja) โดยได้ยึด “หญ้อง”และ “หญ้องซ้าโค่ว”ถือปฏิบัติ กฎ จารีต ประเพณี และ วัฒธรรมอย่างเคร่งครัดและอยู่อย่างสงบสุขจนกระทั่งอยู่มาได้ 13 ปี ในชุมชนแห่งนี้ โดยไม่มีผู้ใดเจ็บไข้ ได้ป่วยหรือตาย จากเหตุที่ชาวอ่าข่านับถือ “หญ้อง”และ “หญ้องซ้าโค่ว”ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี มาภายใน 13 ปีที่ตั้งชุมชนอยู่นั้นเนื่องจากไม่มีผู้ใดตายไป ชาวอ่าข่าเกรงว่ากลัวจะลืมประเพณีและวัฒธรรมเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมเรื่องคนตาย จึงได้ตกลงกันที่จะจับลิงมาฆ่าแล้วประกอบพิธีกรรมผิด ๆ ถูก ๆ จากผลดังกล่าวทำให้มีโรคระบาดคนล้นตายกันเป็นจำนวนมาก ชาวอ่าข่าจึงได้ตกลงกันจะโยกย้ายที่อยู่ ณ. ที่แห่งใหม่ ชื้อว่าชุมชน “อย่านะ เล้อง” ( Ya Na Lah ) ณ. ที่แห่งนี้ได้มีผู้นำที่เผด็จการเกิดขึ้น ซึ่งไม่มีชาวอ่าข่าผู้ใดขัดขืนได้เลย ผู้นำคนนี้ชื่อว่า “จ๊อบ๊อง” (Jaw Bah) จากการที่ผู้นำ “จ๊อบ๊อง”เป็นผู้มีอำนาจสูงและใช้มาตรการเผด็จการทำกับประชาชนไม่ว่าทรัพย์สินเงินทองตลอดจนการหาอาหารต้องแบ่งให้ “จ๊อบ๊อง”ได้รับด้วย ถึงแม้ชาวบ้านมีอาหารไม่พอกินอย่างไรก็ตามต้องให้ “จ๊อบ๊อง”กินก่อนในช่วงที่ “จ๊อบ๊อง”เป็นผู้นำอยู่นั้นสกุลอ่าข่ามี 2 สกุลใหญ่คือ
1. สกุล เจ่อจ้อ (Jeu Jaw)
2. สกุล เจอเฎ่ว (Jau Ghoe)
ในส่วนสกุล“เจ่อจ้อ”นั้นเป็นสกุลของสาย “จ๊อบ๊อง”เอง และสกุล“เจ่อเฏ่ว”นั้นมีสกุล “มาเยอะ”(Ma Yeu) ร่วมด้วยเป็นแกนนำ โดยในช่วงที่ผู้นำ “จ๊อบ๊อง” เป็นที่ครองอำนาจอยู่นั้น ทำให้มีการกำหนดประเพณีหลาย ๆ อย่าง ขึ้นในชนชาติพันธุ์อ่าข่า ซึ่ง “จ๊อบ๊อง”เป็นผู้บัญญัติให้มีขึ้น อาทิเช่น การฆ่าหมูที่ให้ลูกมาตัวเดียว หรือหมูที่เกิดลูกมาแล้วตายหมด หรือหมูที่เกิดใต้ถุนบ้านซึ่งจากการที่ผู้นำ “จ๊อบ๊อง”ทำเช่นนั้นทำให้ชาวบ้านเกิดความเดือดร้อนไปทั่วทุกหนเเห่ง เมื่อเป็นเช่นนั้นชาวบ้านไม่อยากที่จะเป็นทาสรับใช้ ของผู้นำ “จ๊อบ๊อง แล้วในสายกุศลของ “เจ่อจ้อ” ซึ่งมีสกุล “มาเยอะ” เป็นแกนนำ อยู่นั้นสกุลมาเยอะได้ขอแยกตัวออกจากสายสกุลเจ่อจ้อ แล้วออกมาตั้งชุมชนแห่งใหม่ของตระกูล “มาเยอะ” นั้นเล่าว่าจะต้องเดินจากชุมชน “อย่าน่ะล่อง” (Ya Na Lah) ซึ่งมีผู้นำ อยู่ต้องเดินทางเป็นเวลา 3 เดือน และสถานที่ตระกูลมาเยอะได้มาตั้งชุมชนนั้น น้ำขาดแคลนมาก ตระกูลมาเยอะดังกล่าวจึงได้ใช้ลำไผ่ไปต่อจากชุมชนที่ตนเองเคยอยู่ชุมชน “อย่าน่ะล่อง” เมื่อผู้นำ “จ๊อบ๊อง”ได้ยินข่าวว่า ตระกูลมาเยอะไปตั้งชุมชนแล้วทำให้เกิดความแค้นมากขึ้น จึงได้ตัดลำน้ำที่ตระกูลมาเยอะมาต่อเข้าชุมชนของเขาให้ขาดไปผลจากการที่ขาดน้ำใช้ในชุมชของตระกูลมาเยอะทำให้เกิดโรคระบาดและขาดน้ำเพราะแหล่งน้ำนั้นอยู่ไกลต้องใช้เวลาการเดินทาง 3 เดือน กว่าจะถึงแหล่งน้ำ จึงทำให้ตระกูลมาเยอะล้มตายเป็นจำนวนมาก ทำให้ประชากรของตระกูลมาเยอะลดลงไป แต่แล้วตระกูลมาเยอะ ได้กลับไปอ้อนวอนต่อผู้นำ “จ๊อบ๊อง”เพื่อกลับมาอยู่ที่เดิมอีกครั้งจนในที่สุดก็ได้กลับมาอยู่ที่เดิมอีกทีหนึ่งแต่ในใจของตระกูลมาเยอะมีความแค้นมาก ที่ “จ๊อบ๊อง”ฆ่าตระกูลมาเยอะไปและได้มีการวางแผนฆ่าจ้อบองให้ได้เพื่อล้างแค้นให้กลับบุคคลที่ตายไป ตระกูลมาเยอะจึงได้วางอุบายต่างๆ เพื่อหลอกให้ “จ๊อบ๊อง” ออกมาในที่โล่งแจ้งภายนอกของบ้าน “จ๊อบ๊อง”เอง เมื่อผู้นำผู้นำ “จ๊อบ๊อง”ออกมาจากภายนอกของบ้านแล้วมายืนที่ระเบียงหน้าบ้านก็ถูกตระกูลมาเยอะใช้ธนูยิงที่ลำคอของผู้นำ “จ๊อบ๊อง”ตายไป
ภายหลังจากที่ตระกูลมาเยอะ ฆ่าผู้นำ “จ๊อบ๊อง”ซึ่งเป็นผู้นำเผด็จการในชุมชน “อย่าน่ะล่อง”ได้แล้ว ก็ได้ แยกย้ายถอยร่นลงมาเข้าสู่ประเทศต่างๆ เช่น พม่า ลาว และประเทศไทย ส่วนชาวอ่าข่าที่ถอยลงมาเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนั้นเมื่อประมาณ 130 กว่าปีเป็นตระกูลแรกซึ่งอพยพมาจากประเทศพม่า เข้ามาอยู่ในเขตดอยตุง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกิ่งอำเภอแม่ฟ้าหลวง ในจังหวัดเชียงราย

ฉันคนอ่าข่าโดยทั่วๆ ไปรูปร่างค่อนข้างล่ำสันแข็งแรง “ตามพันธุกรรม”ในอดีตเราใส่เสื้อผ้าแขนยาวทรงกระบอก คอกลมผ่าอก สีดำ หรือ น้ำเงินแก่ ตามขอบคอ อก ขอบแขน และชายเสื้อ นิยมเย็บขอบเป็นตะเข็บแนวเล็กๆ สีแดง เขียว และน้ำเงิน ส่วนกางเกงจะเป็นกางเก่งขายาวค่อมเท้า ทรงขาก๊วย (แบบพ่อขาว แม่ขาวใส่ แต่เป็นสี น้ำเงิน หรือดำ) ทรงผมนั้นนิยมโกนจนเกลี้ยงเกลาเว้นไว้ปอยเล็กๆตรงกลางฉันคนอ่าข่าเรียกว่า“จ่ะ-ปฺป่อ”หรือ “จุกผม”เก็บค่อนไปด้านหลัง ปล่อยให้ยาวห้อยลงมา แต่ไม่นิยมถักหรือเปีย เพียงแต่เอาเชือกผูกมัดรวบตรงปลายไว้เท่านั้นเพื่อเป็นการแสดงออกถึงการรวมความสามัคคีอันเป็น กุศโลบายเตือนสติทาง กาย วาจา ใจให้ชนชาติพันธุ์อ่าข่าเป็นน้ำหนึ่งใจเดี่ยวกัน ดังมีคำกล่าวเปรียบเทียบว่า “อ่าข่าเช้ข่าธี่ข่า”หมายความว่า ชนชาติพันธุ์อ่าข่าเกิดแห่งหนตำบลใดก็เป็นชนชาติพันธุ์อ่าข่าผู้รักความสงบและบนศีรษะมีผ้าโผกบนหัวสีต่างๆตามวัยเรียกว่า“อู่-จึ่ง”สำหรับเด็กจะเป็นสี่ดำและมีขนนกปักด้านบน วัยเบญจเพศและพ่อบ้านจะมีลักษณะเหมือนกัน สำหรับผู้สูวัยจะเป็นผ้าไหมและเป็นสีต่างๆตามความเหาะสม
ผู้หญิงอ่าข่าค่อนข้างเล็ก ไว้ผมยาวหวีแสกหน้ากลางปรกใบหู รวบไว้ต้นคอด้านหลังแล้วตวัดปลายม้วนเป็นก้อนขึ้นไว้บนศีรษะ แล้วจึงสวมหมวก “อู่โช้วะ”ทับอีกที เครื่องแต่งกายที่นิยม เสื้อนั้นเป็นสีดำหรือน้ำเงินแก่ สั้นแค่เอวแขนยาวทรงกระบอก คอกลม ผ่าอก นิยมใช้ผ้าสีแดง ขาว เขียว น้ำเงินเย็บเป็นตะเข็บ และมีเสื้อชับเรียก “หละซ่ะ” สวมกระโปรงตรงเข่าสั้นพอประมาณ สีดำหรือน้ำเงินแก่ ด้านหน้าเรียบด้านหลังจับเป็นจีบๆเรียกว่า“แผตี่”หรือ“กระโปรง”และมีผ้าคาดเอวห้อยลงมาปิดด้านหน้ากระโปรงไว้เรียกว่า “ยฺยู่ว-จฺจึ่ง” นี่แหละฉันชนชาติพันธุ์อ่าข่า “หญ่าญี่หญ่า”
“หญ้อง” หรือ “อ่าข่าหญ้อง”
เป็น “วัฒนธรรม ลัทธิ ศาสนาหรือ ปรัชญา” ฉันมักจะถูกพหุชนถามเสมอว่า“หญ้อง" หรือ “อ่าข่าหญ้อง”เป็นเพียง “วัฒนธรรม ลัทธิ ศาสนาหรือ ปรัชญา” ปัญหานี้ทำให้ฉันมึนงง ไม่สามารถตอบได้ จนต้องทำการศึกษาวิเคราะห์ ทำความเข้าใจจากหลายๆบุคคล เช่น นักศาสนา นักภาาษาศาสตร์และอื่นๆ นานหลายปี จึงมีคำตอบก็คือ “หญ้อง” หรือ “อ่าข่าหญ้อง”เป็นได้ทุกสถาณะแล้วแต่วาระจิตของของมุมมองของบุคคลน้นๆซึ่งต้องไปศึกษาองค์ประกอบที่สมบูรณ์คือ ต้องประกอบด้วย
1.ศาสดา(ผู้ตั้งศาสนา) :: หญ้อง มีศาสดา คือธรรมชาติ
2.คัมภีร์ของศาสนา :: คือ…………!
3.ศาสนบุคคล :: คือ………………..!
4.ศาสนสถาน :: คือ………………!
ในส่วนที่เป็น “วัฒนธรรม”ก็เป็น“วัฒนธรรม” ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา ส่วนที่เป็น“ลัทธิ”ก็เป็น “ลัทธิ” เพราะไม่ได้ขยายในชนอื่นๆ ส่วนที่เป็น“ปรัชญา”ก็เป็น“ปรัชญา” เพราะแสดงถึงทรรศนะหรือทฤษฎี แห่งชีวิตในแง่มุมต่างๆ อันที่จริงอ่าข่าหญ้องเป็น “ศาสตร์และปรัชญาชีวิต”ที่น่าศึกษายิ่ง แต่ในความหมายของชาวตะวันตกโดยถือว่า “ศาสนา” จะต้องมี “พระเจ้า” และมนุษย์ต้องมีความสัมพันธ์กบพระเจ้า ในความหมายนี้ “อ่าข่าหญ้อง”มิใช่ศาสนาเพราะไม่มี” “พระเจ้า”ใน “อ่าข่าหญ้อง” กล่าวโดยสรุปแล้วเป็นทั้ง “วัฒนธรรม ลัทธิ ศาสนา และ ปรัชญา”ในความหมายของชาวตะวันออกด้วยเหตุผลที่กล่าวแล้ว

ลักษณะของการถือผิดจากหลัก “หญ้อง”
การถือเอาหลักของ “หญ้อง”ไว้อย่างผิดๆย่อมทำให้ไม่เข้าถึงจุดมุ่งหมายอันแท้จริงของ “หญ้อง”ได้อยู่ในตัวมันเอง เพราะเมื่อถือเอาข้อใหญ่ใจความผิดเสียแล้ว จะสามารถทำให้เข้าถึงจุดมุ่งหมายของ “หญ้อง”ได้อย่างไรกัน
ผู้ที่ถือผิด
พวกที่ถือ “วัฒนธรรม ลัทธิ ศาสนา และปรัชญา” มาในลักษณะที่เรียกว่าเคร่งครัด แต่ยังไม่เข้าถึงตัวแท้แห่ง “วัฒนธรรม ลัทธิ ศาสนา และปรัชญา” ของตนก็มีอยู่ทั่วไป และมีอยู่ทุก “วัฒนธรรม ลัทธิ ศาสนา และทุกปรัชญา” มิหนำซ้ำคนพวกนี้เองที่เป็น คนหัวดื้อถือรั้น หรือโง่อวดดี จนกรกะทั้งยกตนข่มท่าน ในกรณี อันเกี่ยวกับ“วัฒนธรรม ลัทธิ ศาสนา และปรัชญา” “วัฒนธรรม ลัทธิ ศาสนา ปรัชญา” ที่แท้จริงนั้นถ่ายทอดกันไม่ได้ทางเสียง หรือทางตัวหนังสือแต่ว่าวิธีปฏิบัติ เพื่อให้เห็น “ธรรม”ปรากฏแก่ใจนั้น เราทั้งหลายบอกกล่าวกันได้ทางเสียง หรือทางตัวหนังสือ
ประการแรก ฉันปรารถนาอยากให้คุณๆท่านๆทั้งหลายรู้จักคุ้นเคยกับฉันมากขึ้นก่อนที่จะได้บอกเล่าให้คุณๆท่านๆทั้งหลายทราบเรื่องราวเกี่ยวกับชนชาติพันธุ์อ่าข่าและ“วัฒนธรรมอ่าข่า”ของฉันต่อไป.

ฉันชื่อว่า “อาเจอะ” Ar Ger หรือ “อิทธิเจอะภิกษุ” ใช้นาม “ดินสอ” ว่าไม่ใช่ซิ….! นาม “ปากกา”ว่า “มมังการ” แปลว่า “การกระทำของฉัน” หรืออีกนั่นแหละว่า “อ่าข่าธาตุ” หมายถึง “ร่างกายที่เหลืออยู่ในความตั้งใจทำงานเพื่อมวลชนอ่าข่าสู่พุทธธรรม” และ “ท่านอนัตตตา”แปลว่า “ผ้ไม่มีตัวตน” ฉันมาจากตระกูล “มาเยอะ” ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่และยิ่งใหญ่ตระกูลหนึ่งในชนชาติพันธุ์อ่าข่า “หญ่าญี่หญ่า”ในการนับ “จึ”ไล่เรียงรายชื่อตามบรรพชนอ่าข่าฉันมีชื่อว่า “ลึ้งเก๋อ” แยกคำได้ว่า “ลึ้ง” หมายถึง “พันหลายรอบ” และ “เก๋อ” หมายถึง “เรียงซ้อนกันหลายรอบ” ซึ่งแปลได้ตามความหมายว่า “บ่วงที่พันธนาการโดยรอบไว้อย่างดี”ตาม “จึ” ปู่ ชื่อ “พิ้หลุ่ม” พ่อชื่อ “หลุ่มโซ”พี่ชายชื่อ “โซฮึ”หลานชายชื่อ “ฮึหลุ่ม” แต่ฉันมีชื่อว่า“ลึ้งเก๋อ”ซึ้งการนับไล่เนียงชื่อใน “จึ” ต่างจากทุกๆคนในสายตระกูลเพราะว่าตอนฉันถือกำเนิดมามี “บ่วงพันรอบๆบนศิรษะ”ของฉัน พ่อกับแม่จึงตั้งชื่อฉันว่า “ลึ้งเก๋อ”หมายความว่า “บ่วงที่พันธนาการโดยรอบไว้อย่างดี” ซึ้งหมายถึง “ผู้ยังมีบ่วงที่จะต้องแก้ให้เสร็จ”ส่วนชื่อ “อาเจอะ” เกิดขึ้นหลังจากฉันเกิดมาได้หลายเดือนแล้วในวันหนึ่งมีเพื่อนของแม่มาเที่ยวบ้าน แม่เล่าให้ฟังว่า เมื่อเพื่อนของแม่เห็นฉันแล้วเขาอุทาน ออกมาว่า “อาเจอะๆๆๆ” ซ้ำซากเช่นนี้ เหตุเพราะว่า “ฉันตัวเล็กมาก” พ่อแม่ยังย้ำเสมอว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ฉันก็โตขึ้นอย่างผิดหูผิดตา(โตเอาโตเอามั้ง) คำว่า “เจอะ” นี้ภาษาอ่าข่าหมายถึง “แคระ” หรือ “เล็กนิดเดียว” สำหรับ “อา” นั้นเป็นคำหรือพยางค์ขึ้นต้นเวลาออกเสียงเรียกสิ่งทั่วไป เช่น ชื่อ คน สัตว์ ที่ สิ่งของ เป็นต้น แต่สำหรับ “อ่า”นั้นหมายถึง มีความชื้น และสำหรับ “อ้า” นั้นเป็นคำที่แสดงออกว่าเป็นการ “ปฏิเสธ” ไม่เอา ไม่ยอมรับ ไม่คบด้วย และ “อ๋า”นั้นกล่าวถึงคนที่เป็นใบ้และคนโง่ เพราะฉนั้น การออกสำเนียงเสียงของฉันชนอ่าข่า “อา อ่า อ้า อ๋า อ๊า” นั้น ปัญญาควรออกเสียงให้ชัดเจน ฉันเกิดในวัน “หม่อง”หรือ “วันม้า” ปี “โญ่”หรือ “ปีควาย” ตรงกับวัน พฤหัสบดีที่ ๑๕ หรือ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๖ ที่ชุมชนแสนเจริญ ยามเช้าช่วง ๐๙.๐๐น พ่อกับแม่เล่าว่าปีนั้นข้าวเต็มยุ้งฉาง และ เป็นวันที่ตี่ข้าวเสร็จพอดี ฉันจึงโชคดีกว่าคนอื่นๆที่ได้เกิดมาในเวลาข้าวเต็มยุ้งฉาง และ เป็นช่วงที่แสงแดดออกพอดี ซึ่งนั่นหมายถึงความอุดมสมบูรณ์มั่งคั่งและการนำแสงสะว่าง มาสู่มวลชนชาติพันธุ์อ่าข่า อ่าข่าหญ่า “หญ่าญี่หญ่า”ทั้งหลาย ต่อไปนี้ฉันจะเล่าให้คุณๆท่านๆทั้งหลายสัมผัสชัดด้วยท่านเอง ไม่ต้องเชื่อใครอีกไม่ต้องฟังใครอีก ไม่ต้องคิดนึกเอา และไม่ต้องคาดเดาอีกต่อไป เรื่องของชนชาติพันธุ์อ่าข่า อ่าข่าหญ่า “หญ่าญี่หญ่า” ว่าทำไมเราเรียกตัวเราเองอย่างนี้............? และชนชาติพันธุ์อ่าข่าอยู่ที่ไหน มีวัฒนธรรมเป็นเช่นใด และวัฒนธรรมเป็นเพียงลัทธิ หรือ เป็นศาสนา หรือเกินกว่าศาสนา โ
ฉันได้ความรู้ทั้งหลายเหล่านี้มาจาก................? “อ่าป้ออูพฺพู้ว” ผู้อาวุโสผมขาวแห่งภูเขาไปไม่กลับ หลับไม่ตื่นฝื้นไม่มี ไม่กินไม่หิว ไม่ดื่มไม่กระหาย ไม่เป็นไม่มี ไม่เกิดไม่ตาย “วิมุตติ”

มมังการ :: การกระทำของฉัน – อ่าข่าธาตุ
กายกับใจของฉันนั้นซึ่งที่แท้เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติซึ่งก็ล้วนแต่เป็นเพียง ธาตุดิน ธาตุ น้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ ที่รวมกลุ่มกันอยู่ก็ถูกยึดถือ เป็นกายของเราซึ่งเห็นได้ชัดเจนที่เดียวว่าไปยึดเอากลุ่มของสิ่งใดสิ่งหนึงตามธรรมชาติ ซึ่งที่แท้ไม่ใช่กายหรือไม่ใช่อะไรของใคร มาให้เป็นกาย ของเราของเขา ความรู้สึกที่ยึดมั่นถือม่นประจำใจอย่างนี้ ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงมายา ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาโดยอาศัยความโง่ คามหลงของส่วนที่เป็นจิตใจ แล้วก็ยึดถือ

รู้สึกลำบากทุกคราวเมื่อพูดถึงกำหนดปีการกำเนิด อันเกี่ยวกับวัฒนธรรมอ่าข่า
การกำเนิดวัฒนธรรมอ่าข่า ตามที่นักประวัติศาสตร์ทางตะวันตกค้นคว้า จนถึงยุคปัจจุบัน ลงความเห็นเป็นอันเดียวกันว่าวัฒนธรรมอ่าข่า สืบทอดมามากกว่า 5,000 กว่าปี ฉันและชนวัฒนธรรมอ่าข่าเชื่อตามที่เราอ่าข่านับถือสืบๆกันมา ไม่ทราบได้ว่าสืบกันมาย่างไร โดยแบบไหน นักประวัติศาสตร์ ก็เชื่อไปตามหลักฐานต่างๆที่ช่วยกันพิจารณาดู และเทียบเคียงกันกับผู้นั้นผู้นี้ในหลายๆยุครวมกัน แล้วก็ลงสันนิษฐานเอา โดยไม่ฟังเสียงคัมภีร์ของผู้ใด เพราะไม่ไว้ใจขรัวคนแรกที่เขียนคัมภีร์ ฉันว่าถ้าเชื่อตามคัมภีร์เหล่านั้น แล้วประวัติการณ์อื่นๆอีกเป็นอันมาก จะพลาดและขัดแย้งกันไปหมด แต่ถ้าฉันยืนยันพื้นประวัติการณ์ เช่นนี้ ไว้อย่างลงกนเรียบร้อยจะมีขัดกันอยู่ก็เพียงอย่างเดียว คือ กำหนดปีการกำเนิดวัฒนธรรมอ่าข่า เพื่อเพิ่มเหตุผลให้แก่วัฒนธรรมอ่าข่า อันว่าความจริงย่อมจะยิ่งปรากฏตัวออกเอง ในเมื่อมีผู้ไปคุ้ยเขี่ยหรือยุแหย่มากเข้า เพื่อที่จะเป็นบทอันว่าด้วยใจที่เป็นอิสระแก่กาล และอวกาศ หรือเป็นการนำมากล่าวเพียงเพื่อให้เป็นบุรพภาค ติดต่อกับเรื่องที่สูงขึ้นไป

เกี่ยวกับ“ม่อโต่”หรือ “อัตตา”แปลว่า “ตัวตน”
ปุจฉา :: อะไรคือ “มมังการ”……….?อะไรคือ “อ่าข่าธาตุ”และอะไรคือ“ท่านอนัตตา”……….?
วิชชนา :: โดยที่แท้ชื่อ “มมังการ”เป็นเพียงสิ่งสมมุติ หามิตัวตนที่แท้จริงไม่
ปุจฉา :: “จะอุปมาให้ฟัง”
วิชชนา :: เหมืนรถยนต์ อะไรเป็นรถยนต์…….? ล้อ หรือ เพลา หรือพวงมาลัย หรือ กะบะ ส่วนใด
ส่วนหนึ่งเป็นรถยนต์……………?
ปุจฉา :: อุปกรณ์ทุกอย่างรวมกันจึงเรียกว่า“รถยนต์”
วิชชนา :: ในทำนองเดียวกันสิ่งที่เรียกว่า “มมังการ”คือธาตุ 4 และขันธ์ 5 รวมกันจึงเรียกว่า
“มมังการ”

ตัวมันเองในลักษณะเช่นนี้ แล้วมันก็ทำอะไรไปในลักษณะที่เป็นทุกข์ยากลำบากแก่ตัวเราเอง

พระเจ้าสร้างคนหรือคนสร้างพระเจ้า
ฉันเคยตั้งปํญหาว่า “พระเจ้าสร้างคน” หรือ “มนุษย์จริง”หรือ………?และสร้างอย่างไร แล้วมีคำถามย้อนกลับว่า ใครเป็นผู้สร้างพระเจ้า……..?หากตอบว่า “พระเจ้าเกิดเอง”คงจะมีคำถามต่อไปอีกว่า “คนเกิดตามธรรมชาติ”มิใช่หรือ

เพื่อจะให้เข้าใจเรื่องนี้ให้ถูกต้องจะต้องเข้าใจคำว่า “หมี่แย้”
หมี่แย้ แปลว่า ธรรมชาติ กฏธรรมชาติ ทางธรรมชาติ
หมี่ แปลว่า ความเป็นอย่างนั้นอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น
แย้ แปลว่า ความที่ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น
อ่า แปลว่า ความเป็นสิ่งที่กลายเป็นอย่างอื่นไม่ได้
โผ่ว แปลว่า เป็นการตั้งอยู่แห่งธรรมดา
อ่าโผ่วหมี่แย้ แปลว่า เป็นชื่อของจิตเดิมแท้
อ่าโผ่วหมี่แย้ แปลว่า เป็นชื่อของความว่าง
อ่าโผ่วหมี่แย้ แปลว่า อาจเรียกโดยชื่ออื่นได้อีกหลายชื่อเช่นเรียกว่า “จิต” หรือ “อ่าโผ่วหมี่แย้” หรือ ธรรมชาติแห่งความเป็นอ่าโผ่วหมี่แย้ หรือ เรียกว่า “ธรรมะ” เป็นต้น ข้อนี้ทำให้เราเห็นได้ว่าความจำเป็นมีอยู่อย่างที่เลียงไม่ได้ ในการที่จะนำ เอาสิ่งซึ่งลึกซึ่งเข้าใยาก และเป็นนามธรรมแท้ มากล่าวอย่างปุคคลาธิษฐาน คือกล่าวให้เป็นบุคคลหรือเป็นวัตถุสถานขึ้นมา เพื่อประโยชน์แก่ชนอ่าข่าทั่วไป เพื่อให้รู้จักมุ่งหวังถึง สิ่งอันประเสริฐสุด ไปกว่าที่มนุษย์ธรรมรู้จักกันอยู่ และเพื่อให้เขาทำความดีสำหรับจะได้แลกเปลี่ยน เอาสิ่งที่เขามุ่งหวังนั้นเพื่อให้เขามีสถานะทางจิตวิญญาณ ที่ดีหรือที่สุงกว่าเดิม เมื่อเขายึดม่นในสิ่งนั้น ก็สามารถทำจิตใจให้เข้มแข็ง ไม่มีความทุกข์ร้อนอะไรเลย ไปจนกระทั้งตายได้เหมือนกั น เมื่อตายแล้วปัญหาเฉพะหน้าก็หมดไป ไม่จำเนี่จะต้องสะสางอีก “อ่าโผ่วหมี่แย้” จะตอบว่า ความว่างจากตัวตน เพราะจิตปราศจากความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งใดๆว่าเป็นตัวตนหรือว่าเป็น ของตน ดังนี้ก็ได้มันถูกจริงด้วยกันทั้งนั้น หากแต่ว่าขอให้ถือเอาความหมายของคำเหล่านั้นให้ถูกต้องเท่านั้น

อ่าโผ่วหมี่แย้มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง
สิ่งที่เรียกว่า “อ่าโผ่วหมี่แย้” ไม่มีจุดเริ่มต้น และ ไม่มีจุดสิ้นสุดจึงอยู่ในฐานะที่เป็นสิ่งมีอยู่ก่อน สิ่งทั้งปวง และ อยู่หลังสิ่งทั้งปวง หมายความว่าสิ่งทั้งปวงมีความหมุนเวียน เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ท่ามกลางอานาจักรแห่งความไม่เปลี่ยนแปลงของ “อ่าโผ่าหมี่แย้”นั้น

มีประโยชน์อะไรที่ต้องรู้จัก “อ่าโผ่วหมี่แย้”
คำตอบ :: คือ เพราะ “อ่าโผ่วหมี่แย้” เป็นสิ่งตรงข้ามกับสิ่งทั้งปวง ในเมื่อสังขารทั้งปวงที่ตั้งความทุกข์ ครั้นนำความยึดมั่นในสังขารทั้งปวงออกเสียก็จะพบความสุขในทีเดียวกันอย่ตรงนั้น ในทำนองเดียวกัน เอาความร้อนอกพบความเย็น เอาความไม่เที่ยงออกพบความเที่ยงดังนี้เป็นต้น รวมความว่า เมื่อเอาสิ่งทั้งปวงออกไปให้หมด ก็จะพบกับความว่างคือ “อ่าโผ่วหมี่แย้” หรือ ธรรมะนั้นเอง เพราะเหตุนั้น ความมีเท่ากับความไม่มี หรือ ความไม่มีเท่ากับความมี แล้วแต่จะมองดูมันในแง่ไหน
มาบัดนี้ “กับมุมมองวัฒนธรรมอ่าข่า”
แต่บัดนี้เป็นที่น่าเสียดายที่ว่า ผู้ที่สนใจในวัฒนธรรมอ่าข่าไม่ได้มองเห็นกันในแง่นี้ หรือไม่ได้พยายามมองกันในแง่นี้แต่กลับไปมองกันในฐานะที่เป็นศาสตร์หรือเป็นปรัชญาหรือวิชาความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาวิชาความรู้ที่มีอยู่กันในโลก แล้วก็ศึกษาเปรียบเทียบกันเท่านั้น เพราะเกิดมีความนิยมในความรู้แปลกๆใหม่ๆและกว้างของสรรพชนอ่าข่า แล้วก็พอใจ แล้วที่เป็นไปโดยมากนั้น ก็เพื่อนำไปใช้สนับสนุนความคิดของตนเอง ดังที่ปรัชญาชาวยุโรปแห่งศริสต์ศตวรรษที่ 20 ชอบกระทำกันอยู่ ตัวอย่างเช่น ถ้ามีหลักอะไรในวัฒนธรรม ลัทธิ ศาสนา สนับสนุนความคิดเห็นของตนเองก็พยายามที่จะใช้หลักอันนั้นให้เป็นประโชยน์แก่ตัว ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่เปิดเผยก็โดยเล้นลับ ไม่โดยสิ้นเชิงก็โดยเอกเทศ ยังดีอยู่ก็แต่ตรงที่ว่าคนเหล่านั้นยังไม่ได้เข้าถึงความหมายอันแท้จริง หรือวัฒนธรรมตัวแท้อย่างสิ้นเชิง มิฉนั้นแล้ววัฒนธรรมก็จะมีอากรที่เรียกได้ว่าถูกเขาปล้นเอาไปอย่างซึ่งๆหน้าโดยไม่มีอะไรเหลือ เป็นที่แน่นอนดีอยู่ก็แต่ที่ว่า หลัก “วัฒนธรรม”เรื่อง “หญ้อง” และ “หญ้องซ้าโค่ว”ลึกเกินไปกว่าที่พวกนักวิจัยอย่างปุถุชนผู้มักมากจะเข้าใจและจับฉวยเอาไปทั้งหมด วัฒนธรรมอ่าข่าจึงยังคงมีความเป็นวัฒนธรรมอ่าข่าอยู่ตามเดิมตกเป็นหน้าที่ ที่เราชาวสรรพอ่าข่าทั้งปวงจะต้องทำการเผยแผ่และสั่งสอนกันสืบๆไป รวมทั้งแก้ไขที่เขานำไปเผยแผ่อย่างผิดๆ เพราะการดาวเอาเองด้วยสติปัญญาอันตื้นของเข เกินไปกว่าที่เขาจะหยั่งถึงความลึกยิ่งกว่า “มหาสมุทร”ของหลักวัฒนธรรมหรือ “หญ้อง”นี้ได้ทั้งที่โดยที่แท้แล้วก็ “หญ้อง”เป็นเรื่อง “คอมมอนเซ้นส์”ตาม “ทางธรรมชาติ”นั้นเอง หากแต่ว่าเป็นธรรมชาติฝ่ายนามธรรม คือทางจิตหรือทางวิญญาณเท่านั้นมันจึงเป็นความหมายที่แปลกหรือความหมายที่ใหม่ ซึ่งจริงๆแล้วความหมายอันเดิม
ทางเลือกวัฒนธรรม
เกี่ยวกับความต้องการของคนอ่าข่าที่ควรเข้าไปเอาใจใส่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมนั้นควรมองกันอย่างกว้างๆ ที่สุดเสียก่อน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือมาถือวัฒนธรรมเพียงสักว่าทำตามบรรพชน หรือว่าตามประเพณีเป็นต้นของชนชาติพันธุ์ของตนๆนี้อย่างหนึ่ง ส่วนอีกอย่างนั่นเพราะมีความต้องการ หรือ มีความประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษฉะเพราะตน
ฮ่อง-โพ่อง-เอ่อะ งานเลี้ยงเปิดอก การปฏิบัติธรรมที่เกาะเกี่ยวของจิตและความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น

เป็นสิ่งสำคัญในวัฒนธรรมอ่าข่าที่จะต้องดื่ม “จิ่บ่ะ”หรือ“เหล้า”อ่าข่าในวันนี้ เนื่องจาก “สภาผู้เฒ่าผู้แก่แห่งชุมชนวัฒนธรรมอ่าข่า”ได้จัดงานสังสรรค็ขึ้น ในวัฒนธรรมอ่าข่าเรียกการกระทำนี้ว่า “ฮ่อง-โพ่อง-เอ่อะ “หรือ“งานเลี้ยงเปิดอก”หรือเพื่อ “ละ โลภ โกรธ หลง”โดยปกติแล้ว ฉันชนชาติพันธุ์อ่าข่าจะเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บตัว “ซฺซ่ะ-ด๊อเอ่อะ” หรือ “ขี้อาย” และ เกรงใจผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง แต่ในวันปีใหม่วันที่สามนี้เอง(เทศกาลปี่ใหม่อ่าข่ามี 4 วัน) ฉันคนอ่าข่าจะได้มีโอกาสพูดจาอย่างเปิดเผยไม่ต้องเกรงใจใครในเรื่องที่ผ่าน ถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งในวัฒนธรรมของฉัน และ เป็นเรื่องที่ดี ที่ทุกคนจะได้ระบายความในใจออกมาแล้วก็จะไม่เก็บกดหรือก่อเหตุร้ายในภายหลัง ในวัยเด็กๆฉันและเพื่อนๆจะไปฟังกันเสมอที่ “แต่ะ-ฮ่อง” แปลว่า “ลานวัฒนธรรมอ่าข่า”เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีใครบ้างที่จะได้ขอโทษ และ ขอขมาซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นวัน “อโหสิกรรม” และ ในวันนี้ก็จะได้เห็นทุกๆคนจะอภัยให้ซึ่งกันและกันเป็นการให้อภัยให้ที่ยิ่งใหญ่มากในวัฒนธรรมอ่าข่าเป็นการทิ้ง “อัตตา”ทิ้ง“ตัวตน” ทางนี้คือทางไปสู่ “อนัตตา” การไม่ยึดถือตัวตน เมื่อใดที่มีการยึด เมื่อนั้นย่อมมีทุกข์ ในวัฒนธรรมอ่าข่าก็มีขบวนการฝึกปฏิบัติเช่นนี้เป็นไปเพื่อการละ“อัตตา”หากจะกล่าวว่าถ้าไม่ละ“อัตตา”ก็ไม่ใช่วัฒนธรรมของอ่าข่าอย่างแท้ แต่มนุษย์เรานั้นทำลายธรรมชาติเก่ง แต่ทำลายอัตตาไม่เก่ง ทั้งที่อัตตาเป็นตัวทำลายมนุษย์ นอกจากไม่ชอบทำลายอัตตาแล้ว ยังไม่ชอบที่จะให้ใครมาชี้แนะหรือช่วยหาวิธีทำลายอัตตาให้ด้วย เป็น “อัตตา-ซ้อน-อัตตา”ลึกลงไป

ใต้ร่มเงาพระพุทธศาสนา
ใต้ร่มเงาพระพุทธศาสนา มีความสุข ความสงบ และภราดรภาพ ไม่เคยมีการเบียดเบียน การฆ่า การประหัตประหาร หรือแม้เพียงหยดเลือด ใต้ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนาเพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่ง “อหิงสาธรรม”

วันฉลองเทศกาลปีใหม่ในวัฒนธรรมอ่าข่าตามบัญญัติบรรพชน “อ่าโผ่วหล่าปีจี้สอง”

สำหรับ“ฉัน”และชนสรรพอ่าข่าทั้งปวงแล้ว วันนี้เป็นวัน“ข่าหล่า”หรือ“วันเสือ”หนึ่งสัปดาห์วัฒนธรรมอ่าข่ามี ๑๒ วัน(หนึ่งรอบ มี ๑๓ วัน)และปีนี้เป็นวันเริ่มต้นของปี พ.ศ. ๒๕๔๙.......! เป็นวันที่สามของเทศกาลปีใหม่ เป็นวันหลังจากพระจันทร์ข้างขึ้นวันที่ห้า ซึ่งอ่าข่าถือว่าเป็นวันที่พระจันทร์โคจรบนเส้นทางใหม่ ดังนั้นฉันและวัฒนธรรมอ่าข่าจึงมีการทำพิธีฉลองให้พระจันทร์ “กา-ธฺอ้ง-พฺา-เอ่อะ” อาจตรงกับเทศกาลปีใหม่ของไทยก็ได้ เมื่อก่อนฉันและสรรพอ่าข่าทั้งปวงไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา แต่ฉันและสรรพอ่าข่าทั้งปวงนับถือ “อ่าข่าหญ้อง”หรือ“บัญญัติอ่าข่า”มีบรรพชนที่ล่วงลับดับขันธ์ไปแล้วเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ(มีมนุสติ) มาในลักษณะที่เรียกว่าเคร่งครัด ในชนชาติพันธุ์อ่าข่าฉันและบรรพชนพร้อมทั้งสรรพอ่าข่าทั้งปวง สืบสายสกุลต่อเนื่องกันมาถึง 6O ช่วงอายุบรรพชนอ่าข่า บรรพชนอ่าข่าคนแรกซึ่งเป็นต้นตระกูลของชนชาติพันธุ์อ่าข่าคือ “อ่าโผ่วอ่าผิ่ซุ๊มมี่โอ๊ะ” ดังนั้น ในวันแรกของงานฉลองปีใหม่ ปีนี้ (๒๕๔๙)แต่ละครอบครัวจะประกอบพิธีอัญเชิญบรรพชนที่อยู่เหนือขึ้นไปสามช่วงอายุคน ให้มาร่วมช่วยให้ปีนี้ผ่านไปด้วยดี และ ขออวยพรอวยชัยให้ลูกหลานได้ต้อนรับปีใหม่ด้วยความสุขความเจริญ ซึ่งจะได้เห็นความสามัคคีของครอบครัวและชุมชนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สรรพอ่าข่าทั้งหลายที่มีความรู้สึกนึกคิด ซึ่งบรรพชนได้หว่านพืชพันธ์แห่งการใช้ชีวิตลงในเลือดเนื้อแห่งความเป็นไปตามอำนาจแห่งเหตุผลแล้ว ชนสรรพอ่าข่าทั้งหลายจะได้เก็บเกี่ยวผลถึงมรรคาแห่ง“มรรค ผล พระนิพพาน”หรือสู่ “พุทธภูมิ”ต่อไป

สักการบูชา บรรพชน

“อ่า-โผ่ว-เล่าะ-เอ่อะ”ในวันแรกของวันปีใหม่ หรือ วันสักการบูชาบรรพชน ผู้หญิงอ่าข่าจะไปตักน้ำมาจากแหล่งน้ำสะอาดในป่าชุมชน น้ำที่ไปตักจากแหล่งน้ำแห่งนี้จะนำไปไว้ให้บรรพชน เพราะว่าบรรพชนที่จะมาร่วมในพิธีจะชำระร่างกายหลังจากต้องเดินทางมาจาก“เทียนไท้”หรือ “แดนสุขาวดี” หรือ ฉันชนชาติพันธุ์อ่าข่าเรียกว่า “มิ่โอ่ะ-คํคร๊อง” ที่อยู่แสนไกล ก่อนที่จะอัญเชิญรับประทานอาหารในที่จัดไว้ต้อนรับ ฉันพยายามกล่าวถึงสิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่เป็นความเชื่อพลังแห่งความศรัทธาของพหุชนอ่าข่าทั้งหลาย ปัจจุบันชนอ่าข่าตั้งอยู่ ปัจจุบันอ่าข่าคืออ่าข่า ฉันและสรรพอ่าข่า ไม่ปฏิเสธความมีตัวตน ของชาติพันธุ์อ่าข่า จริงอยู่อ่าข่าก็อยู่ในวัฏสงสารมี “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” แต่นั่นเป็นสิ่งที่มีอยู่ และเราก็มีอยู่ และเรานั้นก็ตั้งอยู่ในเรา แล้วรับรู้ในเรา และรับรู้ใน “วัฒนธรรมอ่าข่า” และเข้าใจ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”เพราะ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” เป็นภาวะที่ฉันและวัฒนธรรมอ่าข่าจะต้องประสบ ไม่อาจที่จะเลี่ยงได้ อนุชนสรรพอ่าข่าทั้งหลาย เธออย่าเอาแต่ปิดหูปิดตาปฏิเสธ จงจำไว้อย่าหลงในถ้อยคำเพียงแค่มันเป็นประโยค “ปฏิเสธ" อย่าตัดสินวัฒนธรรมอ่าข่าง่ายเกินไปจงรับรู้และเข้าใจเถิด.
พระพุทธศาสนาและกิจกรรมกับ “ฉัน”และญาติโยมชนชาติพันธุ์อ่าข่า

ตั้งแต่ พ.ศ.2424 ข้อมูลของอ่าข่านั้นพระสงฆ์ได้นำพระพุทธศาสนาได้เข้าไปโปรดญาติโยมอ่าข่าและฉันในชุมชนตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงใหม่ๆ และ ณ.ขณะปัจจุบันฉันก็ได้มีพลังศรัทธาในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และฉันก็คือ “แกนนำอ่าข่าพุทธบุตร” ในวันนี้ พร้อมทั้งในภายภาคหน้า วัฒนธรรมอ่าข่าก็จะเดินตามทางพุทธบุตร “ เป็นพุทธบริษัท ๔
คริสต์ศาสนาและกิจกรรมกับ “ฉัน”และญาติโยมชนชาติพันธุ์อ่าข่า

ก็อีกนั่นแหละตั้งแต่ พ.ศ.2424 พอดีสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีคณะมิชชันนารีฝรั่งเข้ามาทำงานหมู่บ้านชาวอ่าข่าอย่างกว้างขวางดังมีปรากฏในบันทึกของกุนสตัดเทอร์(1967:22)ว่ามิชชันนารีทั้งหลายเหล่านี้ได้มาช่วยพัฒนาเปิดหูเปิดตาให้ผู้ที่อยู่ความห่างไกลความเจริญ เพราะได้นำความรู้และการบริการด้านการแพทย์ และ การเกษตร การอ่านเขียนมาเผยแพร่โดยสอนแทรกธรรม ศาสนา “คริสต์”เข้าไปด้วย และนำพาคนของฉันไป เป็นคนของเขา เขาเลือกเอาแต่คนหัวดีและเชื่อฟังเขา แล้วนำไปอบรมขัดเกลา “กาย วาจา ใจ” ใหม่กลายเป็นลูกพระคริสต์ ไม่ใช่ลูก ไม่ใช่หลาน ไม่ใช่เหลน ของอ่าข่าอีกแล้ว เขาเหล่านั้นไม่นับถือบรรพชนของตนเอง เขากลายเป็น “วัวลืมตีน” และ “ลืมชนชาติพันธุ์ของตนเอง หรือ ลืมตัวตนที่แท้จริง” เขาเหล่านั้นกลายเป็น “หอกทิ่มแทง “วัฒนธรรม”ของฉันชนชาติพันธุ์อ่าข่าอย่างยิ่ง เขาญาติฉันเองนั่นแหละกลับมาเอา “คัมภีร์ไบเบิล”มาแจกและอ่านให้ฉันฟัง บอกว่านี่คือคำของพระเจ้า หรือคำ “อ่าโผ่วหมี่แย้” เขาเอา “อ่าโผ่วหมี่แย้”ของเราไปเปรียบเทียบกับพระเยซูของเขา ซึ่งอ่าโผ่วหมี่แย้ของฉันมีคุณค่ามหาศาลกว่าพระเยซู “อ่าโผ่วหมี่แย้” กับพระเยซู อยู่กันคนละสถานะและต่างยิ่งกว่า ฟ้ากับดิน ในตำนานอ่าข่าเล่าขานกันสืบมาว่า ใน “ตระกูลมาเยอะ” ผู้นำขณะนั้นเป็นอยู่ตำแหน่ง“โจ่วมา” มีภรรยา ๒ คน บุตรของภรรยาหลวงได้รับเลือกให้เป็นผู้สืบทอด “จึ” ลูกของภรรยาน้อยไม่ได้รับเลือกก็เกิดน้อยเนื้อต่ำใจ เกิดเป็นปมด้อย ตรมใจเกือบสิ้นชีวิต เมื่อพ่อเขาได้พยาบาลจนเป็นปกติแล้ว ได้หนีออกจากชุมชน ไปร่ำเรียนวิชชามากมาย จนเกิดทฤษฎี

กิจกรรมอื่น

ในวันแรกและวันที่สองของงานเทศกาลฉลองปีใหม่อ่าข่า ฉันจะต้องระลึกว่า ฉันกำลังอยู่ร่วมกับพี่น้องในชุมชนนับพัน จากร้อยกว่าครัวเรือน ซึ่งหมายความว่า ฉันจะต้องทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้และจะต้องแก้ไขสิ่งที่ทำผิดพลาดไป ในวันที่สอง และ วันที่ และวันที่สามแห่งเทศกาลนับว่าเป็นวันที่สนุกสนานมากสำหรับเด็กๆและหนุ่มสาว ผู้หญิงได้เตรียมทำชุดประจำชาติพันธุ์อ่าข่าและหมวกที่ประดับอย่างสวยงามเพื่อเทศกาลนี้เป็นการเฉพาะ

ฉฺอง-ปี่-เอ่อะ: การเล่นลูกข่าง อ้า-บฺอ-ฉ่อ-เอ่อะ: การเล่นลูกสะบ้าคือ
เครื่องหมายแห่งความเจริญพันธุ์

บิดา หรือ พี่ชาย จะทำ “ลูกข่าง”ไว้ให้เด็กๆเล่นกัน คนหนุ่มและเด็กๆทั้งหญิงชายจะเล่นปาลูกข่าง หรือไม่ก็จะล้อมวงกันเล่นโยนลูกสะบ้า การเล่นลูกข่างและลูกสะบ้ามีความหมายอย่างลึกซึ้งในสังคมชาวอ่าข่า รูปทรงของลูกข่างนั้นดู คล้ายกับรูปร่างของ “หัวปลีเครือกล้วย” หัวปลีเป็นอวัยวะส่วนดอกของต้นกล้วยที่เป็นเช่นเดียวกับ “การเปิดประตูสู่ความเจริญงอกงาม”และการเล่นลูกสะบ้าของเด็กๆก็เปรียบเสมือน “การสร้างถนนชีวิตที่ทอดยาวมาจากสวรรค์”

ชาวชนชาติพันธ์อ่าข่าคือใคร และ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับชาว “ฮาหนิ่”อย่างไร

ชาวเชื้อชาติพันธุ์อ่าข่า “หญ่าญี่หญ่า”และ ชาวเชื้อชาติพันธุ์ “ฮาหนิ่อ่าข่า”ในเขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจและสามเหลี่ยมทองคำ ตามที่ฉันและคุณๆท่านๆทราบกันดีอยู่แล้วว่า ปัจจุบันนี้ มีชาวชาติพันธุ์ฮาหนิ่อ่าข่าประมาณ ๓.๔ ล้านคนอาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายตั้งแต่ทางภาคใต้ของมณฑลยูนนาน และ ตะวันออกของพม่า ทางภาคเหนือของไทย เวียดนาม ลาว ตามเทือกเขาสูงที่มีหุบเขาธารน้ำระดับความสูง ๓,๐๐๐ เมตร ในพื้นที่ที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังว่า “สามเหลี่ยมทองคำ”อันเนื่องมาจากเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยไร่ฝิ่น จนกระทั้งไม่นานามานี้เอง ที่พื้นที่ดังกล่าวถูกเรียกขานชื่อใหม่เป็น“สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง”ที่ใครก็อยากเข้าไปพัฒนาภูมิภาคนี้ด้วยกันทั้งนั้น

ญาติพี่น้องเชื้อชาติอ่าข่าของฉันที่อาศัยอยู่ในดินแดนดังกล่าว ฉันและญาติพี่น้องอ่าข่าไม่มีประเทศเป็นของตนเอง เราได้อาศัยดินแดนของประเทศอื่นๆอยู่ เช่นเดียวกับชาวชนชาติพันธุ์อื่นๆเช่น ว้า ปฺกาเญอ ม้ง ฯลฯเป็นต้นนอกเหนือจากนี้ สิ่งที่ฉันและเขา(นานาชาติพันธุ์กลุ่มน้อยๆกระจ้อยหร่อย)ถูกไล่ขึ้นไปอยู่บนที่สูงขึ้น เนื่องจากดินแดนพื้นราบและตามเนินเขาถูกจับจองไปหมดแล้วโดยพวกคนไทยกลุ่มต่างๆ เช่นคนไตใหญ่ ,ไทลื้อ , ไทดำ, และคนเมืองเป็นต้น และมีชาวจีนเป็นจำนวนมากที่อาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ และในเมืองใหญ่อย่างที่ยูนนานซึ่งเป็นมณฑลทางภาคใต้ของประเทศจีน.

ประวัติความเป็นมา

จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่และจากคำบอกเล่าที่บันทึกไว้ในคำสอนต่างๆของ “ก่า-จฺย้อง-กา-เอ่อะ”หรือประวัติต้นกำเนิดของฉันเชื้อชาติอ่าข่า เป็นที่ยอมรับกันว่า บ้านเกิดดั้งเดิมของฉันชนอ่าข่าในประวัติศาสตร์นั้นอยู่ที่ทางภาคใต้ของยูนนาน และตามเทือกเขาต่างๆในประเทศลาว ภาคเหนือของเวียดนาม และภาคตะวันออกของพม่า ซึ่งตามประวัติศาสตร์สากลได้มีการบันทึกไว้ว่าเป็นดินแดนของอาณาจักรน่านเจ้า(พ.ศ.๑๒๗๓-๑๗๙๓)

ญาติฉัน “ฮาหนิ่อ่าข่า”บริเวณแม่น้ำแดง

บรรพชนของฉันส่วนใหญ่ได้อาศัยอยู่ในประเทศ “ซฺญาแตะ”มาก่อนตามบริเวณแม่น้ำดำ และ แม่น้ำแดง ภาคเหนือของเวียดนามและลาว และฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง ญาติฉันฮาหนิ่อ่าข่าซึ่งฉันถือว่าเป็นชาติพันธุ์ที่ยังคงมีถิ่นอาศัยที่นั่น “เขตปกครองตนเอง ฮาหนิ่/ญิ ที่เมืองหงเหอ”

ฉันมีเรื่องราวที่เล่าขานถึงผู้ปกครองในอดีตคือ “จฺจ้อง-บฺอง”ซึ่งเป็นต้นตระกูล “อาจฺญฺอ”ท่านเป็นผู้สร้างอาณาจักรหมอผีในตำนานมี่เมือง “ทุมลาง” ปัจจุบันคือเมือง “โมเจียง”พวกเราทุกคนรู้ว่า “อ่าญฺอง-จฺจ้อง-บฺอง”เป็น “นฺญิผ่า”หรือเป็นหมอผี เพราะว่าในตอนกลางคืน “อ่าญฺอง-จฺจ้อง-บฺอง”บินไปสู่ “หมิ่-แย้”ไปยังที่อยู่ของฝน และเดียวนี้“นฺญิผ่า”ก็ยังทำเช่นนั้นอยู่

ระบบตระกูลพหุพันธมิตรของฉันชนชาติพันธุ์อ่าข่า

ฉันคิดว่า ตระกูลทั้ง ๑๒ ตระกูลใหญ่ของพวกฉันมีขึ้นในสมัยนั้น รวมทั้งคำสอนตามระบบจารีตประเพณีดั้งเดิม หรือ “หญ้อง” ก็คงจะเกิดในสมัยนั้นด้วย สมัยนั้นก็คือเมื่อประมาณ ๖๕ ช่วงอายุบรรพชนขึ้นไปนั่นเอง ในขณะที่บรรพชนของฉันชาวฮาหนิ่นับถอยหลังขึ้นไปได้ ๕๐ ช่วงอายุบรรพชนหรือประมาณ ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว ที่ฉันรู้เรื่องนี้เพราะฉันมีระบบการเรียงลำดับวงศ์วาน ว่านเครือที่ผู้เฒ่าผู้แก่ของฉันจดจำสืบทอดต่อกันมา ในตำนานตระกูล“อ่าญฺอง-จฺจ้อง-บฺอง”เพราะเขาทำตัวไม่ดีประชาชนจึงฆ่าเขา และลูกหลานของ“อ่าญฺอง-จฺจ้อง-บฺอง”ก็อยู่ได้ไม่อยู่นานนักเช่นกัน

กุบไลขานได้ทำลายอาณาจักรของฉันอ่าข่าหญ่าและฮาหนิ่อ่าข่า
เรื่องราวในตำนานที่เล่าสืบต่อกันมากล่าวว่า มีสงครามและไฟไหม้ใหญ่หลายครั้งหลายหน เมื่อประมาณ ๑,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา ทำให้เมืองทุมลางพังพินาศไป (กุบไลขานและทหารมงโกลได้ทำลายเมืองโมเจียงเมื่อ ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) บรรพชนอ่าข่าของฉันจำนวนมากได้อพยพออกจากลุ่มน้ำแดงและจากเมืองโมเจียงข้ามแม่น้ำโขงไปทางทิศตะวันตก
บรรพชนตั้งถิ่นฐานรายรอบหุบเขาตามแนวแม่น้ำโขง หรือที่ปัจจุบันคือสิบสองปันนา เป็นจังหวัดหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของยูนนาน และเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นที่ “ชาวไต” ได้ค่อยเข้ามาครอบครองดินแดนที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้

บรรพบุรุษญาติฉันฮาหนิ่อ่าข่าก็เช่นเดียวกับบรรพชนของฉันที่ถูกรุกรานจนต้องถอยร่นขึ้นไปอยู่ที่สูง อนุชนฮาหนิ่ในปัจจุบันยังมีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองหงเหอซึ่งอยู่ทางทิศเหนือติดชายแดนประเทศเวียตนามบางหมู่บ้านตั้งรกรากอยู่ที่นั่นมากกว่าพันปี พวกเขาทำไร่เพาะปลูกแบบขั้นบันไดในหุบเขา

บทสวดของฉัน “คัมภีร์อ่าข่า” กล่าวว่า “ชาวฮาหนิ่อ่าข่า”เป็นผู้ริเริ่มการเพาะปลูกแบบขั้นบันไดที่สวยงามและคงจะเป็นความจริงเช่นนั้น ส่วนอื่นๆของตำนานของฉันอ่าข่าก็คงจะเป็นความจริงด้วย เพื่อนๆชาวจีนของฉันกล่าวว่า เรื่องราวของพวกฉันคนอ่าข่าสอดคล้องพอเหมาะกับประวัติศาสตร์จีน

ชาวอ่าข่าส่วนใหญ่(ที่ไม่ใช่ หญ่าแด่ะ)ยังคงอยู่ที่สิบสองปันนา ตรงพื้นที่ที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างชายแดนภาคใต้ของมณฑลยูนนานประเทศจีน และประเทศลาว ประเทศพม่า ประเมศเวียดนาม รวมทั้งประเทศไทย และชาวอ่าข่าที่อาศัยอยู่ที่นั่นๆได้ผูกมิตรกับชนอื่นๆด้วย บางกลุ่มก็ได้กลายเป็นชาวอ่าข่าไปด้วย มีหมู่บ้านชาวอ่าข่าหลายแห่งที่นั่นมีอายุกว่า ๙๐๐ ปี และชาวอ่าข่าของชุมชนเหล่านั้นก็ทำนาข้าวแบบขั้นบันไดเช่นเดียวกัน และพวกเขาก็ยังได้ปลูกชาเขียว คนกลุ่มอื่นๆที่อยู่รวมในพื้นที่เดียวกันกับชาวอ่าข่าได้แก่ ชาวบิ-ซุม, ชาวไต (เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา)

สงครามในเขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ หรือ การค้ามรณะแห่งเบอร์ ๔

ในช่วง ๒๐๕๐ ปีที่ผ่านมา บริเวณที่ฉันและคุณๆท่านๆเรียกว่าเขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจนี้ มีสงครามต่อเนื่องกันมาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงร้อยปีที่ผ่ามา เราคนอ่าข่า และฮาหนิ่อ่าข่าตายลงนับร้อยนับพันนับหมื่นนับแสน พร้อมกับชาวชาติพันธุ์อื่นๆก็ตายนับล้าน จากเหตุผลของสงครามนี้เอง ที่ทำให้ฉันคนอ่าข่าต้องอพยพหลบหนี้เข้าสู่ประเทศลาว ประเทศพม่า และที่สุดก็เข้ามาสู่ภาคเหนือของประเทศไทย

ชาวชาติพันธุ์อ่าข่าในเขตอินโดจีนเดิม ที่จำเป็นจะต้องย้ายถิ่น มีมาจากสาเหตุผลเดียวคือ หนีศึกสงคราม หนีภัยโจร และการถูกเครื่องบินทิ้งระเบิด พวกฉันไม่มีกองทัพ เพราะเราไม่ใช่นักรบ สิ่งที่เราอ่าข่าทำได้คือ หนี ที่ที่เขาเพื่อนอ่าข่า อยู่ในขณะนั้นก็ไม่ห่างไกลจากบ้านเดิมของฉัน “แสนเจริญ”

ฉันชนชาติพันธุ์อ่าข่า อ่าข่าหญ่า “หญ่าญี่หญ่า” ฉันไม่ใช่ชนชาติพันธุ์กลุ่มเร่ร่อนตามที่เขาเรียกกัน

มีหนังสือหลายเล่ม และกลุ่มคนต่างๆพยายามเรียกฉันว่าเป็นกลุ่มเร่ร่อน หรือ พวกกึ่งเร่ร่อนแต่ฉันไม่ใช่ ลองมาดูชุมชนชาวฮาหนิ่อ่าข่าที่อยู่ทางใต้ของประเทศจีนที่ตั้งถิ่นฐานมากกว่า ๙๐๐ ปีและบางแห่งก็มีชุมชนชาวฮาหนิ่อ่าข่าอยู่มาแล้วตั้งพันปี ฉันคิดว่า พวกฝรั่ง “กาหล่าพฺยุ๊ว”(คนผิวขาว ตาสีฟ้า)บางกลุ่มเป็นพวกเร่ร่อนเสียมากกว่าชาวอ่าข่าเสียอีก และที่เหมือนมากที่สุดก็คือคนที่รับราชการต้องย้ายบ่อยๆจนลูกๆปรับตัวไม่ทันกับการเรียนนั่นแหละคือพวกกึ่งเร่ร่อน จริงๆแล้วฉันอาจเข้าใจตัวเองผิดไปก็ได้ เพราะในบันทึกประวัติศาสตร์ของฉันกล่าวว่า พวกฉันชนชาติพันธุ์อ่าข่ามีอยู่เป็นอยู่มานานแล้ว ๕-๖,๐๐๐ ปีโน่นแน่ะ
ประวัติความเป็นมาของชุมชนแสนเจริญ

ฉันอยู่ที่ชุมชนแสนเจริญตั้งแต่ พ.ศ.2516 จนกระทั้งปัจจุบัน เพราะฉันเกิดที่นี่ ปีนี้ พ.ศ.2549 ฉันอายุย่าง 34 ปีชุมชนแสนเจริญมีความสูง 950 เมตร และมีอ่าข่าอยู่ 3 กลุ่ม ชุมชนของฉันตั้งอยู่บนเทือกเขาสามลูกติดกัน มีทิวทัศน์สวยงามมาก มีป่าของชุมชนล้อมอยู่โดยรอบและมีด้านหนึ่งที่ชายป่ายาวหลายกิโลเมตรเข้าไปในหุบเขา “คุณพ่อเคยบอกว่าเราได้ตั้งชุมชนตรงหน้าเขามังกร ชุมชนของฉันจะตั้งอยู่เป็นร้อยๆปีใครคิดทำลายผู้นำ หรือ แม้แต่ชุมชนของฉันผู้นั้นจะตายโดยไม่รู้สาเหตุ” ชุมชนของเราตั้งไม่ไกลจาก อำเภอแม่สรวยมากนัก และมีแม่น้ำแม่สรวยใหลเคียงข้างเป็นคู่ชุมชน เมืองเชียงรายอยู่ห่างออกไปทางทิศเหนือ 65 กิโลเมตร และ มีเมืองเชียงใหม่อยู่ทางทิศใต้ 156 กิโลเมตร

ปัจจุบันนี้ชุมชนของฉันมีประชากรประมาณ 1,500 คนเศษ มี120 ครัวเรือน พ่อฉันย้ายมาอยู่จาก “ชุมชนขาแยง”ใกล้ๆกับบริเวณ “ชุมชนป่ากล้วยเก่า”แต่ตอนนี้ไม่หลักฐานอะไรอีกแล้ว ตอนเด็กพ่อได้พาไปเที่ยวที่ดอยตุงและพาไปเที่ยวตามที่ต่างๆพร้อมกระนั้นได้เล่าเรืองในอดีตที่ผ่านมาของ “ดอยตุง” และวิถีชีวิตของช่วงนั้น ยังจำได้ว่าหากจำไม่ผิด ตรงบริเวณที่เรียกว่าบ้านขาแยงตอนนั้นมีบ้านอ่าข่าอยู่ไม่ถึง 10 หลังส่วนมากในตอนนั้นจะเป็น “ลาฮู”มากกว่าอ่าข่า และฉันอ่าข่าได้ย้ายไปในที่ต่างๆเช่น “แสนเจริญ” การเดินทางย้อนประวัติศาสตร์ครั้งนั้นเมื่อสำรวจบริเวณนั้นแล้วได้เดินไปที่บ้านป่ากล้วยด้านหลัง “พระตำหนัก”ปัจจุบัน

พ่อได้เล่าให้ฉันฟัง และได้บอกให้ฉันจดจำสิ่งเหล่านี้ให้ขึ้นใจจะได้ถ่ายทอดให้อนุชนรุ่นหลังฟังยามเมื่อท่านจากไปแล้ว ชุมชนแสนเจริญได้ย้ายมาอยู่ในปี “แกะ”(2510) หากนับเวลานี้ถอยหลังกลับไป ชุมชนของฉันมีอายุได้ 3 รอบครึ่งพอดี(รอบอ่าข่า 12 ปีต่อ 1 รอบ หากครบ 2 รอบเป็น 25 ปี) แต่ก่อนนั้นพ่ออยู่ดอยตุง ใกล้ๆชายแดนติดกับพม่า ชุมชนเดิมของพ่อนั้นอยู่สูงโดยประมาณ 1,850 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ชายแดนประเทศไทยกับพม่า อยู่บนดอยตุง ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบานไทยชอบไปจัดประชุมกันที่นั้น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมตระกูลฉันจึงมีความเกี่ยวข้องและผูกพันธ์ และ จึงรู้จักผู้นำประเทศมากมาย

การปลูกฝิ่น และ สงครามฝิ่น สู่ธุระกิจเฮโรอิน

ฉันคนอ่าข่าหญ่า ไม่ใช่คนปลูกฝิ่นพวกคนจีนมาจ้างให้ฉันคนอ่าข่าหญ่าปลูกฝิ่น เวลานั้นประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายห้าม จนกระทั้งพวกในบ้านเมืองฝรั่งเขาห้าม เมื่อตอนทีพ่ออายุ 30 ปี พ.ศ.2508 คนอ่าข่ายังต้องเริ่มหัดปลูกฝิ่นใหม่ๆ คนอ่าข่ามารู้จักการปลูกฝิ่นที่เมืองไทย เมื่อก่อนคนอ่าข่าไม่รู้จักฝิ่น คนอ่าข่ามารู้จักที่ไทยนี้เอง ตอนนั้นพ่ออายุ 10 ขวบเองที่ได้รู้จักฝิ่น ตอนนั้นคนอ่าข่าเริ่มปลูกกันนิดๆหน่อยๆ เอาไว้ทำ “ยา” แล้วระยะผ่านมาพอควรหลายสิบปี พวกคนจีนมาสอนคนอ่าข่าของเราว่า “พวกฝรั่งผิวขาว”เอาเปรียบคนจีนเอาฝิ่นมาปลูกในแผ่นดินจีน ปลูกได้เท่าไรฝรั่งรับซื้อหมด(สงครามฝิ่นปี พ.ศ.2390-2395)

การเพาะปลูกฝิ่นช่วยคนอ่าข่าได้มาก เพราะบนดอยเราปลูกได้แต่ข้าวไร่และพืชผักเล็กๆน้อยๆในฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมและเดือนตุลาคม ดังนั้นคนอ่าข่าจึงมองหาพืชอื่นๆทีคนอ่าข่าจะปลูกไว้ขายได้ สมัยก่อนไม่มีถนน ไม่มีรถ ลำบากมาก คนอ่าข่าได้ขายฝิ่นและขายได้ดี เพราะไม่ต้องแบก ไม่ต้องบรรทุก ไม่ต้องเหนื่อยมาก การปลูกฝิ่นไม่ได้ใช้น้ำต้นฝิ่นกินแต่น้ำค้างจากหมอก แต่ต้องปลูกฝิ่นในที่สูงๆเท่านั้น ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ พวกคนจีนฮ่อจะเอา “ลา หรือ ม้า”มารับซื้อ ถ้าไม่มีพ่อค้าคนกลางพวกนี้ คนอ่าข่าก็ไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน เพราะคนอ่าข่าเอาฝิ่นไป คนอ่าข่าต้องมีปีน และ มีคนคุ้มครองต่างๆ หากคนอ่าข่าไม่มีหน่วยคุ้มกัน อันตรายที่เดียว โจรผู้ร้ายก็เยอะแยะ กองกำลังติดอาวุธไม่รู้ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหนอีก (พ.ศ.2483-2488 กองกำลังทหารญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลก พ.ศ.2491 กองกำลังก๊กมินตั๋ง ปีพ.ศ.2492สหพันธรัฐพม่าล่มสลาย)

ผลกระทบจากการเมืองประเทศต่างๆ

พ่อแม่ของพ่อฉัน(ปู่กับย่า)ได้อพยพมาจากชุมชนอ่าข่ามายะ ก็เป็นชุมชนหนึ่งในประเทศไทยนั่นแหละตอนหลัง “อ่าพิ่อ่าป้อ”ของฉันได้ย้ายมาอยู่ดอยตุง ปี 2468 เพื่อหนีพวกบ้าสงคราม ชุมชนแรกๆทีคนอ่าข่าอยู่ก็ก่อตั้งโดยปู่ย่าตาทวดของฉันทั้งนั้นแหละ ฉันคนอ่าข่าไม่ได้ย้ายไกลมาจากที่ไหนทั้งนั้น ต้นกำเนิดปู่ย่าตาทวดของฉันก็อยู่แถวๆดอยตุงนี่แหละ จนมาถึงปี พ.ศ. 2468 พวกทหารญี่ปุ่นก็เข้ามา ฉันคนอ่าข่าหญ่าต้องคอยหลบคอยซ่อนอยู่ในป่าตลอดเวลา พวกฝรั่งก็เอาเครื่องบินมาด้วยตอนนั้น (เสืออากาศ “คอลด์เวลล์”)หลังจากช่วงนั้นเหตุการณ์ก็สงบสุขเรื่อยมา จนมาถึงปี 2491 พวกทหารจีนก๊กมินตั๋ง “กอกงพลทหารม้า” แพ้พวกคอมมิวนิสต์พวกนี้เป็นแสนๆคน หนีกระจัดกระจายมาอยู่ตามป่าดอย พวกนี้เอาหมู เอาไก่ ฉุดสาวๆไป ปล้นเงิน ปล้นของไป ขนเสบียง เอาม้า พวกเราไป และยังทำร้ายฉันอีก ไม่นานหลังจากนั้นรัฐบาลพม่าก็มีปัญหา ฉันก็ต้องรับเคราะห์อีกแล้ว พวกทหารพม่าเข้าปล้นเสบียงพวกฉันซ้ำเติม พวกโจรมูเซอแดง ทหารว้า และอีกหลายฝ่าย ไหลทะลักข้ามชายแดนมาเหตุการณ์มันเลวร้ายลงทุกๆวัน และมาถึงปี 2503 ฉันคนอ่าข่าถูกฆ่าเป็นเบือ ปู่ของฉันก็ถูกฆ่ากับเหตุการณ์นั้นด้วย ตัวของพ่อฉันก็เกือบจะเอาตัวไม่รอด

ในคุกที่ราบสูง

วันหนึ่งพวก “โตโก”(ToKo)มาถึงก็ทุบตีคนของฉันเป็นการใหญ่ พวกมันต้องการเงิน พวกมันมีปืน แล้วจับคนของฉันคนอ่าข่าหญ่าทุกๆคนใส่กรงไม้ไผ่ พวกฉันเจ็บใจมาก มันเอาหมู เอาไก่ สัตว์เลี้ยง และ เอาข้าวของฉันคนชาติพันธุ์อ่าข่าไป พวกผู้หญิงต้องหนีเข้าป่าไปหมด ปีหนึ่งๆก็ต้องหนีกันอย่างนี้หลายครั้งหลายหน

คืนหนึ่ง มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้น “ซฺซ่ะมา”คนหนึ่งที่เป็นเพื่อนของฉันเขาเป็นคนที่มีอำนาจมาก “ซฺซ่ะมา”คนนี้เดินมาที่คุก เขาพูดว่า “แหน่ะ” หรือ “วิญญาณ”สิ่งที่มองไม่เห็น(มิติแห่งความเชื่อพลังศรัทธาของชนชาติพันธุ์อ่าข่า)หลังจากนั้น กรงใหญ่ที่แข็งแรงขังหมีได้นั้นก็เปิดออก คนของฉันล้มป่วยลง มีแผลตามตัวมากมาย และทานข้าวไม่ได้เป็นอาทิตย์ ฉันคนอ่าข่าไม่มีอะไรเหลือเลย

ฉันและคนของฉันตัดสินใจย้ายออกจากหมู่บ้าน “หย่อ-คฺค่า” เพราะหมู่บ้านนี้อยู่ไกล้ชายแดนมากไป ฉันคนอ่าข่าได้ไปอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านของอ่าป้อ “ชาเจอะ เชอหมื่อ” หมู่บ้านนี้อยู่ห่างจากชายแดนไปหน่อย และไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก

แต่ที่นี่ ฉันคนอ่าข่ามีปัญหากับคนพื้นราบที่ชอบเข้ามา “ขโมย” ของพวกฉันคนอ่าข่าในตอนกลางคืน พวกเขาดูถูกฉันคนอ่าข่า เรียกฉันคนอ่าข่าว่าเป็นพวก “ลิง” หรือ ไม่ก็เรียกเป็นตัวแมลง “แมงก้อ”ทำให้ฉันคนอ่าข่าไม่อยากจะอยู่ในปี “ฬ่อ 2506” กลุ่มคนอ่าข่าที่เคยย้ายมาจากหมู่บ้านป่าคาก็ตัดสินใจย้าย เพราะฉันคนอ่าข่าได้ประสบการณ์มาแล้วว่า การที่ฉันจะนำคนอ่าข่าอยู่ที่แห่งนี้เป็นเรื่องอันตรายเกินไป สำหรับฉันชนชาติพันธุ์คนอ่าข่า อ่าข่าหญ่า หญ่าญี่หญ่า ปี 2507 ตรงกับ ปีกระต่าย อ่าป้อ “พูโชก่า”ได้พา กลุ่มย้ายออกไปจากชายแดน และ ปู่ของฉันเองก็พาพวกย้ายในปี 2510 ปีแกะพอดี

แม่สรวยอ่าข่า หรือ ชุมชนแสนเจริญ

ในปี 2507 มีคนจีนคนหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้าน “หย่อ-คฺค่า”ด้วยกันกับฉันในตอนนั้น เขาบอกพวกเราว่า เขารู้จักหมู่บ้านแห่งหนึ่งอยู่บนภูเขาที่อุดมสมบูรณ์มาก ที่เรียกว่า ดอยนาแปะ หรือดอยช้างปัจจุบัน ดอยนี้อยู่ที่อำเภอแม่สรวย และอยู่ห่างจากดอยตุงประมาณ 120 กิโลเมตร เป็นที่สงบสูข คนจีนคนนั้นยังบอกฉันคนอ่าข่าอีกว่า ฉันสามารถที่จะปลูกฝิ่นที่นั้นได้ ตอนนั้นฉันคนอ่าข่าหมดเนื้อหมดตัว ไม่มีเงิน การที่คนจีนคนนั้นบอกฉันคนอ่าข่าอย่างนี้ ก็ทำให้ฉันตื่นเต้นมาก ฉันกลัวๆกล้าๆอยู่ แต่ “อ่าป้อหล่ะบื่อ” คนนั้นได้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ฉันคนอ่าข่า ฉันตกลงพาคนอ่าข่าของฉันย้าย

หาทำเลที่หุบเขาดอยช้าง

ฉันได้ส่งผู้เฒ่าผู้แก่ไปสืบเสาะสถานที่ที่เหมาะสมที่จะตั้งหลักแหล่ง ดูพื้นที่ป่า การเข้าครอบครองที่ทำกิน ฉันให้ปักไม้ไว้เป็นสัญญาลักษณ์ ก่อนที่ฉันจะเลือกที่ ฉันต้องการชิมดิน หรือดมกลิ่นในที่นั้นๆดูก่อนเพื่อที่จะรู้ว่าฉันคนอ่าข่าเพาะปลูกตรงที่นั้นได้หรือไม่ ฉันได้ส่งตัวแทนตระกูล “มาเยอะ/จูเปาะ /เชอมือ/อายิ/อามอ”เป็นผู้ตรวจสอบพื้นที่ ผู้อาวุโสจากทั้ง “ห้า” ตระกูลนี้เป็นผู้ที่สร้างหมู่บ้านที่ดอยตุงมาก่อน โดยอ่าป้อ “พูโชกา” เป็นบุตรของ “โจ่วมา”ผู้ดำรงตำแหน่ง” “โจ่วมา”ซึ่งเป็นผู้นำทางประเพณีของวัฒนธรรมชนชาติพันธุ์อ่าข่า

ประเพณี “วัฒนธรรมอ่าข่า”ของฉันกำหนดไว้ว่า ชุมชนจะก่อตั้งขึ้นได้ จะต้องมีคนจากสามตระกูลเป็นอย่างน้อยมาอยู่รวมกัน ไม่เพียงแต่จะทำให้เรามีเพื่อนบ้านที่ดีเท่านั้น แต่เป็นเหตุผลทางการแต่งงานด้วย บุตรหลานของเราจะได้มีความอุดมสมบูรณ์ เพราะเราจะแต่งงานกับคนตระกูลเดียวกันที่ห่างกันอย่างน้อยกว่า 9 ช่วงอายุคนไม่ได้ ชุมชนดอยบ่อเคาะ(ชุมชนแสนเจริญ)จึงเริ่มจากคน “สี่”ตระกูลใหญ่ ที่มีต้นตระกูลบรรพชนเดียวกันแยกสายออกมา 30-55 รุ่นอายุบรรพชนแล้ว และยังนับถือกันเป็นพี่เป็นน้องกันอยู่ สาม-สี่อาทิตย์หลังจากนั้น ผู้นำอาวุโสดังกล่าวเดินทางกลับมารายงานให้พวกพ้องของตนทราบด้วยความรู้สึกที่พอใจ ผู้เฒ่าผู้แก่จากทั้งห้าตระกูลดังกล่าวยังได้พูดคุยกันถึงเรื่องการหาที่ทำนาในที่ราบ แต่ก็จนใจเพราะคนพื้นเมือง “เก๊าะเล่าะ”ได้จับจองพื้นที่ทำกินจนหมดแล้ว

แต่หุบเขาดอยช้างก็เป็นที่ที่ฉันคนอ่าข่าพอใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่สูง และมีแหล่งทรัพยากรต่างๆอยู่เบื้องล่าง เช่น มีลำธาร แม่น้ำ ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณไม้และสัตว์ป่าพวกฉันอาจทำไร่ได้บริเวณป่ารอบนอกพื้นที่ ที่ห่างจากที่ที่ตั้งชุมชน 3-4 กิโลเมตร ใกล้ๆแม่น้ำแม่สรวย ห่างออกไปทางด้าน ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ชุมชนบ้านทุ่งพร้าวมีชาว“ปาเกฺอเญฺอ”อาศัยอยู่ พวกเขามีการทำนาแบบขั้นบันได ฉันมาช้าไปหน่อย

วิธีการชิมดินของฉัน ดินที่มีสีน้ำตาลแดง และ ดินดำ เป็นดินที่เหมาะกับการเพราะปลูก ข้าว,ข้าวโพด,ผัก, และฝ้าย มีป่าไผ่มากมายที่ฉันจะนำมามาใช้ทำไร่ขิงได้ ดินที่ดีนั้นจะต้องไม่เปรี้ยว ไม่ขม หรือ ไม่เค็มจนเกินไปนัก ควรจะมีรสชาติกลมกล่อม และ ออกหวานหน่อยๆ

การจองที่ ฉันเพศชายจะเอาตะเหลวมาปักไว้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าที่ ทุกคนเข้าใจนอกจากนั้นยังมีการเอาขวานสับต้นไม้คาไว้ไว้ เพื่อเป็นการขออนุญาตเจ้าที่“บฺอ-ชอง-หฺยอ-หฺชอง”ถ้าหากเดินหนึ่งผ่านไป ขวานเล่มนั้นยังอยู่ที่เดิม ไม่ตกลงพื้น แปลว่าเจ้าที่อนุมัติให้ใช้พื้นที่ตรงนั้นได้
เรื่องที่ยินดีอีกเรื่องหนึ่งคือ ปู่ของฉันได้ผูกมิตรภาพอันดีกับคนเมืองที่เป็นเจ้าหน้าที่อำเภอแม่สรวย เพื่อการขออนุญาตย้ายมา อำเภอแม่สรวยอยู่ห่างจากที่ตั้งชุมชนแสนเจริญระยะทางเดินเท้า 2 ชั่งโมง เจ้าหน้าที่นั้นเปิดทางให้ฉันโดยดี แต่อธิบายให้พวกฉันคนอ่าข่าเข้าใจว่า พวกฉันคนอ่าข่าสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้ ที่ดินทั้งหมดเป็นของหลวง

การตั้งชุมชน “หฺจ้อง-อู-แจฺจ่-เอฺอ่”พิธีโยนไข่

ดังนั้น ปีรุ่งขึ้นซึ่งเป็นปีกระต่าย(2507) ในเดือนกุมพาพันธ์ ฉันคนอ่าข่ากว่า 30 ครอบครัวก็ได้อพยพโดยเกวียนเทียมวัว และเดินทางมายังดอยหุบเขาดอยช้าง ในวัน “แซ้ซ์” แซ้ซ์นั้น หมายถึงแมลงเม่า,ปลวก ซึ่งถือเป็นวันดีสำหรับการโยกย้าย เพื่อการตั้งชุมชน เนื่องจากวันแซ้ซ์โดยส่วนมากอ่าข่าถือว่าเป็นวันปลวก เพราะปลวกเป็นนักก่อสร้าง จะเห็นได้จากจอมปลวกอันสูงใหญ่โดยทั่วๆไป และเพื่อเป็นการทดสอบว่า ฉันคนอ่าข่าสามารถจะอยู่ที่นั่นได้โดยสงบสันติสุข และกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติพลังของป่า,ไร่,ภูเขา, และธารน้ำ หรือ ไม่ ฉันจึงทำพิธีโยนไข่ เสี่ยงทายดู

ในการทำพิธี “โจ่วมา”ผู้นำชุมชนคนใหม่จะกวาดที่ลานซึ่งเป็นที่ที่จะสร้างชุมชนแสนเจริญในอนาคตและใช้ไม่ไผ่ปักเขตสี่เหลี่ยมขนาด 2 ตารางเมตรขึ้นมา ผู้นำ “โจ่วมา”นั้นจะโพกผ้าสี่แดง และตกแต่งเครื่องประดับเงินที่ร่างกาย ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้หยิบไข่ดิบขึ้นมา 1 ฟอง ซึ่งผู้ทำพิธีนี้จะรู้สึกประหม่ามาก ท่านผู้นั้นจะต้องชูไข่ขึ้นระดับเหนือศีรษะ แล้วปล่อยไข่ให้ตกลงมากลางลาน สี่เหลี่ยมที่เตรี่ยมไว้ ถ้าไข่ไม่ตกที่พื้น ถ้าไข่ตกลงพื้นแล้วแตกออก แปลว่าที่ตรงนั้นเหมาะสม แต่ถ้ามีเหตุการณ์ที่ไข่ตกลงพื้นแล้วไม่แตก แปลว่าที่ตรงนั้นจะต้องหาพื้นที่ใหม่ต่อไป และจากรูปร่างไข่ที่แตกออกและกระจายอยู่ที่พื้น จะมีการตีความเปรียบเทียบภาพที่เห็นกับหมูบ้านในอนาคต ถนนทิศเหนือจะเป็นถนนที่เจ้าสาวในอนาคตเข้ามา (จะดีมากหากเจ้าสาวคนแรกเป็นเจ้าสาวต่างชุมชน)ถนนทิศตะวันออก เป็นถนนที่หนุ่มๆสาวๆหัวเราะและร้องเพลงไปยังไร่ข้าว ถนนตะวันตกเป็นถนนที่วัวควายและม้าเดิน (สำหรับการทำนาแบบขั้นบันได) ถนนลงเนินลงไปด้านทิศใต้ เป็นถนนเงินและถนนทอง (สำหรับการค้าขาย) สำหรับการโยนไข่ครั้งนี้ ฉันคนอ่าข่าเป็นบุคคลที่ทำหน้าที่โยนไข่ การโยนไข่เป็นไปด้วยดี ไข่แตกตามที่มันควรจะเป็น แต่บางที่ก็เคยมี ที่มันไม่แตกเหมือนกัน....! ทุกคนรู้สึกโล่งใจ จากการทำนายไข่ที่แตก ถนนทุกเส้นก็ดูใช้ได้ เว้นเสียแต่ถนนของควายและม้าดูแย่หน่อย แต่มันก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าความคิดที่จะทำนาแบบขั้นบันไดนั้นคงเป็นไปไม่ได้
ถนนเงินทองก็ไม่มากนัก ทำให้ฉันรู้ว่าอนาคตการปลูกฝิ่นของเราคงไม่รุ่งเรืองแต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาตอนอยู่ดอยตุง ทำให้ฉันรู้สึกหวาดกลัวในอีก4-5-6 ข้างหน้าฉันคงมีเงินพอที่จะใช้หนี้อ่าป้อหล่ะบื้อคนนั้น
เสร็จพิธีโยนไข่แล้ว เสาบ้านของโจ่วมาซึ่งเป็นหัวหน้าชุมชนก็ปักลงพื้นเป็นต้นแรก บ้านโจ่วมาเป็นบ้านหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่เสี่ยงทายโยนไข่นั้นเอง ต่อมาก็เป็นการปลูกสร้างบ้านเป็นแบบแผนตายตัวแล้ว ฉันก็ประกอบพิธี “หมิ่-ซฺซอง-เล่าะ-เอฺอ่ะ” ในป่านอกชุมชน ซึ่งเป็นพิธีแสดงความเคารพเจ้าของที่ดิน เจ้าแม่ธรณี เจ้าที่ที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ฉันคนอ่าข่าทำทุกสิ่งทุกอย่างก่อนที่จะถึงฤดูปลูกข้าวเดือนพฤษภาคม

ความหวาดกลัวคอมมิวนิสต์

ช่วงปี 2507 เป็นช่วงที่รัฐบาลไทยกำลังทำศึกกับคอมมิวนิสต์ ผู้นำชนชาติพันธุ์หลายชาติพันธุ์จำต้องปฏิบัติตามนโยบายไทยอย่างเคร่งครัด มีการตั้งชื่อไทยให้แก่ผู้นำชาวชนชาติพันธุ์หลายๆคน ชื่อปู่ของฉันถูกเรียกเสียใหม่ว่า “นายแสนเจริญ” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วปู่ของฉันก็เป็นผู้นำที่ความคิดอ่านล้ำหน้าไปในอนาคตสมชื่อจริงๆ แต่พวกฉันก็เต็มใจเรียกชื่ออย่างเดิม หรือไม่ก็เรียกท่านปู่ตามตำแหน่งว่า “อ่าป้อโจ่วมา”

ชื่อเดิมของชุมชนนี้คือ “แม่สรวยอ่าข่า”แต่หลังจากที่ปู่ของฉันสิ้นชีวิตลงไปแล้ว 12 ปี ชื่อชุมชนแม่สรวยอ่าข่าของฉันก็ถูกเปลี่ยนเป็นชื่อ “แสนเจริญอ่าข่า”ในปี 2527

สำหรับฉันคนอ่าข่าแล้ว ฉันไม่เข้าใจว่า “คอมิวนิสต์”แปลว่าอะไร กลุ่มเจ้าหน้าที่บอกฉันคนอ่าข่าว่าคนพวกนี้เป็นพวกโจร คอยปล้นฆ่าชาวบ้าน แต่บนที่ราบสูงก็มีโจรหลายกลุ่มอยู่แล้ว พวกก๊กมินตั๋งก็เป็นโจร พวกทหารตำรวจบางคนก็ใช่ พวกมูเซอแดง และอะไรอีกหลายอย่าง

ช่วงสงบสุข 2510-2520

ตระกูลของฉันย้ายมาอยู่ที่ดอยแสนเจริญแห่งนี้ในปี “แกะ”หลังจากนั้นมีชาวอ่าข่าจากหมู่บ้านชายแดนต่างๆมาสมทบมากขึ้น ชุมชนของฉันจึงขยายออกไปตามเนินเขา กลุ่มแรกของตระกูลเชอหมื่อ และตระกูลอามอ และตระกูลอายิ และส่วนที่เหลือเป็นตระกูลโจ่วปอ(จูเปาะ) และมาเยอะบ้านอ่าป้อปูแส้อยู่กลางกลุ่มบ้านใกล้ลานวัฒนธรรมของหมู่บ้านซึ่งเป็นผู้นำหมู่บ้านทั้งทางวัฒนธรรมอาข่าและทางราชการแต่งตั้ง

ลุงของฉันนายอาเซอะ ได้เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เนื่องจากลุงเข้ากันได้ดีกับพวกเจ้าหน้าที่และพูดภาษาคนเมืองได้ดี ลุงอ่านหนังสือและไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ลุงพูดภาษา “จีนฮ่อ” ภาษา “ลาหู่” และภาษา “ลีซู”ซึ่งนับวันมีประโยชน์มาก เพราะที่ชุมชนใกล้ๆเป็นชุมชนของชาว “ลีซู”และมีคน “จีนฮ่อ”อยู่ด้วย

การทำไร่หมุนเวียน
ช่วงเด็กฉันไม่ได้ทำอะไรเพราะมีพี่ๆคอยทำงานทุกอย่างครอบครัวฉันเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ฉันมีพี่ชายชื่อว่า “อาโดโย”พี่ชายรักฉันมากและใจดีที่สุดที่รองลงมาจากพ่อ ณ วันนี้พี่ชายฉันไม่อยู่แล้วก็ตาม ฉันยังจำภาพของพี่ชายฉันได้เสมอพี่พร้อมกับพี่สาวที่แสนสวยและใจดีของฉัน......!
พอโตขึ้นฉันเริ่มตื่นแต่เช้าและเริ่มทำงานในครอบครัวบ้างเพราะดูแล้วเป็นเรื่องที่สนุกดีฉันชอบอย่างนั้น และมีวันหนึ่งพ่อได้ทำ “ค๊าค้า”หรือ “ก๋วย”ให้ฉันอันหนึ่งฉันดีมากฉันไปตักน้ำกับแม่...!
ที่ต่ำลงไปใกล้แม่น้ำแม่สรวย พวกะเหรี่ยงก็จับจองไปหมดแล้ว ดังนั้นสิ่งที่พวกฉันทำได้ก็คือ

***ฉันใคร่จะขอโอกาสนี้เล่าให้ท่านทั้งหลายทราบเรื่องราววิถีชีวิตชาติพันธุ์ของฉัน“คนอ่าข่า” และ สิ่งที่บรรพชน ได้รวบรวมไว้เป็นความรู้ในหัวข้อต่างๆต่อไปนี้.

๑.ประวัติความการกำเนิดเป็นชนชาติพันธุ์อ่าข่าและฮาหนิ่อ่าข่า............?
๒.ภูมิหลังและประวัติศาสตร์ของชนชาติพันธุ์อ่าข่า จาก ธิเบต สู่จีน พม่า ไทย ลาว เวียดนาม.......!
๓.ทำไมฉันชนชาติพันธุ์อ่าข่า “หญ่าญี่หญ่า”จึงมีเอกภาพ........?
๔ “.หฺญ้อง” วัฒนธรรม ลัทธิ ศาสนาอ่าข่า..............!
๕.“หญ้องซ้าคร่อง”ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีอ่าข่า...........!
๖.สายใยของบรรพชน.............?
๗.ปัญหาที่เผชิญอยู่ “วัฒนธรรมที่อ่อนแอลง และ กำลังปะทะกับวัฒนธรรมใหม่..............!
๘.วิธีการจัดการกับอุปสรรคเหล่านั้นโดยวิธีของฉัน “วิถีพุทธแบบกุศโลบายอ่าข่า”.........?
ชมรมอ่าข่าพุทธบุตร
THE AKHA BUDDHIST
พระอาเจอะ อิทธิญาโณ
แกนนำชาวพุทธอ่าข่า
THE AKHA BUDDHIST SHIFT









 
โดย พระอาเจอะ อิทธิญาโณ เมื่อ วัน ศุกร์ ที่ 19 มกราคม 2550, 09: 28 น. IP : 58.64.102.41  

ความคิดเห็นที่ 1
อิท อิ้ด เวลี่ ลองๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&**********************************************************************************************************************))))))))))))))))____________+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++########################################################&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&******************************************************************************************************************************  
โดย pk เมื่อ วัน อังคาร ที่ 30 มกราคม 2550, 15 : 21 น. IP : 58.137.31.15  



เข้าพิพิธพัณฑ์ : เกี่ยวกับโครงการ : กระดานข่าว : สมุดเยี่ยม : ติดต่อเรา : English Version
ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ โดย ฅนบ้านนอก เจ้าของเว็บ "มูลนิธิกระจกเงา"
รูปภาพและข้อมูลภายในเว็บไซต์แห่งนี้ หากท่านประสงค์จะนำไปเผยแพร่ สามารถกระทำได้โดยไม่มีลิขสิทธิ์
JavaScript Menu By Milonic.com